บทที่ 3 พวกเราจะอยู่ข้าง ๆ เสมอ

"หม่ามี้ครับ เดี๋ยวเราจะไปหาลุงภูริพัฒน์กันใช่ไหมครับ?"

บอมเงยหน้าขึ้นถาม พลางกระพริบดวงตากลมโตราวกับลูกองุ่นอย่างน่าเอ็นดู

"ลุงภูริพัฒน์บอกว่าเตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ให้ผมกับน้องด้วยนะครับ"

แทนรีบพูดเสริมขึ้นมาทันที

พริมดาวยกยิ้มที่มุมปาก "ใช่จ้ะ เราจะไปหาคุณลุงกัน แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องแวะไปดูสตูดิโอถ่ายภาพแห่งใหม่ของหม่ามี้ก่อนนะ"

ภูริพัฒน์กับอานันต์เป็นคู่แข่งกันในสนามธุรกิจ แต่สำหรับเธอแล้ว เขาคือเพื่อนที่ดีที่สุด ย้อนกลับไปตอนที่เธอรอดชีวิตจากคุกมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ก็เป็นภูริพัฒน์นี่แหละที่ใช้อิทธิพลส่วนตัว สับเปลี่ยนศพของนักโทษประหารคนอื่นแทนตัวเธอ และพาเธอหนีออกมาจากนรกขุมนั้นได้สำเร็จ

หากไม่มีภูริพัฒน์ ป่านนี้เธอกับลูก ๆ คงกลายเป็นผีเฝ้าหลุมไปแล้วทั้งสามชีวิต

"เย้! จะได้ไปเล่นกับลุงภูริพัฒน์แล้ว"

แทนแสดงอาการตื่นเต้นดีใจเป็นพิเศษ

รอยยิ้มในดวงตาของพริมดาวยิ่งฉายชัดขึ้น

เธอเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะตั้งท้องลูกแฝด

แต่เมื่อเด็กทั้งสองเติบโตขึ้นทุกวัน เค้าโครงหน้าตาของพวกเขาก็ยิ่งถอดแบบมาจากอานันต์ราวกับแกะ

เพียงแต่เมื่อเทียบกับนิสัยที่เย็นชาและเฉยเมยของอานันต์แล้ว แทนดูจะเป็นเด็กที่ร่าเริงสดใสเป็นพิเศษ ในขณะที่บอมจะค่อนข้างเงียบขรึมกว่า

พริมดาวเปิดประตูรถ ให้แทนนั่งที่เบาะข้างคนขับ ส่วนบอมเลือกที่จะไปนั่งที่เบาะหลัง

หลังจากคลอดลูกที่ต่างประเทศ เธอก็กลับมารับงานถ่ายภาพซึ่งเป็นอาชีพเก่าของเธออีกครั้ง

ในอดีต พริมดาวเคยสร้างชื่อเสียงโด่งดังในวงการถ่ายภาพด้วยผลงานภาพเสือชีตาห์ที่กำลังวิ่งไล่ล่าเหยื่อ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตอันดิบเถื่อน ในตอนนั้นผู้คนมากมายต่างยกย่องว่าเธอคือลูกรักของพระเจ้า

แม้จะเป็นเพียงภาพที่ถ่ายเล่น ๆ แต่มันแฝงไปด้วยเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธอ

น่าเสียดายที่ในตอนหลัง เธอเลือกที่จะทิ้งสิ่งที่รักไปเพื่อผู้ชายอย่างอานันต์

อัจฉริยะด้านการถ่ายภาพที่เคยเป็นที่จับตามอง กลับต้องหายสาบสูญไปจากวงการอย่างเงียบงัน

เมื่อพริมดาวย้อนนึกถึงอดีต ก็ได้แต่สมเพชตัวเองที่เคยหน้ามืดตามัว

สิ่งที่เธอไม่ควรทำที่สุดคือการเสียสละทุกอย่างเพื่อความรักจอมปลอม โชคดีที่เธอยังมีต้นทุนที่จะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง ต่อให้ถูกเหยียบย่ำจนกระดูกสันหลังแหลกละเอียด เธอก็จะต่อกระดูกขึ้นมาใหม่ แล้วหยัดยืนขึ้นอย่างสง่างามให้ได้

พริมดาวขับรถด้วยความเร็วต่ำ ลดกระจกหน้าต่างลงเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ชื่นชมทิวทัศน์ข้างทาง

แทนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเลื่อนดูข่าว

ระหว่างที่จอดรอสัญญาณไฟจราจร พริมดาวเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ของแทนแวบหนึ่ง แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าลูกชายกำลังดูคลิปสัมภาษณ์ข่าวธุรกิจ

พิธีกรในจอกำลังแนะนำตัวละครเอกของวันนี้ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเร้าใจ

"เราได้รับเกียรติอย่างสูงจากคุณอานันต์ ประธานบริหารแห่งบริษัทสุขศรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจชั้นนำระดับโลก..."

ยังไม่ทันที่พิธีกรจะพูดจบ มือเล็ก ๆ ของใครบางคนก็ยื่นมาจากด้านหลังแล้วปัดหน้าจอทิ้งทันที

แทนเบะปากด้วยความขัดใจ หันไปมองบอมอย่างไม่พอใจนัก

"บอม นายปัดหน้าจอทิ้งทำไม?"

"ฉันเกลียดเขา"

บอมตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

พริมดาวอมยิ้มที่มุมปาก อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "บอมลูก ลูกไม่เคยเจอเขามาก่อนเลยนะ ทำไมถึงได้เกลียดเขาล่ะ?"

"เพราะเขาทำร้ายหม่ามี้"

แววตาของบอมแน่วแน่ ก่อนจะพูดต่อ "ผมกับแทนเกิดมาบนโลกนี้เพื่อปกป้องหม่ามี้ ใครก็ตามที่รังแกหม่ามี้ คนนั้นคือศัตรูของพวกเรา"

แทนพยักหน้าสนับสนุนอย่างหนักแน่น "ใช่ครับ มีพวกเราอยู่ ใครก็อย่าหวังมารังแกหม่ามี้ได้"

พริมดาวกระพริบตาถี่ ๆ ความอบอุ่นไหลวาบเข้ามาในหัวใจ

แก้วตาดวงใจทั้งสองของเธอเติบโตมาอย่างดี พวกเขาไม่ใช่แค่จุดอ่อนเดียวของเธอ แต่ยังเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย

"หม่ามี้รู้จ้ะ เพียงแต่..."

น้ำเสียงในช่วงท้ายของพริมดาวดูไม่ค่อยมั่นใจนัก เธอไม่เคยพูดคุยเรื่องชาติกำเนิดกับลูก ๆ เลย แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะเคยเซ้าซี้ถามบ้างก็ตาม

แต่หลังจากที่เธอพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยอยู่หลายครั้ง ดูเหมือนว่าบอมกับแทนจะจับสังเกตอะไรบางอย่างได้ และไม่เคยเอ่ยถามเรื่องนี้อีกเลย

การที่ลูก ๆ พูดออกมาแบบนี้ หรือว่าพวกเขารู้อดีตของเธอแล้ว?

และประโยคถัดมาของบอม ก็ทำให้พริมดาวถึงกับพูดไม่ออก

"หม่ามี้ครับ เรื่องที่หม่ามี้ปิดบังไว้ ผมกับแทนรู้หมดแล้วครับ"

แทนชี้ไปที่แก้มของตัวเอง "หม่ามี้ครับ ผมกับบอมไม่ใช่เด็กโง่นะ"

พริมดาวถึงกับจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก

อำนาจและบารมีของอานันต์นั้นอยู่บนจุดสูงสุด ต่อให้พวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองนี้ ก็ยังเห็นข่าวของอานันต์ผ่านตาอยู่บ่อยครั้ง

บวกกับความฉลาดเฉลียวของเด็กทั้งสอง เมื่อเห็นใบหน้าของอานันต์ที่เหมือนกับพวกเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน จะมีอะไรให้ไม่เข้าใจอีก?

ทันใดนั้น สัญญาณไฟจราจรก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว พริมดาวจึงออกรถ

มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย แต่ในหัวยังคงครุ่นคิดถึงบทสนทนาเมื่อครู่

"แทน บอม... ถ้าวันหนึ่ง..."

พริมดาวพยายามเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ เด็กทั้งสองก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างหนักแน่น

"หม่ามี้ครับ วันนั้นจะไม่มีทางมาถึง พวกเราจะอยู่ข้าง ๆ หม่ามี้ตลอดไป"

ดวงตาของพริมดาวสั่นระริก บางครั้งบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้ชัดเจนจนเกินไป

แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุขและความพึงพอใจ "ตกลงจ้ะ"

รถแล่นมาถึงวงเวียนเพื่อเลี้ยวซ้าย

พริมดาวหมุนพวงมาลัย เมื่อเลี้ยวพ้นวงเวียนเธอก็ขับตรงต่อไป โดยไม่ได้สังเกตเห็นคนที่นั่งอยู่บนรถโรลส์-รอยซ์ที่จอดติดไฟแดงอยู่อีกฝั่งเลยแม้แต่น้อย

อานันต์มองใบหน้าของพริมดาวที่ผ่านวูบไปนอกหน้าต่างรถด้วยความตกตะลึง

ชั่ววูบหนึ่ง เขาถึงกับสงสัยว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า พริมดาวตายในคุกไปแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่?

แต่ภาพที่เห็นเมื่อครู่นั้นช่างชัดเจนเหลือเกิน

พริมดาวในตอนนี้ยังคงมีใบหน้าที่งดงามไม่ต่างจากเมื่อก่อน เพียงแต่บรรยากาศรอบตัวดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และมีเสน่ห์บางอย่างที่บอกไม่ถูกเพิ่มเข้ามา

เขารีบออกคำสั่งทันที

"ตามรถคันที่เลี้ยวซ้ายไปเมื่อกี้"

คนขับรถเอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ "แต่คุณอานันต์ครับ รถคันนั้นขับไปไกลแล้ว เราตามไม่ทันแล้วครับ"

ร่างกายที่เกร็งเขม็งของอานันต์ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เขาหลับตาลงแล้วเอ่ยสั่ง "งั้นไปทางเดิม ไปดูสถานที่ตั้งบริษัทใหม่"

"ครับ คุณอานันต์"

ในขณะเดียวกัน พริมดาวก็ขับรถมาจอดที่หน้าสตูดิโอถ่ายภาพ

สตูดิโอแห่งนี้ภูริพัฒน์เป็นคนจัดการให้ เธอใช้ชื่อปลอมในการอำพรางตัวตน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กิจการของเธอเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับโปรเจกต​์ใหญ่ ๆ เข้ามาไม่ขาดสาย

หลังจากลงจากรถ พริมดาวเพิ่งสังเกตเห็นว่าอาคารข้าง ๆ ตกแต่งใกล้จะเสร็จแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีป้ายชื่อร้าน จึงยังไม่รู้ว่าจะเปิดเป็นอะไร

ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่า ถ้ากิจการสตูดิโอไปได้สวย เธอจะเช่าห้องข้าง ๆ เพิ่มเพื่อขยายร้าน

น่าเสียดายที่มีคนชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

พริมดาวจูงมือลูกทั้งสอง "เราเข้าไปข้างในกันเถอะ"

และหลังจากที่เธอเดินเข้าไปได้ไม่นาน รถของอานันต์ก็มาจอดเทียบที่หน้าตึกใกล้ ๆ กัน

เขามองรถตู้สีดำคันหรูที่จอดอยู่ข้าง ๆ อย่างใช้ความคิด รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด

ดูเหมือนว่าตอนที่เห็นพริมดาวบนถนนเมื่อครู่ เธอก็ขับรถรุ่นนี้เหมือนกัน

หรือว่า...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป