บทที่ 12 อยากได้เหลน
เขาไม่ค่อยได้สังเกตว่ามีคนอาศัยอยู่ แต่เหมือนความทรงจำจะกลับมาอีกครั้ง สมัยที่เขาเป็นเด็ก ๆ จนกระทั่งเรียนมัธยม คนที่อาศัยอยู่บ้านหลังนั้นเคยมาทำงานให้ที่บ้านเขา
และจำได้ว่าเคยมีประตูบานเล็ก ๆ อยู่ตรงสวนหย่อมหลังบ้านสีขาว ชายหนุ่มมักจะเดินเข้าออกไปเล่นกับลูก ๆ ของคนงานบ่อยครั้ง
หลังจากลูก ๆ บ้านนั้นเรียนจบก็แยกย้ายและห่างหายกันไป ชายหนุ่มเห็นเงาคนเดินไปมาในบ้านหลังนั้น
อยู่ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก่อนแสงไฟในบ้านจะมืดมิดลง เหลือเพียงไฟที่เปิดทิ้งไว้ให้แสงสว่างหน้าบ้านเท่านั้น
เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่เช้าวันใหม่ที่สดใสของหลายคน รวมทั้งคนที่บ้านติดกับบ้านหมอปัณ เธอดีขึ้นจากเมื่อวานอย่างน้อยอาการปวดระบมก็เบาลง
วันนี้จึงตั้งใจจะไปทำงานที่ร้านกาแฟ เพราะเมื่อวานเธอหยุดงานโดยไม่ได้โทรศัพท์ไปลา เหตุเพราะกระเป๋าเป้เธอไม่รู้หล่นหายตรงไหน ไม่รู้จะโดนไล่ออกหรือถูกตักเตือนไม่รู้
เวลาแปดโมงเช้า นภัสสรในชุดเสื้อยืดสวมทับด้วยเสื้อคลุมอีกตัวกางเกงยีนขายาว รองเท้าผ้าใบเตรียมตัวออกจากบ้าน
“อ้าว ภัสจะไปทำงานแล้วเหรอลูก” แม่กานแก้วลงจากห้องนอนมาหยุดที่บันไดขั้นสุดท้าย
“ค่ะแม่ ไม่รู้จะโดนไล่ออกหรือเปล่า หยุดเมื่อวานนี้ไม่ได้โทรศัพท์ไปบอกด้วย” เธอสาธยายยาวเหยียดให้แม่ฟัง
“ทำไมหนูไม่โทรไปลาเขาละ” อาการคันคอทำให้ต้องไอ พร้อมมือที่ยกขึ้นทาบอก
นภัสสรเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าประคองให้มานั่งที่โซฟา พร้อมมือลูบหลังของแม่
“ไปหาหมอไหมคะ” เธอถามด้วยความเป็นห่วง
“โอ๊ยแค่ไอเองลูก ไม่ต้องหรอกจ้ะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนพูดกับลูก มือก็ลูบศีรษะลูกเบา ๆ
“แน่นะคะ” นภัสสรมองหน้าแม่
“จ้ะ แม่รู้ตัวเองดีภัสไม่ต้องเป็นห่วงแม่หรอก” รอยยิ้มสดใสส่งให้ลูก ไม่อยากให้ลูกไม่สบายใจในเรื่องการเจ็บป่วยของตัวเอง
“อื้อ หนูไปนะแม่อย่าลืมกินข้าวกินยาด้วยนะ” ก่อนพาตัวเองเดินออกจากบ้าน
ช่วงสาย ๆ ของวันอาทิตย์ ระหว่างที่แม่กานแก้วเก็บกวาดเช็ดถูบ้านช่องอยู่นั้น รถตู้สีดำคันใหญ่ราคาน่าจะแพงลิบลิ่วแล่นมาจอดหน้าบ้าน
เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น ทำให้คนที่มัวแต่ทำงานบ้านเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย ใครกันกดออด แม่กานแก้วละมือจากงานบ้านออกมาหน้าบ้าน
“สวัสดีค่ะ คุณต้องการมาพบใครคะ”
แม่กานแก้วถามและมองหญิงชราผมขาวที่ถูกรวบดูเป็นระเบียบ แต่งตัวดูเป็นระเบียบ
“คุณท่านมีธุระคุยกับคุณค่ะ” ป้านีคนสนิทบอกจุดประสงค์แก่เจ้าของบ้าน
แม่กานแก้วกลัวเสียมารยาทจึงเปิดประตู เอ่ยชวนคนมาใหม่เข้ามานั่งในบ้าน ป้านีเดินเปิดประตูให้คุณย่าวิลาวรรณลงจากรถ ท่านยิ้มอย่างเป็นมิตรส่งให้
“เชิญค่ะ” ก่อนเดินนำหน้าเชื้อเชิญแขกแปลกหน้าเข้าบ้านแบบงง ๆ
หลังจากเจ้าของบ้านนำน้ำดื่มมาให้แขกที่มาใหม่ แม่กานแก้วก็นั่งโซฟาเดี่ยวข้าง ๆ ผู้สูงอายุทั้งสอง
“บ้านยังสภาพไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนเมื่อสามสิบกว่าปีเลย สมัยนั้นเด็ก ๆ ซุกซนวิ่งข้ามประตูหลังสวนหย่อมเป็นให้วุ่น” พลางคิดถึงสมัยอดีตก็ทำให้คุณย่าวิลาวรรณถึงกับคลี่ยิ้ม
“เห็นพวกน้า ๆ เคยเล่าให้ฟังอยู่บ่อย ๆ ค่ะ ว่าคุณท่านใจดีมีเมตตา ดิฉันก็เพิ่งจะเคยเห็นท่านเต็มตาก็วันนี้ล่ะค่ะ” แม่กานแก้วยิ้ม
“เอ่อ”
คุณย่าวิลาวรรณหยุดเพียงแค่นั้นเพราะไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านชื่ออะไร
“ดิฉันกานแก้วค่ะ เรียกแก้วก็ได้ค่ะ” เหมือนจะรู้ความคิดของแขก จึงแจ้งท่านทั้งสองได้ทราบ
“จ้ะแม่กานแก้ว” ท่านยิ้มพร้อมกับมองหน้าหญิงสาวตรงหน้า ปกติแล้วแม่กานแก้วมีโอกาสได้พูดคุยกับคนในบ้านหลังใหญ่บ่อยครั้ง เวลาที่คนในบ้านออกมาทำงานข้างนอก หากได้เจอก็จะทำการทักทายซึ่งกันและกันเป็นประจำอยู่แล้ว
คนงานในบ้านหลังใหญ่จึงมักจะพูดคุยกันในหมู่คนงานเรื่องของแม่กานแก้ว รู้แม้กระทั่งว่าเธอป่วยเป็นโรคหัวใจ และรู้ไปถึงหูคุณย่าวิลาวรรณ และนี่คือเหตุผลทำไมท่านถึงต้องมาบ้านหลังนี้
“แม่กานแก้ว ฉันขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะ” คุณย่าวิลาวรรณสบตาเจ้าของชื่อ
“ฉันอยากได้ลูกสาวแม่กานแก้วมาอุ้มเหลนให้ฉัน” ท่านแจ้งจุดประสงค์ความต้องการ เพื่อไม่ให้เสียเวลา
“อะ อะไรนะคะ” แม่กานแก้วดวงตาเบิกโพลงกว้างตกใจกับสิ่งที่ได้ยินทั้งสองหู
“ฟังไม่ผิดหรอกจ้ะ คุณท่านอยากได้ลูกสาวของแม่กานแก้วช่วยอุ้มเหลนให้หลานชายคนเดียวของท่าน” ป้านีคนสนิทเสริมอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตกใจจนนิ่งอึ้ง
“ลูกสาวดิฉันยังเรียนหนังสืออยู่เลย เห็นทีจะไม่สะดวกค่ะ” มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยที่จะมาขอกันแบบนี้
“ฉันให้เก็บไปคิดดูก่อนแม่กานแก้ว ค่าตอบแทนฉันให้สมกับที่อุ้มเหลนฉันแน่นอน อย่างน้อยแม่กานแก้วและลูกสาวจะได้มีเงินไว้เรียนต่อและไว้รักษาตัวเอง” อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอให้กับแม่กานแก้ว เข้าใจดีคนที่เป็นโรคนี้ต้องใช้เงินจำนวนมาก
“มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะคะคุณท่าน การจะอุ้มท้องเด็กสักคนมันไม่ใช่เรื่องง่าย ลูกสาวของดิฉันยังเด็กและเรียนยังไม่จบ” แม่กานแก้วให้เหตุผลกับคุณย่าวิลาวรรณ
“ฉันยังไม่ต้องการคำตอบวันนี้ อีกสอง อาทิตย์ฉันจะรอฟังคำตอบจากแม่กานแก้ว ฉันก็แก่แล้วไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง ฉันอยากอุ้มเหลนสักคน” แววตามุ่งมั่นแน่วแน่ของคุณย่าวิลาวรรณสื่อออกมาให้แม่กานแก้วได้เห็นความตั้งใจที่ท่านอยากจะมีเหลนจริง ๆ
“คุณท่านทำไมไม่ลองหาผู้หญิงคนอื่นดูล่ะคะ” ในความคิดของแม่กานแก้วน่าจะมีผู้หญิงคนอื่นที่พร้อมมากกว่า
“ลูกสาวของแม่กานแก้วเหมาะที่จะเป็นแม่ของเหลนฉันที่สุด” คุณย่าวิลาวรรณดูพฤติกรรมของสองแม่ลูกนี้ตลอดทุกวัน จนรู้ถึงการเคลื่อนไหวและนิสัยใจคอของลูกสาวแม่กานแก้วดี ท่านถึงยอมบากหน้ามาหา
