บทที่ 7 สถานที่ยืนยันความสัมพันธ์
รถยนต์โรลส์-รอยซ์ แฟนธอม สีดำทมึนแล่นทะยานไปบนท้องถนนด้วยความเร็วสูง ทว่าบรรยากาศภายในห้องโดยสารกลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่าจุดเยือกแข็ง
น้องแทนและน้องบอมถูกบอดี้การ์ดแยกกันอุ้มไว้ที่เบาะหลัง เด็กน้อยทั้งสองไม่ได้ร้องไห้โวยวาย หากแต่ใช้ความเงียบงันที่เหมือนกันอย่างน่าประหลาด เป็นเครื่องมือในการต่อต้าน
"อยากกินอะไรไหม? หรืออยากไปเที่ยวที่ไหน? ฉัน..."
อานันต์ยังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงเล็ก ๆ ก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
"พวกเราไม่อยากกิน แล้วก็ไม่อยากเที่ยวด้วย" แทนตีหน้าขรึม เอ่ยปากทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ "คุณมันคนใจร้าย รีบปล่อยผมกับพี่เดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นแม่จะจัดการคุณแน่!"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงลงกลางใจของอานันต์เข้าอย่างจัง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับน้ำเสียงให้ฟังดูอ่อนโยนลง
"ฉันไม่ใช่คนใจร้าย แต่ฉันเป็น..."
"คุณไม่ใช่พ่อของพวกเรา!" เสียงของบอมไม่ได้ดังมาก แต่กลับหนักแน่นเด็ดขาด ตัดบทเขาอย่างไม่ไยดี "พ่อของพวกเราตายไปตั้งนานแล้ว"
ใบหน้าของอานันต์ซีดเผือดลงในทันที
ตายไปแล้วงั้นเหรอ?
นี่คือสิ่งที่พริมดาวพร่ำสอนลูกมาตลอดสินะ? เธอกล้าดียังไงถึงเสี้ยมสอนให้เลือดเนื้อเชื้อไขไม่ยอมรับพ่อบังเกิดเกล้าแบบนี้!
ความโกรธเกรี้ยวที่ไร้ที่มาผสมปนเปกับความเจ็บปวดแล่นพล่านอยู่ในอก ราวกับจะเผาผลาญสติสัมปชัญญะของเขาให้มอดไหม้
ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งจนมิด รถหรูพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น
เขาไม่ได้มุ่งหน้ากลับเพนท์เฮาส์ส่วนตัว และไม่ได้เข้าบริษัท แต่เลือกที่จะบึ่งรถตรงไปยัง 'บ้านใหญ่ตระกูลสุขศรี'
คฤหาสน์ตระกูลสุขศรีตั้งตระหง่านอยู่อย่างสง่างามบนเนินเขาเตี้ย ๆ ชานเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทำเลทองที่หาได้ยากยิ่ง ตัวบ้านแผ่กลิ่นอายความขลังและน่าเกรงขามสมฐานะตระกูลเก่าแก่
ทันทีที่รถโรลส์-รอยซ์จอดสนิทที่หน้ามุข ลุงสมบูรณ์ พ่อบ้านเก่าแก่ก็รีบออกมาต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น
"คุณชายใหญ่ กลับมาทำไมกะทันหันครับเนี่ย? ท่านเจ้าสัวกำลังคัดลายมืออยู่ที่สวนหลังบ้านพอดีครับ"
อานันต์ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ปรายตามองไปทางบอดี้การ์ดเป็นเชิงสั่ง
บอดี้การ์ดรู้หน้าที่ทันที รีบเปิดประตูรถด้านหลัง
วินาทีที่ลุงสมบูรณ์เห็นใบหน้าของเด็กชายทั้งสองชัด ๆ ร่างทั้งร่างก็แข็งทื่อ ผ้าเช็ดหน้าในมือร่วงหล่นลงพื้นโดยไม่รู้ตัว
เด็กสองคนนี้... หน้าตาเหมือนคุณอานันต์ตอนเด็กราวกับแกะ!
"นี่มัน..." เสียงของลุงสมบูรณ์สั่นเครือ
"ลูกชายผมเอง" อานันต์พูดทิ้งท้ายเอาไว้สั้น ๆ ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ ตรงไปยังสวนหลังบ้าน
ภายใต้ร่มเงาของต้นพิกุลใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ชายชราผู้มีแววตาเฉลียวฉลาดกำลังจรดพู่กันวาดภาพอย่างมีสมาธิ เขาคือ 'คุณปู่อนุชิต' เสาหลักแห่งอาณาจักรสุขศรี ผู้ซึ่งวางมือจากธุรกิจและหันหลังให้ทางโลกมานานหลายปี
"ใครกัน? ไม่รู้หรือยังไงว่าเวลาที่ฉันกำลังวาดรูปห้ามให้ใครเข้ามารบกวน?" ท่านเจ้าสัวเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า น้ำเสียงเจือแววขุ่นเคืองเล็กน้อย
"คุณปู่ครับ ผมเอง"
เมื่อได้ยินเสียงหลานชาย คุณปู่อนุชิตก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ตั้งท่าจะเอ็ดสักคำสองคำ ทว่าสายตากลับถูกดึงดูดด้วยร่างเล็ก ๆ ของเด็กชายสองคนที่บอดี้การ์ดจูงมือเข้ามา
พู่กันในมือชายชราร่วงหล่นลงพื้นดัง 'แหมะ'
ท่านเจ้าสัวลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง ก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว จนร่างกายที่ชราภาพเริ่มโอนเอนเพราะความตื่นเต้นที่โหมกระหน่ำ
"เจ้าอานันต์... เด็กสองคนนี้..."
"เหลนของคุณปู่ครับ"
น้ำเสียงของอานันต์เจือไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจ
"เหลนของปู่?" คุณปู่อนุชิตเดินโซเซเข้าไปใกล้ จ้องมองเด็กน้อยตาไม่กะพริบ
"เหมือน! เหมือนเหลือเกิน!" ใบหน้าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนพลันฉายแววปิติยินดีอย่างที่สุด "หน้าตาเหมือนแกตอนเด็ก ๆ ไม่มีผิดเพี้ยน!"
มือที่เหี่ยวย่นสั่นเทาเล็กน้อยยามยื่นออกไป หมายจะสัมผัสแก้มยุ้ย ๆ ของเด็กน้อย
"มา... มาให้ทวดอุ้มหน่อยเร็ว! เหลนรักของทวด!"
ทว่าแทนกลับสะบัดหน้าหนีอย่างไม่ใยดี เบี่ยงตัวหลบมือคู่นั้น "คุณเป็นใคร! ผมไม่ให้กอด!"
ส่วนบอมก็ถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าว แสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน
บรรยากาศพลันตกอยู่ในความกระอักกระอ่วน
อานันต์ขมวดคิ้วมุ่น ย่อตัวลงนั่งต่อหน้าลูกชายทั้งสอง
"นี่คือคุณทวด ไหว้ท่านซะสิ"
"ผมไม่ไหว้!" แทนเชิดหน้าขึ้น ตะโกนเสียงดัง "ผมจะหาแม่! พาผมกลับไปหาแม่เดี๋ยวนี้นะ!"
ความอดทนของอานันต์กำลังจะหมดลงทีละน้อย
"สิ่งที่แม่แกให้ได้ ฉันให้พวกแกได้มากกว่านั้นสองเท่า"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกแกต้องอยู่ที่นี่ ที่นี่คือบ้านของพวกแก"
เขาพยายามใช้ความมั่งคั่งเข้าล่อ โดยคิดไปเองว่าเด็ก ๆ ย่อมต้องชอบความสุขสบาย
"ผมไม่สน!" ขอบตาของแทนเริ่มแดงก่ำ "คุณมันคนใจร้าย! คุณทำให้แม่ร้องไห้! ผมเกลียดคุณ!"
บอมเงยหน้าขึ้นสบตาอานันต์ แววตาคู่ที่ถอดแบบมาจากเขาไม่มีความไร้เดียงสาของเด็กหลงเหลืออยู่ มีเพียงสายตาพินิจพิเคราะห์ที่เย็นชา
"คุณคิดว่ามีเงินแล้ววิเศษนักเหรอครับ? แม่สอนผมว่าการเกิดเป็นมนุษย์สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องมีจิตสำนึก คนที่เที่ยวมาขโมยลูกชาวบ้านแบบคุณ คือคนไม่มีจิตสำนึก เป็นคนเลว"
"แกพูดว่าอะไรนะ?" อารมณ์โกรธของอานันต์พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
เขาใช้ชีวิตมาสามสิบกว่าปี สังหารศัตรูทางธุรกิจมานับไม่ถ้วน ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครหน้าไหน
แต่วันนี้กลับโดนลูกชายวัยสี่ขวบชี้หน้าด่า!
"ผมบอกว่าคุณเป็นคนเลว!" แทนสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัว "รีบปล่อยพวกเราไปนะ! ไม่งั้นผมจะแจ้งตำรวจจริง ๆ ด้วย!"
คุณปู่อนุชิตที่ยืนมองเหตุการณ์ชุลมุนเริ่มจับสังเกตได้ถึงความผิดปกติ
ท่านดึงแขนอานันต์ออกมาอีกทาง กดเสียงต่ำถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "นี่มันเรื่องอะไรกัน? แม่ของเด็กเป็นใคร? ทำไมปู่ไม่เคยได้ยินแกพูดถึงมาก่อน?"
คุณปู่อนุชิตวางมือจากวงการมานาน หันหน้าเข้าหาธรรมะและธรรมชาติ หวังเพียงบั้นปลายชีวิตที่สงบสุข ท่านคิดเสมอว่าหลานชายจัดการเรื่องส่วนตัวได้ดีจึงไม่เคยก้าวก่าย ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้
"แม่ของเด็กคือพริมดาวครับ" อานันต์เอ่ยชื่อนั้นออกมาอย่างยากลำบาก
"ยัยหนูตระกูลพรชัยเจริญน่ะรึ?" คุณปู่อนุชิตอุทานด้วยความตกใจ "ก็ไหนว่าตายไปตั้งแต่ห้าปีก่อน..."
"เธอยังไม่ตายครับ" น้ำเสียงของอานันต์เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า "เธอหลอกพวกเราทุกคน"
คุณปู่อนุชิตมองไปที่เหลนตัวน้อยสองคนที่ยืนกอดอกทำหน้าถมึงทึง ประกาศศักดาว่า "พวกผมไม่ใช่หมูในอวย" แล้วหันกลับมามองหลานชายที่กำลังหัวเสียและสับสน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ดูท่า... หลายปีมานี้คงมีเรื่องราวมากมายที่ท่านไม่เคยรู้สินะ
คุณปู่อนุชิตเดินกลับไปหาเด็ก ๆ พยายามปั้นหน้าให้ดูใจดีและอบอุ่นที่สุด
"เลาล่ะ... หลาน ๆ ไม่ต้องกลัวนะ นี่ปู่ทวดเองจ้ะ พวกหนูพอจะบอกปู่ทวดได้ไหมว่าตอนนี้แม่ของหนูเป็นยังไงบ้าง? หลายปีมานี้... แม่เขาสบายดีไหม?"
พอเอ่ยถึงแม่ แทนก็ยอมเปิดปากพูดทันที น้ำเสียงเจือไปด้วยความภูมิใจและหวงแหน
"แม่ของผมเป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลก! แม่ถ่ายรูปสวย ทำกับข้าวอร่อย แล้วก็พาพวกเราไปเที่ยวสวนสนุกด้วย! แม่เลี้ยงพวกเรามาคนเดียว เหนื่อยมาก ๆ เลยนะ!"
"ตอนกลางคืนแม่ชอบนอนไม่หลับ ต้องกินยาเม็ดสีขาว ๆ ถึงจะหลับได้ แม่บอกว่ามันเป็นลูกอม แต่ผมรู้ว่ามันคือยา"
"แม่บอกว่าถ้ามีพวกผมอยู่ แม่ก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ผมเลยต้องรีบโตไว ๆ จะได้ปกป้องแม่ได้!"
บอมเงยหน้าขึ้น มองคุณปู่อนุชิตด้วยสายตาที่นิ่งสงบเกินวัย
จากนั้นจึงหันไปทางอานันต์ และเอ่ยประโยคที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของทุกคน
"ผมรู้ว่าพวกคุณรวยและเก่งมาก แต่พวกเราอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอกครับ"
เด็กน้อยเว้นจังหวะ ใบหน้าเล็ก ๆ ฉายแววเย้ยหยันและโศกเศร้าที่ดูขัดกับอายุ
"เพราะแม่ผมเคยติดคุกข้อหาทำร้ายร่างกาย พวกคุณตราหน้าว่าแม่เป็นฆาตกร พูดง่าย ๆก็คือ พวกเราเป็นลูกของฆาตกร"
"ในเมื่อพวกคุณคิดว่าคนอย่างพวกเราไม่คู่ควรกับตระกูลสุขศรี"
"ถ้าอย่างนั้น... ช่วยกรุณาปล่อยพวกเรากลับไปหาแม่เถอะครับ"
