บทที่ 2 ของเล่นชิ้นใหม่

พาย หรือ พายอาร์ นักศึกษานิเทศฯ ปี 2

ชีวิตของเธอที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ความจริงนั้นแสนวุ่นวายพอสมควร เพราะต้องคอยหลบเจ้าหนี้หลายรายที่ตามทวงหนี้พ่อแม่อยู่เป็นประจำ

บ่ายวันหนึ่ง หลังจากเรียนในภาคเช้าเสร็จ นับดาวเพื่อนสนิทของเธอโบกมือหยอยๆ

“พาย! เย็นนี้ไปกินหมูกระทะกัน ฉันมีเรื่องเมาท์”

“ขอบายก่อนนะดาว วันนี้ฉันมีงานพาร์ทไทม์ยาวเลย” พายโบกมือลาเพื่อนรักอย่างเสียดาย เธอต้องรีบหาเงินส่งตัวเองเรียน และที่สำคัญจ่ายค่าเช่าบ้านที่ใกล้ถึงกำหนดเต็มที

เมื่อมาถึงบ้านเช่าซอมซ่อท้ายซอย พายรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอยู่บ้านเก่าๆ ก่อนจะล้มตัวนอนบนที่นอนบางๆ เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า แสงแดดลอดผ่านช่องหลังคาสังกะสีที่มีรอยรั่วลงมากระทบพื้นไม้ที่เริ่มผุกร่อน ช่างแตกต่างจากชีวิตนักศึกษาคนอื่นๆ ลิบลับ

ในตอนที่กำลังจะเคลิ้มหลับ

“โฮ่ง! โฮ่ง! บ๊อก!”

เสียงหมาเห่าจากบ้านข้างๆ ดังแข่งกับเสียงคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังพูดคุยโหวกเหวก ทำให้พายลืมตาขึ้นอย่างหัวเสีย

“เฮ้อ... นอกจากคนจะรบกวนแล้ว หมายังไม่เว้นอีก”

พายดีดตัวขึ้นมานั่งอย่างหงุดหงิด มองไปรอบๆ ห้องที่รกด้วยข้าวของที่เตรียมจะเอาไปขาย ก่อนจะถอนหายใจออกมา

“ก่อนอื่นเอาของเก่าไปขายก่อนดีกว่า อย่างน้อยก็ได้ค่าข้าวมื้อเย็น แล้วค่อยไปทำงานต่อ จะได้มีเงินจ่ายค่าเช้าบ้านในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

แต่แล้ว

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงทุบประตูดั่งลั่น แรงกระแทกแต่ละครั้งทำเอาประตูไม้เก่าๆเกือบพัง พายที่ได้ยินดังนั้นหัวใจแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม

เธอรีบกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ ความเย็นเฉียบแล่นผ่านสันหลังอย่างไร้เหตุผล

เพราะเธอรู้ดีว่าเสียงเคาะประตูแบบนี้ไม่ใช่พ่อแม่เธออย่างแน่นอน และคงจะเป็นเจ้าหนี้ไม่คนใดก็คนหนึ่ง

พายค่อยๆลุกขึ้นฝีเท้าเบาที่สุด เดินไปที่ประตูอย่างเชื่องช้า เธอไม่มีทางหนี

ร่างสูงสองร่างในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกันกับเธอเพียงแต่น่าจะคนละคณะ ทั้งสองยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งคู่มีแววตาคมกริบและกลิ่นอายคุกคามจนบรรยากาศในบ้านดูน่ากลัวขึ้นทันที พวกเขาดูสะอาดสะอ้านเกินกว่าจะอยู่หน้าบ้านซอมซ่อหลังนี้ ที่สำคัญพวกเขาหน้าเหมือนกันมาก 

ฝาแฝด…

อัคคีและวายุพวกเขามาเก็บหนี้ เมื่อทั้งสองเห็นพายที่เปิดประตู คำถามแรกที่เอ่ยขึ้น นั่นก็คือ

“พ่อแม่มึงอยู่ไหน!” น้ำเสียงของอัคคีห้วนจัดและเย็นชา เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ แต่สายตาคมกริบกวาดมองเข้าไปในบ้านอย่างรำคาญ

พายอ้ำอึ้ง ตัวแข็งทื่อ มองซ้ายมองขวา เหมือนกำลังจะหาทางหนีทีไล่ แต่ก่อนที่เธอจะได้ขยับ วายุก็ก้าวแทรกตัวเธอ เข้ามาในบ้านอย่างถือวิสาสะ

ตอนนี้พายถึงกับมือสั่น เพราะเท่ากับว่าถ้าเธอจะหนีตอนนี้ก็คงจะหนีไม่ได้ เพราะว่าพวกเขาอยู่ด้านหน้าเธอหนึ่งคน และอยู่ด้านหลังอีกหนึ่งคน

“กูถามไม่ได้ยินรึไง! พ่อแม่มึงอยู่ไหน!”

“พะ พวกเขา... หนีไปแล้วค่ะ” พายเสียงสั่นตอบด้วยความกลัว

แต่ทว่าคำตอบนั้นทำให้มุมปากของวายุที่ยืนอยู่ด้านหลังเธอยกขึ้นช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นและอันตราย 

“งั้นก็แปลว่า เหลือแต่หลักประกันชิ้นสุดท้ายสินะครับ”

“คะ?”

หมับ!

อัคคีคว้าแขนเธอก่อนจะได้ตั้งตัว ร่างของเธอก็ถูกลากออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่ทันได้เก็บของสักชิ้น เสียงประตูไม้กระแทกปิดตามหลัง ดังก้องในหัวเหมือนเสียงตัดขาดจากอิสรภาพทั้งหมดที่เธอเคยมี

“ปล่อยนะ! พวกนายจะจับฉันไปไหน! ฉันบอกให้ปล่อย!”

“หุบปาก! รำคาญ!” อัคคีตวาด

“ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!” พายแหกปากร้องเสียงดังลั่น แต่เพื่อนบ้านที่คุ้นชินกับสถานการณ์นี้ กลับรีบปิดประตูหน้าต่าง ไม่มีใครอยากยุ่ง

“ถ้าไม่หุบปาก จะเอาคxxยัดปากให้” คำขู่ดิบเถื่อนของอัคคีทำเอาพายงับปากฉับแทบไม่ทัน เธอตัวสั่นด้วยความกลัวจับใจ

“ใจเย็นสิครับพาย อย่าดิ้น” วายุเดินตามมาสมทบ เขาพูดสุภาพแต่แววตาดูถูกเหยียดหยาม

“เอาอย่างนี้นะครับ พ่อแม่ของเธอขายเธอให้พวกพี่แลกกับหนี้สินทั้งหมด”

“โกหก พ่อแม่ฉันไม่มีทางทำแบบนั้น!!” พายร้องออกมาด้วยความตกใจ แม้ในใจจะเริ่มรู้คำตอบ

“มึงเอาสัญญาให้มันดูดิไอ้วายุ แม่งโง่”

วายุล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา เขาสะบัดมันแล้วกางให้พายเห็นชัดๆ

ลายเซ็นของพ่อ ลายเซ็นของแม่ และยอดหนี้ที่เธอไม่มีวันหามาใช้ได้ทั้งชาติ

“อะไรกัน เป็นไปไม่ได้ ทำไม... ทำไมพ่อกับแม่ทำแบบนี้” พายทรุดลงแต่ถูกอัคคีกระชากให้ยืน

“อะไรก็เป็นไปได้ทูนหัวขอแค่มีเงิน คิดซะว่าตอบแทนบุญคุณที่พวกมันเสือกเลี้ยงมึงมาก็แล้วกัน!”

พูดจบสองพี่น้องก็ลากพายไปยัดใส่รถสปอร์ตหรูของพวกเขา ก่อนที่อัคคีแฝดพี่จะขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว

ไม่นานพายถูกพามายังเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง

พื้นหินอ่อนสีขาวสะท้อนเงาไฟระยิบระยับ มันคือคนละโลกกับบ้านหลังคาผุพังที่เธอเพิ่งถูกฉุดออกมา ที่นั่นมีแต่พื้นไม้เก่าๆ แต่ที่นี่กระเบื้องมันวาวจนสะท้อนภาพเธอที่กำลังหวาดกลัว

พายไม่เคยคิดเลยว่า ชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยปีสองของเธอจะพังทลายเพราะหนี้พนันของพ่อแม่ หนำซ้ำที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อกับแม่แท้ๆ ของเธอจะกล้าขายเธอกินแบบนี้

“พาไปที่ห้อง” อัคคีสั่งเสียงเย็น เช่นเดียวกันกับวายุที่ไม่ได้พูดอะไร แต่พยักหน้าก่อนจะเริ่มดึงแขนพายให้เดินตามเข้าไปด้านใน

พายรวบรวมความกล้าเฮือกสุดท้าย

“ดะ เดี๋ยวก่อน! พวกนายคิดดีๆนะ พวกนายยังเรียนอยู่ จับฉันมาแบบนี้มันผิดกฎหมายนะรู้ไหม”

อัคคีหัวเราะในลำคอ “กฎหมาย? นั่นมันสำหรับพวกหมาข้างถนน ไม่ใช่สำหรับกู”

วายุเสริมขึ้นเรียบๆ “ในสัญญาระบุไว้ชัดเจน พ่อแม่เธอยินยอมยกลูกสาวให้มาเป็นคนรับใช้ มันไม่ผิดกฎหมายหรอกครับ”

คำว่า "คนรับใช้" ทำให้พายชะงัก

“อย่าบอกนะว่าพวกนายคือ คนที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง ที่เห็นรูปฉันในกระเป๋าตังค์พ่อ” พายถามด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเป เพราะเธอคิดว่าคนที่พ่อบอกว่าเขาชอบเธอนั้น น่าจะเป็นเป็นเสี่ยแก่ๆ อ้วนๆ

“ใช่ พวกกูเอง แล้วไง”

พายเม้มริมฝีปากแน่น ในเมื่อหนีไม่ได้ เธอก็ต้องต่อรอง

“คนรับใช้ใช่ไหมคะ” พายเปลี่ยนโหมดทันทีพยายามปั้นยิ้มที่สั่นเทา

“ถ้า... ถ้าอย่างนั้น พวกนายจะใจดีกับฉัน เอ้ย กับพายใช่ไหมคะ อยากให้ทำอะไรก็บอกได้เลยนะคะ! งานบ้าน งานเรือน ถูพื้น ล้างห้องน้ำ ข้าวปลาอาหาร พายทำได้หมดทุกอย่างเลยค่ะ! รับรองว่าสะอาดแน่นอน!”

พายยืนตัวตรงพยายามเสนอคุณค่าของตัวเอง

อัคคีและวายุมองหน้ากัน พวกเขาไม่ได้ต้องการแม่บ้าน และงานที่พวกเขาจะให้เธอรับใช้มันไม่ได้เกิดขึ้นในห้องครัว

วายุยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่พายเห็นครั้งแรกหน้าบ้าน รอยยิ้มที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่

“ดีมากครับพาย งั้นงานแรกของเธอ… ไปล้างตัวแล้วไปรอพวกพี่ที่ห้องนอนใหญ่”

ประโยคนั้นทำให้ในใจของเธอคิดถึงคำพูดที่ว่า เธอถูกขายให้กับแฝดมาเฟียที่อันตรายที่สุดในเมืองนี้

อัคคีและวายุ ทายาทมาเฟียผู้กุมทุกเงามืดไว้ในกำมือ และตอนนี้เธอคือของเล่นชิ้นใหม่ของพวกเขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป