บทที่ 7 ปากหมาเจอตัวมารดา

แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านสีเข้มเข้ามาในห้องเพนต์เฮาส์หรู ไทม์ขยับตัวไปมาบนเตียงด้วยความอึดอัด ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาทำคือการขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็นปม

“โคตรน่ารำคาญ”

ร่างกายรู้สึกตึงและหนักอึ้งเหมือนคนนอนไม่เต็มอิ่ม เขายกแขนก่ายหน้าผาก พยายามไล่ความรู้สึกแปลกประหลาดออกไป ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด

“อยู่ดี ๆ ก็ฝันถึงเรื่องพรรค์นั้นอีก แม่งคิดบ้าอะไรกับยัยนั่นอีกวะกู ทั้งเฉิ่ม ทั้งจืดชืด น่าเบื่อจะตายห่า”

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและเซ็งจัด ภาพในหัวยังคงเลือนลาง แต่ก็ชัดเจนพอที่จะรู้ว่า ผู้หญิงในฝันที่เขากำลังกดกระแทกอย่างเมามันส์เมื่อคืนคือใคร

“บ้าชะมัด กูต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ เก็บยัยนั่นมาฝันเปียกเนี่ยนะ ทุเรศตัวเองว่ะ”

ทั้งที่ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะมานั่งฝันเปียกถึงอดีต หรือเก็บเรื่องผู้หญิงมาใส่สมองให้รกพื้นที่ โดยเฉพาะอดีตที่เกี่ยวกับผู้หญิงจืดชืดไร้รสนิยมอย่างใบชา

แต่ภาพร่องอกเมื่อคืน เสียงครางหวาน ๆ และความรู้สึกวูบวาบตอนดูไลฟ์สดของ Cami มันดันไปสะกิดอะไรบางอย่างในส่วนลึกของสมอง โดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว

ไทม์เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือ นิ้วเลื่อนหารายชื่อผู้ติดต่อ ค้างอยู่ตรงเบอร์เดิมที่เขาไม่เคยลบออกไปจากเครื่องเลยตลอดสามปี

“จะเกี่ยวกันได้ไงวะ ยัยแว่นจืดชืดนั่นจะไปเหมือนคามิสุดเอ็กซ์ของกูได้ยังไง คนละชั้นเลย ไม่มีทาง”

เขาโยนโทรศัพท์ทิ้งลงบนเตียงอย่างไม่ไยดี ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระ

“คงแค่บังเอิญ เสียงคนเรามันก็คล้ายกันได้ปะวะ อย่าคิดมากไอ้ไทม์”

ไทม์เดินหน้าตึงเข้าห้องน้ำ เปิดฝักบัวให้น้ำเย็นเฉียบไหลลงมารดศีรษะและร่างกายแรง ๆ เขายืนนิ่งอยู่ใต้น้ำ หวังว่าอุณหภูมิที่เย็นจัดจะช่วยดับความร้อนรุ่มและทำให้หัวโล่งขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม

ภาพร่องอกของคามิเมื่อคืน เสียงครางหวาน ๆ และภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของใบชาในความฝัน มันยังคงตีกันยุ่งเหยิงอยู่ในหัวไม่หยุด

“โคตรน่ารำคาญเลยสัสเอ๊ย”

เขาสบถด่าตัวเองเบา ๆ ความอึดอัดปวดหนึบที่กึ่งกลางลำตัวยังคงค้างไม่หายไปไหน สุดท้ายไทม์ก็ต้องหลับตาลง กัดฟันกรอด เหมือนตัดสินใจจัดการมันให้จบ ๆ ไปเพื่อให้ร่างกายตัวเองกลับมาเป็นปกติ

“นี่กูมาถึงจุดที่ต้องมายืนว่าวในห้องน้ำเพื่อช่วยตัวเองแล้วเหรอวะ ทั้งที่มีผู้หญิงสวย ๆ นมโต ๆ พร้อมจะนอนอ้าขาให้กูเอาฟรี ๆ เป็นร้อยคน แต่สมองกูแม่งไม่รักดี ทำไมต้องเสือกไปคิดถึงแต่ยัยบ้านั่นด้วย”

ไทม์บ่นอย่างหัวเสีย ก่อนจะขยับมือกำท่อนเอ็นของตัวเองที่กำลังปวดหนึบ แล้วเริ่มรูดรั้งชักขึ้นลงอย่างรวดเร็ว

“ซี๊ดดด คามิ”

เขาหลับตาจินตนาการถึงเรือนร่างยั่วยวนของสตรีมเมอร์สาว จินตนาการว่าเธอกำลังใช้ริมฝีปากนุ่ม ๆ และร่องอกอวบอิ่มนั้นปรนเปรอให้เขา

ยิ่งคิดถึงคามิ ความรู้สึกเสียวซ่านกลับยิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้นกว่าเดิม แต่จู่ ๆ ภาพแววตาดื้อรั้นของใบชาแวบเข้ามาในหัวแทนที่คามิ

“ใบชา อ่าส์!”

หยาดน้ำกามสีขาวขุ่นพุ่งทะลักปะปนไปกับสายน้ำ พร้อมกับชื่อของใครบางคนที่หลุดออกมาจากริมฝีปาก

ไทม์ชะงักค้าง ลืมตาขึ้นมาทันที เขามองมือตัวเองสลับกับมองเงาสะท้อนในกระจกด้วยความตกใจ

เชี่ย! เมื่อกี้กู... กูครางชื่อใครนะ? ใบชาเหรอ? กูครางชื่อยัยเด็กจืดชืดนั่นตอนเสร็จเนี่ยนะ เป็นบ้าอะไรของมึงวะไอ้ไทม์

เขาสูดลมหายใจลึก กำหมัดแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้าดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยจากความใคร่ แต่ความหงุดหงิดกลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

“แม่งเอ๊ย หงุดหงิดตัวเองฉิบหาย”

ช่วงพักเที่ยง ณ คณะแพทยศาสตร์

พรีมในชุดนักศึกษาชายแต่จริตหญิงเต็มพิกัดยืนเท้าสะเอว เชิดหน้าขึ้น มองหน้าเพื่อนสาวอีกสองคนด้วยแววตามุ่งมั่น

“เก็บกระเป๋าค่ะพวกหล่อน ไปกินข้าวคณะวิศวะกันค่ะ”

ซีลีนที่กำลังเก็บไอแพดเข้ากระเป๋า เลิกคิ้วขึ้นทันที “ไปทำไมยะอีพรีม แถวนั้นเถื่อนจะตาย มีแต่ผู้งานดี ดงอาหารตาชัด ๆ”

พรีมเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาเป็นประกายวิบวับ

“ไปหาซื้อขนมกินเปลี่ยนบรรยากาศไงยะ แล้วก็ไปส่องซิกแพ็กผู้ชายหล่อ ๆ ด้วยไง อาหารตาอาหารใจ ช่วยต่อชีวิตนักศึกษาแพทย์อย่างเรา ๆ ลุกค่ะชะนี! ตัวมารดาจะไปล่าเหยื่อ”

ซีลีนกลอกตาบนใส่เพื่อนเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ “ก็ดีเหมือนกัน ฉันต้องเอากระเป๋าเงินไปคืนเฮียพอดี ไปก็ไป”

สายตาของทั้งคู่หันมาหยุดอยู่ที่ใบชาที่กำลังก้มหน้านับเหรียญในกระเป๋า เธอนิ่งไปนิดหนึ่ง ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ

“ไปสิ ไปกินข้าวที่นู่นก็ได้”

ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็เดินมาถึงโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศต่างจากคณะแพทย์อย่างสิ้นเชิง เสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่น วุ่นวาย และเต็มไปด้วยนักศึกษาผู้ชายเสื้อช็อป

พรีมกวาดสายตาเรดาร์สแกนมองไปรอบ ๆ “อร๊ายยย สวรรค์ของอีพรีม! กล้ามเป็นมัด ๆ ซิกแพ็กแน่น ๆ ทั้งนั้นเลยแม่ ฉันอยากจะสิงร่างอยู่ที่นี่ค่ะ ไม่กลับมันแล้วคณะ”

แต่สำหรับใบชา เธอกลับไม่ได้ตื่นเต้นหรือสนใจอะไรด้วยเลย เธอมองหาแค่ร้านข้าวแกงราคาประหยัด แต่แล้วสายตาภายใต้กรอบแว่นของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับโต๊ะหินอ่อนตัวหนึ่งที่มุมตึกอย่างจัง

พี่ไทม์

เขานั่งอยู่ตรงนั้นพร้อมกับผู้หญิงคนใหม่ที่กำลังนั่งเบียดนมซบไหล่ของเขา ท่าทางสนิทสนมแนบชิด ไม่ต่างจากผู้หญิงคนเมื่อวานที่โรงอาหารคณะแพทย์เลยสักนิด

เธอมองภาพนั้นนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะยกยิ้มเหยียดที่มุมปากจาง ๆ มันไม่ใช่รอยยิ้มดีใจที่ได้เจอ และไม่ใช่รอยยิ้มเศร้าเสียใจของคนถูกทิ้ง แต่มันเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันแบบสมเพช

ก็ไม่แปลกอะไร สันดานมักง่ายเปลี่ยนกันไม่ได้หรอก

และในจังหวะนั้นเอง ไทม์ที่กำลังหัวเราะอารมณ์ดีอยู่กับสาวเซ็กซี่ข้างกาย ก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาเข้ากับใบชาพอดี 

เขาเห็นรอยยิ้มสมเพชนั้นบนใบหน้าจืดชืดของเธออย่างชัดเจนเต็มสองตา

“ยิ้มอะไรครับน้องแว่น!?”

ไทม์ตะโกนถามออกมาเสียงดัง เขาผลักผู้หญิงข้างกายออกอย่างไม่ไยดี จนหญิงสาวหน้าเหวอ บรรยากาศรอบโต๊ะหินอ่อนที่เคยเสียงดัง เริ่มเงียบลงเล็กน้อย ทุกสายตาหันมามองที่พวกเขา

ใบชาไม่ได้สะดุ้งตกใจ เธอเพียงแค่สบตาเขากลับ แต่ไม่ตอบอะไร สีหน้าภายใต้กรอบแว่นเรียบนิ่งสนิท เหมือนเขากำลังเห่าเป็นธาตุอากาศ ไม่มีค่าอะไรให้เธอต้องลดตัวใส่ใจ

นั่นยิ่งทำให้ไทม์หงุดหงิด การที่เธอทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน ทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุ มันหยามเกียรติคนอย่างเขาที่สุด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที สายตาดุดันจ้องมองเธอเขม็ง เดินอ้อมโต๊ะมายืนประจันหน้า

“ทำเป็นเล่นตัวจังเลยนะครับ นึกว่าตัวเองสวยมาจากไหนไม่ทราบ ทำเป็นเมินใส่ เรียกร้องความสนใจจากพี่หรือไง”

“...” ใบชาถอนหายใจ เบือนหน้าหนีด้วยความรำคาญ

“หรือว่าเดี๋ยวนี้ต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะยอมเปิดปากคุยด้วย หืม? จะเอาเท่าไหร่ล่ะ ร้อยนึง? พันนึง?”

“...”

“หรือต้องแสนนึงดีล่ะ ถึงจะพอยาไส้ระดับชีวิตคนอย่างเธอ? เอาเลขบัญชีมาสิครับน้องแว่น เดี๋ยวพี่โอนให้ ถือซะว่าทำทาน”

คำพูดดูถูกเหยียดหยามนั้นทำให้บรรยากาศรอบ ๆ โรงอาหารเย็นเฉียบลงทันที นักศึกษาโต๊ะข้าง ๆ เริ่มหันมามองซุบซิบ

ซีลีนขมวดคิ้วชักสีหน้าไม่พอใจ พรีมถึงกับอ้าปากค้างยกมือทาบอกกับความปากหมาขั้นสุดของผู้ชายตรงหน้า

“ถ้าคุณคิดว่าเงินพวกนั้นมันจะสามารถซื้อเวลา และซื้อความสนใจจากคนอย่างฉันได้ล่ะก็”

เธอเว้นจังหวะการพูดเล็กน้อย ช้อนสายตาที่นิ่งสงบมองตรงลึกเข้าไปในดวงตาดุดันของเขาอย่างไม่เกรงกลัว

“ก็ลองโอนมาสักหนึ่งล้านดูสิคะ แล้วฉันจะยอมเสียสละเวลาอันมีค่ามายืนฟังคุณเห่าสักห้านาทีค่ะ ถือว่าทำทานให้สัตว์โลกที่ชอบเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นไปวัน ๆ ค่ะ”

“!!!”

ไทม์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มันไม่ใช่แค่ความหงุดหงิดจากการโดนด่า แต่มันมีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่กำลังถูกท้าทายจากผู้หญิงที่เขาเคยมองว่าเป็นแค่ของตาย

“อ้อ แต่ถ้ามีเงินไม่ถึง ก็รบกวนเก็บเศษเงินของคุณไว้จ่ายค่าเทอม หรือไม่ก็เอาไปซื้อยารักษาโรคขาดความอบอุ่นของตัวเองเถอะค่ะ เพราะดูจากพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจของคุณแล้ว คุณคงขาดมันมาตั้งแต่เด็ก น่าสมเพชนะคะ”

“นี่เธอ!! กล้าพูดแบบนี้กับฉันเหรอใบชา!”

“หยุดค่ะ! พักก่อนค่ะคุณพี่ขา!”

พรีมก้าวออกมายืนกางแขนขวางหน้าใบชาเอาไว้ ดันกรอบแว่นกันแดดแบรนด์เนมของตัวเองขึ้น มองจิกไทม์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยหางตาเหมือนมองเศษขยะเปียก

“อีผู้ชายธงแดงตัวพ่อ! มั่นหน้า มั่นโหนกมาจากไหนคะเนี่ย ช่วยถอยหลังเอาร่างกายเน่า ๆ ของคุณพี่ ออกไปห่าง ๆ จากเพื่อนฉันด้วยค่ะ! ฉันสัมผัสได้ถึงเชื้อโรค”

น้ำเสียงของตัวแม่ชัดเจน และใช้ถ้อยคำแรงแบบไม่แคร์สื่อสังคมใด ๆ

“ตอนนี้รัศมีความเหี้ยและความมักง่ายของพี่ มันแผ่กระจายออกมาจนทำออร่าความสวยของเพื่อนฉันหมองหมดแล้วค่ะ! คิดว่ารวยแล้วจะมายืนเห่าใส่ใครก็ได้เหรอคะ”

“นี่มึงด่ากูเหรออีตุ๊ด!”

“ก็ด่ามึงนั่นแหละค่ะ! แหกตาดูสภาพตัวเองด้วยนะคะคุณพี่ เปลี่ยนผู้หญิงควงไม่ซ้ำหน้าประหนึ่งเปลี่ยนกางเกงใน แต่สันดานกับมารยาทกลับต่ำตม ยิ่งกว่าทิชชูใช้แล้วทิ้งอีกค่ะ”

“อีพรีม!”

“ไม่ต้องมาทำเสียงแข็งค่ะ! หน้าอย่างพี่เนี่ย นอกจากเงิน เบ้าหน้าหล่อ ๆ กับตรงนั้นที่เอาไว้แกว่งไปทั่ว ก็ไม่มีความดีอะไรหลงเหลือให้เชิดชูเลยค่ะ! เอาไปแกว่งมั่วซั่วระวังซิฟิลิสจะถามหานะคะ”

พรีมจีบปากจีบคอด่าแบบคอมโบเซต ไม่ให้ไทม์ได้พักหายใจ

“แถมกลิ่นคนเจ้าชู้เน่าเหม็นกับสันดานสำส่อนติดตัวหึ่งขนาดนี้ เดินผ่านที ฉันนึกว่ารถขยะเทศบาลคว่ำ รบกวนกลับไปปรับทัศนคติ สระผม ขัดขี้ไคล แล้วไปนอนแช่น้ำยาฆ่าเชื้อใหม่ด้วยนะคะ เหม็นสาบผู้ชายมั่วซั่ว ร่านไปทั่วค่ะ แหวะ! จะอ้วก!”

พรืดดด ฮ่า ๆ ๆ

นักศึกษาวิศวะบางคนแถวนั้นถึงกับกลั้นไม่อยู่ หลุดขำออกมา บางคนก็ทำหน้าตกใจช็อกกับความใจกล้าของตัวแม่คณะแพทย์

แต่พรีมไม่สนโลก ตัวมารดายืนเชิดหน้า ยกมือท้าวสะเอว จ้องตาไทม์ตรง ๆ อย่างท้าทาย เหมือนพร้อมจะมีเรื่องตบตีหยุมหัวกับผู้ชายคนนี้ได้ทุกเมื่อ

ถ้าไอ้ผู้ชายหน้าหล่อสันดานเสียคนนี้ มันกล้าแตะต้องเพื่อนของเธอแม้แต่ปลายเล็บล่ะก็แม่จะจับตอนให้สูญพันธุ์เลยคอยดู

บทก่อนหน้า
บทถัดไป