บทที่ 7 โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
เช้าวันต่อมา
พายลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดระบมไปทั่วร่าง เมื่อคืนมันหนักหน่วงและยาวนานเกินกว่าที่เด็กสาวอย่างเธอจะรับไหว ครั้งแรกของเธอถูกแฝดนรกฉีกทึ้งไม่เหลือชิ้นดี เธอแทบจะขยับตัวไม่ได้แต่ก็ต้องกัดฟันลากสังขารไปอาบน้ำ
พายขัดถูร่างกายซ้ำ ๆ ราวกับจะลบร่องรอยและสัมผัสของปีศาจสองตัวนั้นออกไปให้หมด หยิบชุดนักศึกษาชุดเดิมมาใส่ พยายามกัดฟันแต่งตัว เธอต้องไปเรียน เธอต้องทำตัวปกติ
กึก...
เสียงเปิดประตูห้องน้ำ ทำให้ร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียงขยับตัว อัคคีพลิกตัวมาในสภาพเปลือยท่อนบน รอยสักมังกรพาดผ่านอกกว้างดูน่าเกรงขาม
“มึงจะไปไหน!”
“ไปเรียนสิถามได้!” พายสวนกลับทันควันความเจ็บปวดทางกายถูกแทนที่ด้วยความโกรธ
อัคคีหรี่ตามองเธอ สภาพยับเยินของเธอดูน่าพอใจ แต่การที่เธอแต่งตัวมันขัดใจ
“ปากดี มาให้กูเอาอีกยกก่อน เมื่อคืนแม่งยังไม่หายเงี่ยน”
พายสะดุ้ง “ถ้าพี่ติดสัดขนาดนั้น ก็ไปเอากับหมาข้างทางโน่น!”
อัคคีชะงักก่อนจะหัวเราะในลำคอ “ปากดีนะอีพาย! เดี๋ยวโดนกูจับเน็ดน้ำแตกคาชุดนักศึกษาก่อนไปเรียนหรอก!”
“ไอ้คี กูว่ามึงเบาได้เบาก่อน”
เสียงวายุดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้อง เขานั่งอ่านข่าวในไอแพดอยู่บนอาร์มแชร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ปล่อยน้องมันไปเรียนก่อน แค่นี้หอยน้องมันก็บวมเป่งแล้ว มึงจะซ้ำให้มันพังรึไง”
อัคคีแค่นเสียง "เออ! ก็แม่งมันส์!"
วายุส่ายหัว ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาพายที่ยืนตัวแข็งทื่อ “เดี๋ยวไปเรียนพร้อมกันนะครับพาย ที่นี่ไม่มีรถสองแถว ไม่มีแท็กซี่ ถ้าพายจะเดินไปเองก็น่าจะประมาณ 3 กิโล ขาถ่าง ๆ แบบนั้นพี่ว่าคงไม่ถึงมหาลัย”
พายหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอาย “...ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นพายไปหาอะไรกินรอนะคะ”
“อย่าเสือกต้มมาม่าอีกนะมึง!! กูเหม็น!” อัคคีตะโกนตามหลัง
พายทำเพียงมองค้อน ก่อนเดินหน้างอออกจากห้องไป พร้อมกับบ่นพึมพำเพียงลำพัง
“เวรกรรมอะไรของฉันเนี่ย ได้ผัวทีเดียวสองคนแถมยังเป็นผัวเหี้ย ๆ ทั้งคู่!”
พายเข้ามาในห้องครัว เช้านี้เธอไม่มีอารมณ์ทำอะไรทั้งนั้น มือหยิบน้ำเปล่าในตู้เย็นขึ้นมาดื่ม
แต่ดูเหมือนนรกยังไม่จบ
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงอัคคีดังขึ้น เขาเดินตามออกมาโดยสวมแค่บ็อกเซอร์
“เมื่อคืนมึงก็ครางปากดีแบบนี้เหมือนกัน จำไม่ได้รึไง” อัคคีแสยะยิ้มเดินเข้ามาจะลูบแก้มเธอ
“อย่ามาแตะต้องพาย!” พายปัดมือเขาทิ้งสะบัดหน้าหนี
“แตะ?” อัคคีกระแทกเสียงความหงุดหงิดยามเช้าปะทุขึ้นอีกครั้ง
“กูเน็ดมึงไปทั้งคืน มึงคิดว่ามึงมีสิทธิ์สั่งกูเหรอ!”
อัคคีบีบกรามเธอแน่นแรงจนเธอเจ็บ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามา
“ฟังกูนะอีเด็กปากดี...”
อัคคีโน้มหน้าลงมา
“เมื่อคืนพวกกูแตกในมึงทั้งคู่”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดที่สาดลงบนกองไฟ ความโกรธของพายมอดลงทันทีแทนที่ด้วยความกลัวที่แท้จริง
แตกใน...
“พวกกูไม่สนว่ามึงจะร่านมาจากไหน” อัคคีพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ
“แต่อย่าเสือกคิดปล่อยท้องเด็ดขาด เพราะผู้หญิงอย่างมึงมันก็แค่ขยะที่พ่อแม่ทิ้งมาให้พวกกู”
อัคคีบีบกรามเธอแรงขึ้น
“มึงไม่มีค่าพอที่จะอุ้มลูกของพวกกู”
ทุกคำพูดเหมือนเข็มที่ทิ่มแทง นี่ไม่ใช่การตบแต่มันเจ็บยิ่งกว่า
“ไอ้คีมึงอย่าเสียงดังเดี๋ยวข้างห้องก็ได้ยินหรอก”
เสียงของวายุแทรกขึ้นเรียบและเย็นเขาเดินตามออกมาในชุดนักศึกษาเต็มยศพร้อมไปเรียน
“น้องมันแค่สับสน ใช่มั้ยครับพาย”
วายุเดินไปที่ตู้ยาเปิดลิ้นชักหยิบกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ออกมา พร้อมกับรินน้ำใส่แก้วอย่างใจเย็น เขากลับมายืนตรงหน้าพายที่ยังคงถูกอัคคีบีบคางไว้ รอยยิ้มสุภาพถูกส่งมาให้เธอ
“นี่ครับพาย ยาคุมฉุกเฉิน”
วายุยื่นยาเม็ดเล็ก ๆ นั้นมาตรงหน้าเธอ
“พี่ไม่อยากให้มีอุบัติเหตุน่ะครับ วิธีกินก็...”
“ไม่!!!”
พายรวบรวมแรงทั้งหมดสะบัดหน้าออกจากมืออัคคีและปัดมือวายุทิ้ง ยาเม็ดนั้นกระเด็นตกพื้น
“พายไม่กิน! พวกพี่มันสารเลว! พวกพี่ทำแบบนี้กับพาย ย่ำยีพาย แล้วยังจะมาบังคับให้พายกินยาบ้าอะไรนี่อีกเหรอ!”
เพี๊ยะ!
ไม่ใช่จากอัคคีแต่เป็นวายุ มันไม่ใช่การตบที่เกิดจากอารมณ์มันคือการตบที่เย็นชาเพื่อสั่งสอน
พายหน้าหัน มันชาไปทั้งหน้า ชาไปทั้งใจ
รอยยิ้มสุภาพของวายุหายไปแล้วเหลือเพียงแววตาเย็นชาที่แท้จริง
“กูเตือนมึงแล้วนะไอ้คี ว่าอย่าเล่นกับมันมาก ดื้อด้าน” วายุหันไปพูดกับพี่ชาย ก่อนจะหันกลับมาหาพาย เขาคุกเข่าลงเก็บยาเม็ดนั้นขึ้นมาจากพื้นอย่างใจเย็น
“พายครับ” วายุพูดเสียงกลับมานุ่มนวลอีกครั้ง “อย่าดื้อสิ”
“ไม่! พายไม่กิน!”
“มึงจะกินดีๆ หรือจะให้กูยัด!” อัคคีคำรามทำท่าจะเข้ามาบีบปากเธอ
“มึงไม่ต้องไอ้คี”
วายุยกมือห้าม เขายืนขึ้นยื่นยาให้เธออีกครั้ง
“พายเธอน่าจะดีใจนะครับที่เราป้องกันให้”
วายุยิ้ม
“เพราะถ้าเธอท้องขึ้นมาจริงๆ”
“...”
“พี่คงต้องโทรเรียกไอ้คินเพื่อนของพี่มาทำแทงให้เธอ และขูดมดลูกของเธอ”
พายตัวแข็งทื่อ
“ซึ่งพี่รับประกันเลยว่าการขูดมดลูกสด ๆ น่ะ...”
วายุยื่นหน้าเข้ามากระซิบจนพายได้กลิ่นกาแฟจาง ๆ จากตัวเขา
“มันจะเจ็บและอายกว่าเมื่อคืนเยอะเลยนะครับ”
มันคือคำขู่ที่สมบูรณ์แบบ พายมองยาเม็ดเล็ก ๆ ในมือเขา สลับกับใบหน้ายิ้มแย้มของวายุและใบหน้าที่เกรี้ยวกราดของอัคคี
ความแสบความดื้อรั้นที่เธอเพิ่งมีเมื่อครู่มันสลายไปหมดแล้ว เหลือเพียงลูกหนี้ที่ไม่มีทางเลือก
มือที่สั่นเทาค่อยๆ หยิบยาเม็ดนั้น หยิบแก้วน้ำ แล้วกลืนมันลงคอท่ามกลางสายตาพึงพอใจของแฝดทั้งสอง
“ดีมากครับ งั้นไปเรียนกันได้แล้ว เดี๋ยวพวกพี่ไปส่ง”
ณ คณะนิเทศศาสตร์
รถสปอร์ตสีดำขับเข้ามาจอดกลางลานจอดรถคณะนิเทศศาสตร์ ท่ามกลางสายตาของทุกคนในคณะเสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“เชี่ย รถใครวะ กล้าจอดขวางขนาดนี้”
“นั่นมันอัศวมังกร แฝดนรกคณะบริหารฯ!”
“จริงดิ! แล้วมาทำอะไรคณะเรา อ๊ะ... ประตูเปิดแล้ว!”
อัคคีก้าวออกจากฝั่งคนขับ ยกแว่นกันแดดขึ้นวางบนศีรษะ เผยดวงตาคมดุดันที่กวาดมองรอบข้างอย่างรำคาญ
ส่วนวายุเดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้พาย อย่างสุภาพราวกับสุภาพบุรุษในโฆษณา
หญิงสาวร่างเล็กก้าวลงรถ ยืนข้างรถคันนั้นในชุดนักศึกษาธรรมดา แต่เธอกลับโดดเด่นที่สุด
“เห้ย! นั่นมัน... น้องพายอาร์ป่ะวะ!”
“จริงด้วย! ทำไมน้องพายมากับแฝดอัศวมังกรได้!”
เสียงรุ่นพี่และเพื่อนๆ พากันแตกตื่น เมื่อของเล่นชิ้นใหม่ของมาเฟียคือคนที่พวกเขารู้จัก
“เข้าไปสิ จะยืนให้คนมันมองอีกนานไหม” อัคคีพูดเสียงห้วน รำคาญสายตาที่มองมา
“บอกแล้วว่าให้จอดแค่หน้ามหาลัย! จะมาจอดหน้าตึกทำไมเล่า!” พายแหวกลับเสียงแข็ง เธอเดินกระทืบเท้านำขึ้นตึก โดยมีร่างสูงสองร่างเดินคุมตามมาติดๆ
นักศึกษาทั้งชั้นปีแทบหยุดหายใจ ใครๆ ก็รู้ว่าพวกเขาคือทายาทตระกูลที่ไม่มีใครกล้าขัด และตอนนี้เด็กคนนั้นกลายเป็นของพวกเขาอย่างเปิดเผย
ในห้องเรียน เสียงซุบซิบยังดังระงม
“แกเห็นไหม พายมากับพวกนั้นจริงๆ ด้วย”
“ตายแล้ว โดนบังคับรึเปล่า... หรือว่า...”
“จบแล้ว ใครจะกล้าไปคุยกับนางอีก เดี๋ยวโดนฝังทั้งเป็นแน่ๆ”
พายถอนหายใจแรงพอให้คนสามแถวหน้าได้ยิน “คนพวกนี้นี่พูดมากชะมัด เรื่องคนอื่นรู้ดีจริงๆ”
อัคคีที่ยืนพิงกรอบประตูไม่ยอมไปไหนหันมามองพายที่กำลังเท้าแขนมองออกนอกหน้าต่าง สีหน้าไม่สบอารมณ์
“ถ้าไม่อยากให้คนพูดก็อย่าทำตัวให้เป็นข่าวสิ”
“อะไรล่ะ! ก็พวกพี่มันอันธพาล มาส่งถึงหน้าห้องแบบนี้ใครเขาจะไม่พูด!” พายโพล่งออกมาทันที
กริบ...
เสียงรอบข้างเงียบสนิทเหมือนมีใครกดปุ่มปิด
อัคคีหันขวับดวงตาคมวาบ นี่เป็นครั้งแรกที่มีลูกหนี้กล้าเรียกเขาว่าอันธพาลต่อหน้าคนอื่น แต่ก่อนที่เขาจะพูดวายุที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็หัวเราะเบา ๆ
“ใจเย็นสิไอ้คี คนเขาพูดความจริง มึงมันอันธพาลจริง ๆ นั่นแหละ”
“ไอ้วายุ!” อัคคีมองน้องชายอย่างหงุดหงิด
พายแอบยิ้มมุมปาก พอรู้ว่าอีกฝ่ายหงุดหงิดจริงก็เหมือนเจอช่องให้แกล้ง
“เห็นมั้ยคะ พี่วายุก็ยอมรับ”
“อย่ามาปั่นพวกพี่ครับพาย” วายุเอ่ยเสียงเรียบ แต่รอยยิ้มมุมปากนั้นทำให้เธอสะดุ้ง
มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนโดนแกล้ง แต่มันคือของคนที่กำลังรอดูจังหวะสวนคืน
พายกลืนน้ำลายแสร้งหันหน้าหนี
“พายอาจจะยังไม่รู้ว่าเวลาพี่คีมันโดนปั่นจนโมโห มันไม่ชอบด่ามันชอบจูบ”
พายชะงัก
“อ้อ... ปกติพี่คีมันไม่จูบใครหรอกนะครับ มันบอกสกปรก แต่กับพายดูเหมือนจะเป็นข้อยกเว้น”
อัคคีที่กำลังโมโหได้ยินแบบนั้นเขากระตุกยิ้ม เขาโน้มตัวลงมาจนใบหน้าห่างจากพายไม่ถึงคืบ ต่อหน้าเพื่อนทั้งห้องของเธอ
“กูไม่เคยจูบกับของเล่น แต่มึงปากดีแบบนี้... ไหน ๆ เมื่อคืนกูก็แดกปากมึงไปแล้ว กูชักอยากลองจูบแล้วว่ะ”
“...!!!” พายรีบยกมือปิดปากหน้าแดงก่ำ
“กลับไปได้แล้ว! พายจะเข้าเรียน!” พูดจบพายก็ดันอกแกร่งของทั้งสองคนที่แทบไม่ขยับให้ออกไปจากหน้าคลาส
อัคคีที่ปกติไม่ชอบให้ใครแตะรีบคว้ามือเธอทันที
“หึ ปากดี กูจะคอยดูว่ามึงจะเถียงกูได้อีกกี่น้ำ”
ว่าแล้วอัคคีก็เดินจากไป ทิ้งให้พายยืนหน้าแดงก่ำทั้งโกรธ ทั้งอาย ส่วนวายุก็แค่ยิ้มแล้วเดินตามพี่ชายไป
พักเที่ยง
พายตั้งใจจะหามุมสงบ ๆ กินข้าวกล่อง แต่แน่นอนโลกไม่ใจดีขนาดนั้น
“ลูกหนี้กินข้าวคนเดียวเหรอ”
พายหันไปมองอัคคีเดินตามมาพร้อมวายุที่ถือกาแฟอยู่ในมือ
“จะมากินด้วยเหรอคะ” พายถามประชด
“ไม่อ่ะ แค่อยากรู้ว่ามึงแดกอะไร”
“ข้าวกล่องสิบห้าบาท จากโรงอาหาร อาหารคนจนค่ะ! พอใจรึยัง!”
อัคคีขมวดคิ้ว “เลิกแดกของถูก ๆ ได้แล้ว มันเปลืองค่ารักษาพยาบาลกู”
“ของแพงมันไม่อร่อยหรอก โดยเฉพาะอาหารที่พวกพี่เสิร์ฟให้เมื่อคืน มันคาวเกินไป”
วายุหัวเราะเบาๆ ขณะยกกาแฟขึ้นจิบ “เธอนี่พูดเหมือนคนไม่เคยล้มเหลวในชีวิตเลยนะครับ”
พายขมวดคิ้ว “ล้มเหลว?”
“ใช่” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก “เพราะความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเธอ คือการที่เธอตกมาอยู่ในมือเราสองคนไงครับพาย”
“กลับไปก่อนเลยไป! อย่ามากวนประสาท!” พายไล่เมื่อเห็นนับดาววิ่งกึ่งเดินมาหา
“พาย! ทางนี้!”
“ดาว! คิดถึงแกจังเลย!”
“คิดถึงบ้าอะไร เมื่อวานยังเจอกัน แต่เอาจริง... แกโอเคมั้ย?”
พายสะอึกหันหน้าหนี “ก็... โอเคดี”
“โอเคของแกคืออยู่กับแฝดมังกรสองคนเนี่ยนะ?”
“อย่าเรียกงั้นสิ มันฟังดูเหมือนฉันเลี้ยงพญานาคในบ้าน” พายกลอกตา
“มันก็ไม่ต่างกันพวกนั้นน่ากลัวจะตาย”
พายหัวเราะแห้ง ๆ พยายามดึงคอเสื้อให้สูงขึ้น “ก็แค่... คนปากร้ายกับอีกคนที่ชอบยิ้มแต่พูดแทงใจดำ”
“แล้วเขาไม่ทำอะไรแกเหรอ?”
ทำสิ! ทำทั้งคืน! พายอยากจะกรี๊ด
“ยัง... ก็แค่... สั่งให้กินข้าวดีๆ ห้ามกินมาม่า บังคับอาบน้ำ”
นับดาวขมวดคิ้ว “แล้วแกกินมั้ย”
“กินสิ! มาม่ามันรอฉันอยู่!”
“แกนี่มันไม่กลัวตายเลยนะพาย!”
“กลัวสิแต่หิวมากกว่า” เธอยักไหล่ทั้งที่ภายในใจตอนนี้มันพังยับเยิน
เย็นวันนั้น
พายกลับเข้ามาในเพนต์เฮาส์พร้อมถุงขนมเต็มมือ แต่ช้ากว่าปกติสิบห้านาทีเพราะมัวแต่คุยกับนับดาว
ทันทีที่เปิดประตูเธอรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิในห้องที่ลดลงหลายองศา
อัคคีนั่งเอนตัวอยู่บนโซฟา ดวงตาคมกริบมองมาที่เธอนิ่ง
วายุนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังพลิกหนังสือ แต่แววตาแฝงรอยขบขันบางอย่าง
“ไปไหนมา” เสียงทุ้มต่ำของอัคคีดังขึ้น
“เรียนเสร็จ แวะซื้อขนม” พายยกถุงขนมในมือขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“กูบอกให้ตรงเวลา แล้วให้พวกกูนั่งรอหน้าคณะเป็นชั่วโมง! เป็นเหี้ยอะไรของมึง! อยากโดนทำโทษเหรอ!”
“ก็แค่สิบห้านาทีเอง อีกอย่างถ้าพายเป็นเหี้ย พวกพี่ก็แปลกนะคะที่ส่มสู่กับเหี้ย แสดงว่าพวกพี่ก็เหี้ยเหมือนกัน เสียดายรอยสักมังกรจัง น่าจะสักรูปเหี้ยแทน”
แคร้ง!
รีโมตในมืออัคคีถูกขว้างอัดกำแพงแตกกระจาย
“อีพาย!! มึงมากไปแล้วนะ!!!”
“คะ?” พายยิ้มอ่อน เธอเริ่มจับจุดได้ว่าพวกเขาสนุกกับการที่เธอเถียง
“กฎข้อสองของที่นี่ อย่าแหกเวลา” อัคคีพูดเสียงเย็น มือข้างหนึ่งวางบนพนักโซฟา ดวงตาคมกริบตวัดมองเหมือนเหยี่ยวจับเหยื่อ
พายพยายามยิ้ม “ก็ไม่ใช่ว่าพายจะหนีซะหน่อย...”
“หนีไม่หนีไม่สำคัญ แต่มึงลืมไปแล้วรึเปล่าว่าใครเป็นเจ้าของชีวิตมึง”
“พวกพี่มันอันธพาล!”
วายุที่นั่งนิ่งมานานหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“พูดแบบนี้อีกแล้ว เธอรู้ไหมครับพายว่าทุกครั้งที่เธอเถียง พี่คีมันอยากทำอะไร?”
“อยากด่าพายน่ะสิ!”
“ไม่หรอกครับ มันไม่ชอบเปลืองแรง” วายุเลิกคิ้ว “มันอยากจับเธอกดแล้วกระแทก ให้เสียงเถียงกลายเป็นเสียงครางแทน”
พายหน้าเหวอหันไปมองอัคคีที่แววตาคุกรุ่น หัวใจเธอเต้นแรง “พายไม่ได้จะหนีแค่ไปกินข้าวกับนับดาว ไม่อยากมากินที่นี่เดี๋ยวพวกพี่บ่น”
อัคคีลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวเข้ามาใกล้จนเธอต้องเงยหน้า
“ทีหลังอย่าทำให้กูต้องตามหาอีก มึงไม่อยากรู้หรอกว่ากูจะทำยังไงถ้ามึงหายไปอีก” น้ำเสียงเย็นจัดแต่ทุ้มต่ำจนขนลุก
พายกลืนน้ำลายพึมพำ “ขู่เก่ง...”
วายุหัวเราะในลำคอเบาๆ “ขู่เฉย ๆ นี่แหละครับน่ากลัวที่สุดแล้วพาย”
