บทที่ 3 คุณแม่บ้าน (ยังสาว) 2
“น้อยจงน้อยใจอะไร เคยเห็นใครสบายเท่าแกอีกไหม ไม่มี” เมธัสค้านหัวชนฝา จะเอาอะไรมาน้อยใจคนที่ทำงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองอย่างพวกเขา “แกน่ะโชคดีแล้วที่จับพี่ชาได้ ต่อให้เขาจะชาเย็นเย็นชาไปบ้าง ก็ไม่เป็นไรหรอกน่า ดีจะตาย ได้ใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทอง ไม่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำงก ๆ อย่างพวกฉัน”
“จริง” ไพลินรีบเสริมทัพ “แกไม่ต้องน้อยใจหรอกพู่ ชะตาชีวิตของคนเรามันไม่เหมือนกัน ให้คิดเสียว่ามันเป็นข้อดีนะ”
เหรอ? พู่กลิ่นทำหน้าตาเหมือนไม่เชื่อที่เพื่อนพูดเลยสักนิด เพราะถ้ามันเป็นความจริง ทำไมเธอถึงยังรู้สึกอิจฉาที่เห็นพวกมันทำงาน... พู่กลิ่นอยากเป็นหมอ เป็นความฝันตั้งแต่เด็กและเธอก็พยายามสุดความสามารถ หรือจะเป็นเพราะโชคชะตาอย่างที่ไพลินพูดก็ไม่ทราบ ที่จู่ ๆ ความจริงก็แยกเธอออกจากความฝันนั้น สุดท้ายก็กลายมาเป็นสะใภ้ไฮโซ มีชีวิตหรูหราหมาเห่าแต่ว่างเปล่าสิ้นดี
“แต่ถ้าให้เดา...” แม้ยังเคี้ยวตุ้ย ๆ แต่คุณหมอเมธัสก็ยังพูดออกมาได้ “ที่มาวันนี้ไม่ใช่เพราะถูกผัวด่าหรืออยากให้พวกฉันจัดการของกินเหลือ ๆ พวกนี้หรอกใช่ไหม”
เพราะเป็นเพื่อนกันมานาน หากให้นับก็ตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งไพลินและเมธัสจึงสังเกตเห็นว่าพู่กลิ่นไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติขนาดนั้น ดูเหงา ๆ หงอย ๆ ชอบกล ทั้งที่การถูกผัวด่าเป็นเรื่องปกติสำหรับมัน การถูกปฏิเสธด้วยท่าทีที่ร้ายกาจแบบนั้น หากนับเป็นครั้งก็บอกได้เลยว่านับไม่ถ้วน
“ฉัน... ฉันเห็นเขาอยู่กับคนอื่น”
“โป๊ะเชะ นั่นไง... หงอยเป็นหมาเหงาเลยแก”
ชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวทำท่าทางเหมือนดีใจที่เดาเรื่องถูก จนกระทั่งไพลินต้องเอื้อมมือไปหยิกแขนนั่นแหละ คนปากไวถึงรู้ตัวว่าไม่ควรแสดงอาการ เพราะพู่กลิ่นมีท่าทางที่แย่จริง ๆ ซึ่งเพื่อนที่สดใสร่าเริง แม้แต่วันที่เจอเรื่องเลวร้ายที่สุดมันยังมองว่าเรื่องนั้นสวยงาม มาวันนี้กลับเศร้าหมอง ยิ้มออกมาแบบแกน ๆ หน้าแหย ๆ ยามเมื่อพูดถึงเรื่องนั้น
“แกจะบ้าเหรอพู่ คิดมากไปได้” ไพลินอยากพูดไป ว่าคนอย่างผัวแกน่ะ ไม่มีใครเอาหรอก แต่ก็ดูจะเกินไป เลยเหลือแค่ประโยคสั้น ๆ ตัดความ “พี่ชาไม่ใช่คนอย่างนั้นสักหน่อย”
หรืออันที่จริงแล้ว เขาก็ไม่ได้มีตัวเลือกมากมายเท่าไรนัก
อย่างชวินทร์นะ จับฉลากแถมทองไพลินกับเมธัสยังไม่เอาเลยค่ะ เขาน่ะ... มักจะทำหน้าตาบึ้งตึงตอนที่พบพวกเธอ แม้ว่าใบหน้าหล่อเหลาจะโปรยยิ้มให้คนอื่นเป็นกิจวัตร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอกับเพื่อนสนิทของเมีย สีหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่ชายหนุ่มไม่ชอบให้พู่กลิ่นคบหากับพวกเธอ อันเนื่องมาจากความปากเสีย ปากไวของทั้งสอง และจากการที่คนหัวอ่อนอย่างยัยเด็กนี่ชอบเอาความคิดเห็น ‘ส่วนตัว’ ของพวกเธอ ไปทะเลาะกับผัวมัน
เช่นเอาเรื่องความสัมพันธ์แบบเปิดของเมธัสไปเล่าให้ผัวฟัง หรือไม่ก็พูดว่าไพลินบอกให้ทำเรื่องนี้อย่างนั้น เรื่องนั้นอย่างนี้ จนบางครั้งชวินทร์ก็คงรำคาญชื่อของเธอสองคนเต็มที ซึ่งประเด็นสำคัญคือทุกคนไม่ได้รู้จักกันแค่ปีสองปี แต่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน เรียกพวกเธอเป็นไม้กันหมาก็ได้ ตอนที่รุ่นพี่อย่างชวินทร์เข้ามาจีบพู่กลิ่นเมื่อสิบกว่าปีก่อนหน้า
“พวกฉันต้องรีบกลับไปเคลียร์คนไข้ ไว้เล่าทีหลังได้ไหมที่รัก” แต่ยังไม่ทันที่จะให้พู่กลิ่นระบายอะไร เมธัสก็เอ่ยขึ้นมา ทำท่าทางเร่งรีบทั้งที่ความจริงหมอที่โรงพยาบาลเอกชน ไม่น่าจะต้องกระหืดกระหอบขนาดนั้น
“วันนี้มีอะไรกัน ทำไมพวกแกดูรีบร้อนกันจัง” เกิดเป็นความแปลกใจจนพู่กลิ่นต้องเอ่ยถาม
“วันนี้มัน Friday Night ไง...” ไพลินเอ่ยตอบแม้ว่าของกินยังเต็มปาก “นาน ๆ ทีฉันสองคนจะว่างพร้อมกัน แถมเป็นศุกร์หรรษาอีก ก็เลยนัดเพื่อนมาดื่ม ว่าจะฉลองกันยาวไปถึงเช้าวันจันทร์”
“แกก็ไปด้วยกันสิพู่ จะได้มีเวลาเล่าให้พวกฉันฟังยาว ๆ ไง” ชายหนุ่มที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อย แม้แต่เศษผักก็ไม่ให้เหลือคราบ เอ่ยขึ้นพร้อมกับเช็ดมือเช็ดปาก “ไปเถอะ แกไม่ได้เที่ยวมานานแค่ไหนแล้ว อยู่กับคนแบบนั้นถ้าไม่ระบายออกเดี๋ยวก็ได้อกแตกตาย”
เมื่อไพลินได้ยินอย่างนั้น คุณหมอสาวก็รีบพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยเสริม “วันนี้เขาก็กลับดึกไม่ใช่หรือไง”
“ก็ใช่” ซึ่งดึกของชวินทร์ ก็เป็นเที่ยงคืนตีหนึ่ง พู่กลิ่นเริ่มมีความคิดที่เอนเอียง เห็นด้วยอย่างที่เพื่อนบอกทุกประการ เพราะป่านนั้นเธอก็คงกลับถึงบ้าน ชวินทร์คงไม่ว่าอะไร “แต่ยังไงก็ไม่ได้”
หากความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะเธอมีภารกิจหลายอย่างที่ต้องทำ
เช่นนั้นแล้ว หญิงสาวเลยต้องปฏิเสธ เพราะถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญหรือมองที่ความจำเป็น ที่สุดแล้วความต้องการของเธอมักจะอยู่ในอันดับสุดท้าย จนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีวันไหนบ้างที่เธอได้ทำเพื่อตัวเอง
หลังจากที่พูดคุยกับเพื่อนเสร็จ พู่กลิ่นก็ตรงกลับบ้าน... กลับไปเตรียมของว่างเป็นขนมปังง่าย ๆ มาพร้อมกับชาเขียวแบบไม่มีน้ำตาล แบบกินง่ายถ่ายคล่อง
ก่อนจะเดินทางออกจากบ้านอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนของลูกชาย
ทันทีที่ไปถึงโรงเรียนเตรียมฯ ชื่อดัง ที่เธอกับสามีเป็นเด็กเก่าเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว คุณแม่ยังสาวก็เดินลงไปยืดเส้นยืดสาย ด้วยการทอดน่องไปเรื่อย ๆ สายตาก็เหลือบหาของกินง่าย ๆ สำหรับเด็กผู้ชาย ยิ้มออกมาเมื่อเจอของชอบของตัวเองในเยาว์วัย
“ลูกชิ้นรวมยี่สิบบาทหนึ่งชุด... เอ่อ... ขอเพิ่มเป็นห้าชุดนะคะ”
“รวมยี่สิบ ห้าชุดนะคะ”
“ค่ะ”
พู่กลิ่นขานรับไปอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตากลมโตมองที่ลูกชิ้นสีสดที่ไหลวนอยู่ในหม้อทอดก็ได้แต่กลืนน้ำลาย จากตอนแรกตั้งใจจะสั่งมากินเอง ก็ต้องเปลี่ยนใจในภายหลัง กลายเป็นสั่งแบบจุก ๆ เพื่อเอาไปฝากเพื่อนของลูกชาย เพราะนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่ควรกินของพวกนี้
