บทที่ 4 ฟื้นคืนชีพ?

อานันต์มองสตูดิโอถ่ายภาพตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา ราวกับนักล่าที่กำลังจดจ้องเหยื่อ

รถคันนั้น... เขาจำได้แม่น ไม่มีทางจำผิดแน่นอน

ห้าปีแล้ว...

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะใบหน้าของพริมดาวตามมาหลอกหลอนในความฝัน บางครั้งก็เป็นภาพที่เธอมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรัก แต่บางครั้งกลับเป็นแผ่นหลังที่หันจากไปอย่างเด็ดเดี่ยวท่ามกลางกองเพลิง

แต่ภาพที่ตามหลอกหลอนเขาบ่อยที่สุด มันคือภาพของเธอที่นอนจมกองเลือด มือข้างหนึ่งพยายามเอื้อมมาหาเขา ก่อนจะร่วงหล่นลงอย่างหมดแรง

ความเจ็บปวดนั้นราวกับมีใครควักหัวใจของเขาออกมาทั้งเป็น ทุกครั้งที่นึกถึง เขาแทบหายใจไม่ออก

เขาเคยคิดว่าตัวเองคงคิดถึงเธอมากจนเป็นบ้า จนเกิดภาพหลอนไปเอง

แต่ตอนนี้ สติสัมปชัญญะบอกเขาว่า... นั่นไม่ใช่ภาพหลอน

พริมดาว... เธอยังไม่ตายงั้นเหรอ?

ความจริงข้อนั้นราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางศีรษะของเขา จนสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ

ทว่าความรู้สึกที่ตามมา ไม่ใช่ความดีใจที่ได้คนรักคืนมา แต่กลับเป็นไฟโทสะที่ลุกโชนจากการถูกหลอกลวงและปั่นหัว

พริมดาวยังไม่ตาย? แล้วศพที่ตายในเรือนจำเมื่อห้าปีก่อนคือใคร?

ตลอดห้าปีมานี้เธอหายไปไหน?

ทำไมเธอถึงต้องแกล้งตาย? เพียงเพื่อจะตัดขาดจากเขาอย่างนั้นหรือ?

คำถามมากมายเปรียบเสมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงหัวใจของอานันต์ ทำให้จิตใจที่หงุดหงิดอยู่แล้วยิ่งสับสนวุ่นวายจนกู่ไม่กลับ

"นายครับ... เอายังไงต่อดีครับ..." คนขับรถมองใบหน้าอันดำทะมึนของเจ้านายผ่านกระจกหลัง แล้วเอ่ยถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

"สืบมา" น้ำเสียงของอานันต์เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลก "ไปสืบข้อมูลของสตูดิโอข้าง ๆ นั่นมาให้หมด แล้วก็รถคันนั้นด้วย ฉันอยากรู้ว่าเจ้าของเป็นใคร เดี๋ยวนี้! ทันที!"

"ครับนาย" ผู้ช่วยไม่กล้าชักช้า รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งการลูกน้องทันที

ดี... ดีมาก

พริมดาว... เธอภาวนาอย่าให้ฉันจับตัวได้ก็แล้วกัน

ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ แล้วความเจ็บปวดแทบขาดใจที่ฉันต้องทนมาตลอดห้าปีนี้… มันคืออะไร?

ในขณะเดียวกัน บรรยากาศภายในสตูดิโอกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น

"ว้าว! มี้ครับ ที่นี่สวยจังเลย!" น้องแทนวิ่งไปวิ่งมาในห้องโถงกว้างขวางที่สว่างไสว

ส่วนน้องบอมเดินตามพริมดาวต้อย ๆ ดวงตากลมโตมองสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ชอบไหมครับลูก?" พริมดาวย่อตัวลง ลูบศีรษะลูกชายฝาแฝดทั้งสองด้วยความเอ็นดู

"ชอบครับ!" น้องแทนพยักหน้าหงึก ๆ "ต่อไปนี้พวกเราก็มานั่งรอมี้เลิกงานที่นี่ได้แล้วใช่ไหมครับ!"

พริมดาวยิ้มบาง ๆ หัวใจของเธออ่อนยวบยาบ

ห้าปีที่ผ่านมา เธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย แต่เมื่อได้เห็นลูกน้อยทั้งสองเติบโตมาอย่างแข็งแรงและร่าเริง เธอก็รู้สึกว่าทุกอย่างที่แลกมานั้นช่างคุ้มค่า

เธอกำลังจะลุกขึ้นเตรียมพาเด็ก ๆ ไปดูห้องทำงานส่วนตัว เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

เป็นสายจากพี่ปิยนุช ผู้จัดการส่วนตัวของเธอ

"พริม! ตอนนี้อยู่ไหนเนี่ย? กลับมากรุงเทพฯ แล้วทำไมไม่บอกพี่สักคำ?" ปลายสายส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาอย่างสดใส

"เพิ่งลงเครื่องค่ะพี่นุช พริมกำลังพาเด็ก ๆ มาดูสตูดิโอ" พริมดาวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "ก็พริมอยากจะเซอร์ไพรส์พี่ไงคะ"

"เซอร์ไพรส์เหรอ? พี่ว่าเซอร์ไพรส์จนหัวใจจะวายมากกว่า " ปิยนุชแกล้งบ่นอุบ แต่ไม่นานน้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้น "แต่พริมกลับมาได้จังหวะพอดีเลย! พี่เพิ่งรับงานงานหนึ่งมา ทางนั้นระบุชื่อเลยว่าต้องเป็นเธอถ่ายเท่านั้น"

พริมดาวเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ "ระบุตัวพริมเหรอคะ? แต่พริมไม่น่าจะมีชื่อเสียงในไทยขนาดนั้นนะ"

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอใช้ชื่อในวงการต่างประเทศว่า "สเตลล่า" แม้จะมีชื่อเสียงในระดับสากล แต่ในเมืองไทยคนรู้จักชื่อนี้น้อยมาก

น้ำเสียงของปิยนุชเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

"อันนี้เธอคงไม่รู้ล่ะสิ ลูกค้าเจ้านี้เป็นตระกูลมหาเศรษฐีระดับท็อปของเมืองไทย เขามีเส้นสายเยอะแยะ"

"ได้ข่าวว่าเขาต้องการถ่ายภาพโปรไฟล์เพื่อโปรโมทประธานบริษัทคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่ง มาตรฐานสูงลิบลิ่ว ดูพอร์ตงานของช่างภาพมาหลายคนแล้วก็ยังไม่ถูกใจ"

"สุดท้ายไม่รู้ไปเห็นผลงานชิ้นเอกของเธอเข้าอีท่าไหน ถึงกับตะลึงแล้วจิ้มเลยว่าต้องเป็นคนนี้เท่านั้น!"

"นี่มันโอกาสทองชัด ๆ เลยนะพริม"

"ถ้าปิดจ็อบนี้ได้ การกลับมาบุกตลาดในไทยของเธอก็ถือว่าเปิดตัวได้อย่างสวยงามแล้ว"

หัวใจของพริมดาวเริ่มเต้นแรงขึ้น

การกลับมาครั้งนี้ นอกจากเป้าหมายในการสืบหาความจริงและล้างแค้นให้ตระกูลพรชัยเจริญแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการย้ายฐานการทำงานกลับมาที่ไทย เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับลูก ๆ

โอกาสดี ๆ อย่างนี้... มาได้ถูกจังหวะจริง ๆ

"ตกลงค่ะพี่นุช พี่ส่งเวลาและสถานที่มาเลย เดี๋ยวพริมรีบไป"

"เยี่ยม! ทางนั้นเขาก็รีบเหมือนกัน นัดไว้บ่ายนี้เลยที่ร้าน คลาวด์ คาเฟ่" ปิยนุชชะงักไปนิดหนึ่งก่อนถามต่อ "แล้วเธอพาเด็ก ๆ ไปด้วยจะสะดวกเหรอ? ให้พี่ไปช่วยดูก่อนไหม?"

"ไม่เป็นไรค่ะ พริมขับรถพาแกไปเอง ไปถึงแล้วพี่นุชช่วยดูแกให้หน่อยนะคะ" พริมดาวไม่อยากทิ้งลูกไว้ที่นี่ตามลำพัง

"ได้เลย! พี่เองก็ไม่ได้เจอสองแสบมานานแล้ว คิดถึงจะแย่"

เมื่อพริมดาวไปถึง ปิยนุชก็ยืนรออยู่ที่หน้าร้านแล้ว

"หลานรักของป้า มาให้กอดหน่อยเร็ว!" ทันทีที่เห็นน้องแทนกับน้องบอม พี่ปิยนุชก็ยิ้มแก้มปริ รีบตรงเข้ามาหาทันที

"ป้าปิยนุช" น้องแทนกระโจนเข้าใส่อย่างร่าเริง

ส่วนน้องบอมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม "สวัสดีครับป้าปิยนุช"

"น่ารักจริง ๆ ลูก" พี่ปิยนุชโอบซ้ายโอบขวาด้วยความรักใคร่เอ็นดู "พริม เธอรีบเข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวพี่พาเด็ก ๆ เล่นอยู่แถวนี้เอง รับรองไม่ซนแน่นอน"

"รบกวนด้วยนะคะพี่นุช" พริมดาวยิ้มขอบคุณ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในคาเฟ่

เธอนั่งลงตรงโต๊ะที่จองไว้ รอคอยอย่างใจเย็น

ในขณะเดียวกัน รถเฟอร์รารี่สีแดงสดสุดโฉบเฉี่ยวก็แล่นมาจอดเทียบท่าที่หน้าคาเฟ่

ประตูปีกนกเปิดขึ้น ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในชุดแบรนด์เนมทั้งตัวก้าวลงมาจากรถ

เขาคือ ธีรากร เพื่อนสนิทที่สุดของอานันต์

วันนี้ธีรากรอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะคุณพ่อของเขายอมไฟเขียวให้เขารับผิดชอบโปรเจกต์ประชาสัมพันธ์ธุรกิจใหม่ในเครือบริษัท และคนแรกที่เขานึกถึงก็คือช่างภาพลึกลับนามว่า "สเตลล่า" ที่มีฝีมือสะเทือนวงการ

เขาผิวปากเป็นเพลงอย่างสบายอารมณ์ ขณะกำลังจะเดินเข้าร้าน สายตาบังเอิญกวาดไปเห็นภาพบางอย่างเข้า... แล้วเขาก็ต้องชะงักกึก

ที่โต๊ะเอาท์ดอร์ไม่ไกลนัก ผู้หญิงคนนึงกำลังเล่นอยู่กับเด็กชายตัวน้อยสองคน

เด็กผู้ชายสองคนนั้น...

ขาของธีรากรเหมือนถูกตอกตรึงไว้กับพื้น

เขากระพริบตาถี่ ๆ สงสัยว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า

เด็กสองคนนั้น คนหนึ่งดูซุกซน อีกคนดูนิ่งขรึม แม้บุคลิกจะต่างกัน แต่ใบหน้านั้น...

มันคืออานันต์เวอร์ชันย่อส่วนชัด ๆ !

คิ้ว จมูก ปาก... ถอดแบบกันมาเป๊ะไม่มีผิดเพี้ยน!

คุณพระช่วย! ไอ้อานันต์มันไปแอบไข่ทิ้งไว้จนโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? เขาเป็นเพื่อนซี้มันแท้ ๆ ทำไมไม่ระแคะระคายเลยสักนิด?

ภายในใจของธีรากรปั่นป่วนราวกับคลื่นลมโหมกระหน่ำ เขาขยับตัวหมายจะพุ่งเข้าไปถามให้ได้รู้เรื่อง

ทันใดนั้น เด็กคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเล่นจนเหนื่อยแล้ว ก็หันไปตะโกนเรียกไปทางร้านกาแฟว่า "มี้ครับ! ผมหิวน้ำ!"

สิ้นเสียงเรียก ร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่งก็เดินออกมาจากร้าน

วินาทีที่เธอหันหน้ามา และแสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบใบหน้าอันงดงามไร้ที่ตินั้น ธีรากรรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ

พริมดาว!

เป็นไปไม่ได้!

ยัยนั่นตายในคุกไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้วไม่ใช่เหรอ?! ศพก็เผาไปแล้วด้วย!

ไอ้อานันต์มันตรอมใจแทบเป็นแทบตายอยู่ตั้งนาน

แล้วคนที่ยืนตัวเป็น ๆ อยู่ตรงหน้านี้คือใคร? ผีเหรอ?

ธีรากรเข่าอ่อนแทบทรุด

ฉิบหายแล้ว! ผีหลอกกลางวันแสก ๆ !

เขาไม่สนเรื่องงานเรื่องการอะไรแล้ว มือไม้สั่นเทาขณะควานหาโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก

ปลายสายกดรับ

"มีอะไร?" เสียงเย็นชาของอานันต์ดังลอดมา

"ไอ้... ไอ้อานันต์!" เสียงของธีรากรสั่นเครือ พูดจาลิ้นพันกันไปหมด "ฉัน... ฉันเจอผี! ไม่สิ! ไม่ใช่ผี! ตัวจริง! แกรีบมาที่ คลาวด์ คาเฟ่ เดี๋ยวนี้เลย! ด่วนที่สุด!"

อานันต์ขมวดคิ้วมุ่น "ธีรากร แกเป็นบ้าอะไร?"

"ฉันไม่ได้บ้า!" ธีรากรตะโกนลั่นจนแทบจะกระโดด "พริมดาว! ฉันเจอพริมดาว! เธอยังไม่ตาย! แถมไม่ได้มาคนเดียว ยังมีลูกอีกสองคน! หน้าเหมือนแกเปี๊ยบเลย!"

ปลายสายเงียบกริบ... เงียบจนน่ากลัว

ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงของอานันต์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันเป็นน้ำเสียงที่เหมือนดังมาจากขุมนรก เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไอสังหารที่รุนแรงจนน่าขนลุก

"ขอพิกัด"

หลังจากธีรากรบอกตำแหน่งไป สายก็ถูกตัดทิ้งทันที

ไม่ถึงสิบนาที เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหวก็ทำลายความสงบของร้านกาแฟ

รถโรลส์-รอยซ์ แฟนธอมสีดำทมิฬพุ่งเข้ามาจอดขวางหน้าประตูร้านอย่างอุกอาจ ประตูรถถูกผลักเปิดออกอย่างแรง

อานันต์ก้าวลงจากรถ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนคนรอบข้างสัมผัสได้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นบัดนี้มืดครึ้มดุจพายุฝน

สายตาคมกริบดุจเหยี่ยว ล็อกเป้าไปที่หญิงสาวซึ่งกำลังหัวเราะต่อกระซิกกับเด็กน้อยอยู่ไม่ไกลทันที

เพลิงโทสะอันบ้าคลั่ง... กำลังจะแผดเผาทุกสิ่งให้วอดวาย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป