บทที่ 4 คุณแม่บ้าน (ยังสาว) 3
อันเนื่องมาจากว่าทั้งพ่อทั้งลูกเอง ต่างก็ไม่ชอบของทอดโดยเฉพาะของแปรรูปแบบที่ล่องลอยอยู่ในหม้อน้ำมันแบบนั้น
ซึ่งเธอเองก็ควรจะเข้าเมืองตาหลิ่ว เมื่อทั้งบ้านกินแบบนั้นเธอก็ไม่ควรที่จะกินแตกต่าง และพยายามบอกให้ตัวเองคิดในแง่ดีเข้าไว้ ว่าการไม่กินของทอด ไม่กินของไม่มีประโยชน์ และมุ่งเน้นกินแต่ของดี ๆ
อย่างน้อยก็ดีต่อสุขภาพ ที่สำคัญพู่กลิ่นยังเป็นแม่ที่หุ่นดี ต่อให้เธอจะอวบอัดไปบ้าง หากก็เป็นทรวดทรงองเอวที่ใคร ๆ ต่างก็อิจฉา
ดูอย่างตอนนี้สิ... ไม่ว่าเด็กนักเรียนหรือผู้ปกครองคนอื่นต่างก็มองเข้ามา ซึ่งพู่กลิ่นเดาออกหรอกน่าว่าสายตาที่มองมามันเต็มไปด้วยความชื่นชม ยิ่งเธออยู่บนส้นสูงแบบนี้ยิ่งเสริมให้ดูดีเข้าไปใหญ่
“แม่มาที่นี่ทำไม”
แต่ระหว่างที่กำลังจ่ายเงินให้กับคุณป้าขายลูกชิ้น จู่ ๆ เสียงคุ้นเคยของคนเป็นลูกก็ดังขึ้นข้างกาย หากคำถามที่เขาใช้ มันช่างคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยได้ยินมาจากใครสักคนก่อนหน้านี้ จนพู่กลิ่นต้องค้อนขวับเข้าให้
“แม่ก็มารับลูกไง” ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ติดจะน้อยใจ จากนั้นก็หันไปรับไหว้กลุ่มเพื่อนของลูกชายที่กำลังเดินเข้ามาทักทาย “สวัสดีค่ะเด็ก ๆ ... มานี่เร็ว เลิกเรียนมาเหนื่อย ๆ มากินลูกชิ้นกัน น้าสั่งไว้ให้คนละถุงเลยนะ ถ้าไม่พอก็สั่งเพิ่มได้ หรือใครอยากกินอะไรก็บอกนะ”
“ขอบคุณคร้าบบบ” เหล่าเด็กผู้ชายวัยรุ่นหลายคนยกมือไหว้และส่งเสียงขอบคุณอย่างพร้อมเพรียง ทำเอาคุณแม่คนสวยยิ้มกว้าง
แต่ใบหน้างามที่ระบายไปด้วยรอยยิ้มก็ต้องหุบฉับ เพราะหลังจากเบือนหน้ากลับมามองลูกชายตัวดี เธอก็ได้พบกับหน้าตาบูดบึ้งของเขา ก่อนที่ร่างผอมโย่งของเด็กชายวัยสิบห้าจะเดินกระแทกส้นไปขึ้นรถตู้ของที่บ้าน
งงละสิทีนี้ พู่กลิ่นได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ท้ายที่สุดก็ต้องหันไปถามกับเด็กพวกนั้น
“วินด์เป็นอะไรเหรอ เขาโกรธน้าเรื่องอะไรกัน”
หนึ่งในนั้นก็หัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างสุภาพ “ก็วันนี้น้าพู่บอกว่าจะไม่มารับวินด์นี่ครับ เมื่อวานวินด์ขอกลับบ้านเอง น้าพู่ลืมหรือเปล่า”
“ตายจริง... น้าลืมน่ะสิ” พู่กลิ่นอุทานออกมา เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานเธอรับปากกับลูกไว้ ว่าวันนี้จะยอมให้เขากลับบ้านเองก็ได้ หลังจากที่เธอไปรับไปส่งตั้งแต่เล็กจนกระทั่งชวินบุตรใกล้จะจบมัธยมต้น “น้าไปก่อนนะ ต้องไปขอโทษวินด์ก่อน แต่พรุ่งนี้น้าสัญญาว่าจะไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลย”
พู่กลิ่นร้อนรน จากนั้นก็รีบรับปากกับเหล่าเด็ก ๆ เพราะเข้าใจว่าเหล่าพ้องเพื่อนก็คงอยากใช้เวลาด้วยกันหลังเลิกเรียนบ้าง ซึ่งเธอไม่รู้หรอกว่าบ้านอื่นเป็นอย่างไร เขาปล่อยให้ลูกไปกลับเองตอนไหน แต่บ้านเธอดูเหมือนว่าจะช้ากว่าใครไปมาก
เพราะไม่อย่างนั้นชวินบุตรคงไม่ทำสีหน้าไม่พอใจ งอนตุ๊บป่องต่อหน้าเพื่อนแบบนั้น
หลังจากจ่ายเงินและให้ค่าขนมกับเด็ก ๆ ไปอีกเล็กน้อย คุณแม่คนสวยก็จ้ำอ้าวกลับไปที่รถแทบจะทันที ตั้งสติเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสให้ประตูรถเปิดออกอย่างอัตโนมัติ และเมื่อเห็นลูกชายกำลังกินขนมที่เตรียมมาให้ พู่กลิ่นก็เดินขึ้นไปนั่งพร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจ
“วินด์ แม่ขอโทษได้ไหม... แม่ลืมจริง ๆ นะ... จริง ๆ ถ้าแม่จำได้แม่ไม่โผล่หน้ามาให้วินด์เห็นหรอก”
รีบสาธยายออกไปอย่างร้อนรน รู้สึกผิดที่ทำให้ลูกผิดหวัง เพราะอันที่จริงแล้ว ชวินบุตรก็ถือว่าเป็นลูกชายที่มีความอดทนมาก ทั้งที่เขาตัวสูงใหญ่ เข้าสู่วัยรุ่นก่อนเพื่อนแต่ก็ยังยอมเชื่อฟัง ต่อให้อยากเที่ยวเล่น อยากกลับบ้านเองบ้าง แต่ลูกชายคนนี้ก็มักจะยอมให้กับคำรบเร้าของเธอในทุกครั้ง แค่เพียงแม่เอ่ยปาก แม้หน้าจะบึ้งเหมือนพ่อแต่ก็ยอมให้
เช่นเรื่องที่ขอกลับบ้านเองก็เหมือนกัน เขาขอครั้งแรกตอนอยู่มัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง แต่พู่กลิ่นก็เลื่อนมาเรื่อย ๆ ให้เดดไลน์ไว้ที่ตอนขึ้นมัธยมสาม กระทั่งตอนนี้เขาเปลี่ยนจากเด็กชายเป็นนายผ่านไปตั้งหลายเดือน แต่เธอก็ยังลืมจนได้
“วินด์เอาที่แม่สบายใจละกัน จะมารับจนถึงมอหกก็ได้” แต่คนเป็นลูกไม่มีท่าทีโกรธเคืองเหมือนเมื่อกี้ “วินด์แค่ไม่ชอบที่แม่กลับคำไปมา พูดอย่างทำอย่าง... ถ้าเกิดว่าวันนี้วินด์กลับไปก่อน แม่ก็ต้องเสียเวลามารอเก้อ วินด์ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น”
เห็นไหมล่ะว่าเขาเป็นเด็กดีแค่ไหน... พู่กลิ่นยิ้มออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำอธิบาย เพราะต่อให้ชวินบุตรจะเผลอแสดงอาการหงุดหงิด แต่เหตุผลของเขาก็ช่างน่ารัก ทำเอาคนเป็นแม่ยิ้มจนหน้าบาน อดไม่ได้ที่จะโน้มตัวเข้าไปหอมแก้มลูกชายฟอดใหญ่
“งั้นวันนี้เราไปหาอะไรกินกันสามคนไหม ลุงจอม แม่ แล้วก็วินด์ กินข้าวนอกบ้านกัน”
“คุณพ่อล่ะครับ”
“คุณพ่อคงกลับดึก ๆ อาจจะดึกมาก” ไม่รู้สิ เขาไม่เคยบอกเวลาที่แน่นอน เธอเองก็ไม่อยากเซ้าซี้เอาความ
“ไม่ดีกว่าครับ เรากลับไปกินที่บ้านดีกว่า วินด์ยังไม่หิว” และอีกตามเคย เมื่อไม่มีพ่อติดสอยห้อยตาม คนเป็นลูกก็มักจะปฏิเสธทันควัน ซึ่งคนว่างงานอย่างพู่กลิ่นเบื่อ เธอยังไม่อยากกลับบ้าน... อยากอยู่ข้างนอกอีกสักพัก “แต่วินด์อยากได้หนังสือเล่มใหม่ แม่พาวินด์ไปหน่อยได้ไหม ถ้าเบื่อก็เดินเล่นรอ หรือถ้าหิวแม่ก็หาอะไรกินก่อนก็ได้”
ราวกับคนเป็นลูกรู้ว่าเธอคิดอะไร เพราะหลังจากที่ปฏิเสธแล้วพู่กลิ่นหน้าม่อยลง ลูกชายสุดที่รักก็หาทางออกให้ฉับพลัน ทำเอาคนเป็นแม่ดีใจจนพยักหน้ายิก ๆ ราวกับเด็กน้อยตอบรับแทบไม่ทัน
“งั้นไปที่ห้างฯ... กันนะครับ” ลุงจอมก็รู้ใจเหลือเกิน คนขับรถเอ่ยถามคุณหนูเล็ก ด้วยชื่อห้างฯ ที่ไปกันเป็นประจำและออกรถทันทีที่ชวินบุตรตอบรับ
