บทที่ 2 คุณแม่บ้าน (ยังสาว) 1

หญิงสาววัยสามสิบ เจ้าของร่างอวบอัดเจ้าเนื้อ ด้วยน้ำหนักหกสิบกิโลกรัมและความสูงที่มีเพียงหนึ่งร้อยหกสิบห้า กำลังนั่งรอเพื่อนสนิทที่นัดไว้ด้วยการมองไปรอบ ๆ ดวงตากลมโตราวกับเด็กน้อยในวันวานซึมซับบรรยากาศของโรงพยาบาลด้วยรอยยิ้ม ชื่นชมคนที่อยู่ภายใต้ชุดพยาบาล และอิจฉาเหล่าคนที่อยู่ในชุดกาวน์ของหมอเป็นอย่างมาก

ในขณะที่ตัวเธอตอนนี้ใส่เพียงเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกับกางเกงยีนส์รัดรูปสีซีด แม้จะดูดีดูเก๋เมื่อข้าวของที่ใช้ล้วนแล้วแต่มีมูลค่าและเข้ากับเธอมาก แต่พู่กลิ่นก็ใช่ว่าจะพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี อย่างไรเธอก็ยังคิดถึงความฝันนั้น

“ฉันมีเวลาครึ่งชั่วโมง ต้องกินไปคุยไป” พู่กลิ่นได้ยินเสียงห้าวของเพื่อนสนิทดังขึ้น พร้อมกับที่มือของมันเอื้อมมาคว้าแขนเรียวของเธอให้ลุกขึ้น ก่อนกึ่งลากกึ่งจูงพากันก้าวเดินฉับ ๆ ไปยังโรงอาหารของโรงพยาบาล

“เมฆล่ะ”

“ไปสั่งข้าวรอแล้ว” คุณหมอสาวตอบกลับโดยไม่หันไปมองหน้าคนที่มารอด้วยซ้ำ

ไพลินพาเพื่อนสนิทสาวไปนั่งที่กลางโรงอาหาร โต๊ะที่มีร่างสูงใหญ่ของเมธัส... เพื่อนสนิทอีกคนนั่งรออยู่ ซึ่งบนโต๊ะที่ว่านั้นมีข้าวราดแกงจานด่วนของคุณหมอทั้งสองคนวางพร้อมสรรพ ทำเอาคนที่เคยชินกับการกินอาหารฝีมือตัวเองต้องทำหน้าหยีออกมา เม้มปากไปอีกเมื่อเพื่อนจ้วงเอาจ้วงเอา ตักกับข้าวปนกัน เช่น ไข่พะโล้ในน้ำแกงเขียวหวาน ไก่ในพะแนงกับคะน้าผัดน้ำมันหอย

“ดัดจริต มีผัวรวยเข้าหน่อยทำเป็นอี๋เหรอยะ” เมธัสถามขึ้นมาทันทีที่เห็นสีหน้าของเพื่อนรัก

“เปล่า ไม่ได้อี๋ แต่พวกแกค่อย ๆ กินก็ได้ มีเวลาตั้งครึ่งชั่วโมงจะรีบทำไม”

“จะได้รีบคุยเรื่องของแกไง ทำไม วันนี้มีอะไร ทำไมถึงถ่อมาที่นี่ได้” เพราะไพลินรู้ว่าปกติแล้วพู่กลิ่นมักจะอยู่กับบ้านกับช่องกับร่องกับรอย เป็นเมียที่ดีแบบที่เพื่อนอยากให้รางวัล นาน ๆ ทีถึงจะออกมาหาเธอสองคนเสียหนึ่งครั้ง

ซึ่งแต่ละครั้งก็จะมาพร้อมกับความหนักอกหนักใจ ไม่ทะเลาะกับผัว ก็บ่นเรื่องแม่ผัว หรือไม่ก็เบื่อเพราะชีวิตคุณนายมันว่างเกิน

“จริง มีอะไรก็รีบเล่า”

ด้วยความที่มีเพื่อนสนิทเป็นหมอทั้งคู่ แถมยังอยู่โรงพยาบาลเดียวกัน มันทำให้พู่กลิ่นเกรงใจ ส่วนใหญ่เธอจึงมาหาทั้งคู่ในเวลาพักกลางวัน แต่ไอ้ครั้นจะออกไปเจอนอกเวลางานก็ทำไม่ได้ เพราะถึงตอนนั้นนางก็ต้องรีบกลับไปทำหน้าที่แม่บ้าน คอยเอาใจผัวที่แทบจะไม่เห็นนางอยู่ในสายตา

“แค่คิดถึง มาหาไม่ได้หรือไง” ซึ่งไม่มีครั้งไหนหรอกที่พู่กลิ่นจะยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา

จนกว่าจะโดนไล่บี้ หรือไม่ก็โดนเพื่อนชายใจหญิงอย่างเมธัสด่า “ดัดจริตแล้วยังตอแหลอีกนะ มีอะไรก็ว่ามา”

พอโดนเข้าอย่างนั้นแหละ คุณนายพู่กลิ่นถึงได้ถอนหายใจออกมา หน้าตาที่ปั้นให้แช่มชื่นกลายเป็นเซ็งบ่อนทันที

“ก็โดนด่ามาละสิ” หญิงสาวบ่นด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ ระหว่างนั้นก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋าอาหารของสามี หยิบกล่องของกินที่เตรียมไว้ขึ้นมาวาง “เสนอหน้าเอาไปให้ที่ทำงาน ก็เลยถูกตะเพิดออกมา”

“แหม นังนี่... ยังไม่เข็ดอีกนะ” เมธัสตอกย้ำทันที ปากว่าตาขยิบ... เพราะต่อให้เขาดุด่าพู่กลิ่นอย่างไร หรือต่อให้ของกินที่วางเรียงรายมันเป็นของเหลือของสามีมัน แต่มือก็ยังเอื้อมไปหยิบไปจิ้มทันทีที่พู่กลิ่นเปิดฝา

ซึ่งเห็นแล้วน่าเสียดายแทนชวินทร์นัก เพราะของแต่ละอย่างที่นังพู่เตรียมมามีแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผลหมากรากไม้ที่ปอกมาราวกับแกะสลัก แซนด์วิชไส้ทะลักที่จัดเรียงมาอย่างสวยงาม ของแต่ละอย่างถูกจัดมาในปริมาณที่เยอะมาก กลัวผัวไม่อิ่มละมั้ง แถมแต่ละอย่างก็กินง่ายกินคล่อง ตอบโจทย์ชายหนุ่มผู้ไม่มีเวลาได้เป็นอย่างดี

“ฉันก็แค่เป็นห่วง แกก็รู้ว่าผัวฉันประสาทจะตาย” อย่าง

ชวินทร์น่ะกินข้าวที่โรงอาหารแบบนี้ไม่ได้หรอก เรื่องมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการกินยิ่งแล้วใหญ่ “เชื่อไหม ว่าเมื่อเช้าเขาลืมจริง ๆ แต่พอฉันไปโผล่ที่บริษัทก็ทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน”

“เชื่อ... นั่นแหละงานถนัดเขาละ” เรื่องโมโหเมียเนี่ย

ปกติพู่กลิ่นจะทำกับข้าวให้สามีไปกินที่ทำงานทุกวัน ไม่ใช่ว่าเธอขยันนะ แต่เขาน่ะประสาท... ไม่ชอบกินอาหารร่วมกับคนอื่น (ถ้าไม่จำเป็น) และยกเว้นกับคนที่บ้าน อาหารที่กินก็ต้องง่ายต่อการเข้าปาก แบบที่สามารถกินอยู่ในห้องทำงานได้ รวดเร็ว ไม่เลอะเทอะ ไม่ต้องวุ่นวาย แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องอยู่ภายใต้อิ่ม ดี มีประโยชน์ และอร่อยมาก

“แล้วอย่างนี้ไม่หิวตายแล้วเหรอนั่น” ระหว่างที่หยิบแซนด์วิชขึ้นมากัดกิน ไพลินก็เอ่ยถาม จากนั้นก็ทำหน้าตามีความสุขเมื่อได้ชิมรสมือของเพื่อนที่อร่อยเข้าขั้นเชฟเลยทีเดียว

“ถุงที่ใช้ทุกวันเขาก็หยิบไปอยู่หรอก แต่เห็นว่าจะกลับดึกไง ฉันเลยสะเออะทำเพิ่มให้... ซึ่งมันก็ปกตินะแก”

ปกติแล้วพู่กลิ่นจะเตรียมให้แค่มื้อกลางวันจุก ๆ และมีของกินเล่นเผื่อหิวอีกนิดหน่อย เช่น ขนมหรือไม่ก็ผลไม้ แต่ถ้าอีกวันต้องอยู่ดึก ชวินทร์ก็จะบอกล่วงหน้าเพื่อให้เธอได้เตรียมมื้อว่างเพิ่มเข้าไป ซึ่งเมื่อเช้าเพราะว่ารีบหรือลืมก็ไม่ทราบ ชายหนุ่มถึงเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับถุงข้าวกลางวันเพียงถุงเดียว

‘ผมโตแล้ว เรื่องปากท้องแค่นี้ผมดูแลตัวเองได้’

เหอะ อันที่จริงตอนที่เขาเอ่ยประโยคนี้ออกมา พู่กลิ่นแทบขำ... ดูแลตัวเองได้อย่างนั้นเหรอ อยากย้อนกลับไปจริง ๆ ว่าถ้าไม่มีเธออยู่เสียคนสามีอย่างชวินทร์จะทำอย่างไร ชีวิตคุณทนายที่แสนจะวุ่นวาย ไม่ต้องอดตายเพราะหาข้าวกินไม่ได้เลยหรือ แหม... วุ่นวายอะไรหนักหนาพูดมาได้ รอเขาเลิกนิสัยเรื่องมากเมื่อไหร่ก่อนเถอะ ค่อยมาถามเธอด้วยประโยคนั้น

“เป็นหมอกับทนายอันไหนยุ่งกว่ากัน?” ระหว่างที่เฝ้ามองเพื่อนจอมตะกละซัดของกินของสามี พู่กลิ่นก็เอ่ยถาม “พวกแกรวมทั้งผัวฉันด้วย ทำงานหัวเป็นนอตหัวเป็นเกลียวกันทั้งนั้น แต่ฉันกลับว่างงาน มันน่าน้อยใจชะมัด”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป