บทที่ 10 สามีดีเด่น 1

อย่างชวินทร์ ได้แค่ผู้หญิงดาษดื่นก็ดีถมไป... ต่อให้หมอนั่นจะหน้าตาดี มีชาติตระกูล และฐานะทางการเงินอยู่ในระดับเทียบเท่ากับเขาได้ แต่ด้วยความที่เป็นคนเถรตรง เที่ยงธรรม และมั่นใจจนไม่แคร์คนเกินไป หากเป็นทนายด้วยกันก็เป็นที่น่าหมั่นไส้ หากให้เป็นเพื่อนก็ไม่น่าจะคบกันได้ และหลายคนก็เห็นมันเป็นคู่แข่ง ซึ่งเขาเองก็เช่นกัน

“ไม่เด็กหรอกค่ะ ปีนี้พู่สามสิบแล้ว พอ ๆ กับเมฆนั่นแหละ” และเธอก็ห่างจากสามีแค่สามปี แต่ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละว่าชวินทร์เป็นคนที่เคร่งเครียดมาก เพราะไม่เพียงครอบครัวที่คอยกดดัน แต่ทั้งลูกทั้งเมียที่แบกอยู่บนหลังก็กดทับเขาไว้จนขยับไปไหนไม่ได้

หน้าตาของสามีเลยบึ้งตึงตลอดเวลา ราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ... แต่คิดมาถึงตรงนี้พู่กลิ่นก็ใจหาย

เพราะดูเหมือนว่าจะมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้เขายิ้มได้ ทำให้ใบหน้าที่เรียบเฉยตลอดเวลาระบายไปด้วยรอยยิ้ม และโลกทั้งใบก็สดใส ความหล่อเหลาที่ถูกซ่อนไว้ก็ปรากฏออกมา

“แต่น้องพู่ดูเป็นคนเก่งและขยันมากเลยนะครับ ขนาดทำเรื่องแค่นี้ยังละเอียดลออ มีระเบียบเรียบร้อยจนน่าทึ่ง”

กานต์เหลือบตามองบันทึกของหญิงสาวที่ถูกแบ่งช่องแบ่งวรรคอย่างชัดเจน แม้เมาหญิงสาวก็ยังสามารถเขียนให้ตรงได้ ด้วยความทึ่ง ชื่นชมจนต้องเอ่ยปากบอกถึงความเสียดาย

“คุณสมบัติแบบนี้น่าจับไปอยู่สำนักงานจัง ทำไมไม่หางานประเภทนี้ทำล่ะครับ พี่ว่าน้องพู่มีแววไปได้นะ”

“แหม พู่ก็แค่ทำไปเพราะความเคยชิน ไม่ได้เก่งอะไรหรอกค่ะ อีกอย่างเรื่องที่ถนัดก็มีแต่เรื่องงานบ้าน พู่แทบจะไม่มีความรู้เรื่องอื่นเลย”

ความรู้รอบตัวเป็นศูนย์ ความรู้วิชาการติดลบ พู่กลิ่นเคยเป็นเด็กที่เรียนเก่งมากก็จริง แต่พอไม่ได้เรียนมาเนิ่นนาน ความรู้ความสามารถเหล่านั้นก็เลือนหาย

ถ้าจะถามเรื่องที่เธอรอบรู้ที่สุดตอนนี้ ก็คงเป็นเรื่องของสามีและลูกละมั้ง เธอรู้หมดว่าแต่ละคนชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้แม้กระทั่งเรื่องที่สองคนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำ

เวลาที่สองพ่อลูกหาของไม่เจอ ต่อให้เขาเองที่เป็นคนเคลื่อนย้ายมัน เมียและแม่อย่างพู่กลิ่นก็จะเป็นคนที่ตามหา สืบเสาะจนเจอให้ได้ ซึ่งทุกอย่างผ่านกาลเวลา กอปรกับการเฝ้าสังเกต บวกกับเอาใจใส่อย่างที่ดีที่สุด

เท่าที่คนเป็นเมียและแม่จะทำได้

อีกอย่าง เธอก็มีวุฒิฯ แค่มอหกติดตัว ไม่มีทางหรอกที่สำนักงานที่ไหนจะชายตามอง ยิ่งเป็นสำนักงานกฎหมายชื่อดังอย่างที่กานต์กับสามีเธอทำงานอยู่แล้วด้วย ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้

“แล้ว... ถ้าวันหนึ่งลูกโตน้องพู่จะทำยังไง อยู่แบบไม่ทำงานทั้งที่เป็นคนขยันแบบนี้ จะไม่เหงาหรือเสียดายความสามารถจริง ๆ เหรอครับ

พู่กลิ่นจำไม่ได้ว่าตัวเองตอบคำถามนั้นของกานต์ไปอย่างไร

แต่ถ้าถามว่าเธอเหงาไหม... อาจจะไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ลูกโตขนาดนั้น เธอก็รู้ตัวว่าตัวเองเหงา ยิ่งตอนที่ได้อยู่กับชวินทร์เพียงลำพังแค่สองคน ยิ่งเป็นอะไรที่เหงามาก

ที่ผ่านมา การได้ทุ่มเทชีวิตให้กับชวินบุตรก็พอช่วยให้ลืมความหมางเมินของสามีไปได้ พู่กลิ่นเป็นแม่เต็มตัว ต่อให้อยู่ในวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม แต่เธอก็ทำทุกอย่างตามคำแนะนำของคุณแม่สามี แม้จะยังเด็กมาก แต่ก็ทำได้ดีและไม่มีขาดตกบกพร่อง จนคนที่ตั้งแง่มีอคติต่อเด็กใจแตกอย่างคุณนายเอื้อมเดือนยังชื่นชม... หากเธอไม่รู้จริง ๆ ว่าการที่เธอพยายามเป็นแม่ที่ดีให้ได้ มันทำให้ละเลยหน้าที่เมียที่ควรไปหรือเปล่า

เพราะหลังจากที่คลอดชวินบุตรออกมา ความสัมพันธ์ของเธอกับสามีที่เคยดีมาตลอดก็จืดจาง

และทุกวันนี้ พอลูกเริ่มโต... พู่กลิ่นก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเหงาที่คืบคลาน เมื่อสามีเอาแต่ทำงาน ชวินบุตรเองก็มีโลกของเขาที่เธอเข้าไม่ถึง ลูกมีความมุ่งมั่นตั้งใจ คล้ายกับคนเป็นพ่อในอดีตมาก แล้วถ้าหากวันข้างหน้าลูกชายต้องไปอยู่ที่อื่น มีชีวิตเป็นของตัวเอง สร้างครอบครัวของเขาเอง เธอจะทำอย่างไร

“เป็นไงพู่ ไม่มีแม้แต่สายเดียว?”

พู่กลิ่นตื่นจากความคิดความอ่าน หันไปมองเจ้าของเสียงยานคางที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เมธัสตาปรือไปหมดแล้วขณะที่มองมาด้วยความสงสัย “ไม่มีแม้แต่ข้อความ”

คือคำตอบที่เธอตอบกลับไป ก่อนจะกลับมานั่งจ้องโทรศัพท์มือถือของตัวเองอีกครั้ง ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่า แต่นอกจากข้อความของลูกชายที่ส่งมาถามไถ่ว่าจะกลับบ้านอย่างไร ก็ไม่มีใครติดต่อเธอมา โดยเฉพาะสามีตัวดี ที่อ่านแล้วไม่ตอบตอนหัวค่ำ

“เอาน่า ไม่โทร.มาน่ะดีแล้ว ขืนเขาโทร.ตามสิประหลาด แกว่าไหม” ไพลินเหมือนจะมีสติที่สุด เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนเดียวที่ทำให้พู่กลิ่นคิดได้

“จริงสิ ฉันจะมานั่งเฝ้ามือถือทำไม น่าจะภาวนาไม่ให้เขาโทร.มามากกว่า” เพราะถ้าเป็นเบอร์ของชวินทร์ ไม่มีทางหรอกที่เขาจะโทร.เพราะห่วง แต่คงจะหาเรื่องด่าสิไม่ว่า “ถ้าเขาทำตัวเป็นห่วงเป็นใยสิน่าขนลุก ไม่ตาม ไม่จิก ไม่ห่วง ไม่สนใจ นี่แหละค่ะคุณชาตัวจริง”

ปากเล็กกระจับพูดเจื้อยแจ้ว พร้อมกับหยิบมือถือของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะเก็บไว้ในกระเป๋า จากนั้นก็ยกแก้วขึ้นจิบ แค่จิบเท่านั้น เพราะถ้าขืนดื่มเยอะกว่านี้ ไอ้หลายขวดที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้ามีหวังได้พุ่งออกมาจากปาก

“เมาหรือเปล่าครับน้องพู่” กานต์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพู่กลิ่นตลอดทั้งคืน แต่ในขณะที่พูดคุยกับน้อง ๆ คนอื่น ๆ แต่สายตาของชายหนุ่มก็ยังวนเวียนอยู่กับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า “ตาจะปิดแล้วนะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป