บทที่ 5 คุณแม่บ้าน (ยังสาว) 4
ด้านพู่กลิ่นเองก็ดีใจที่ไม่ต้องกลับบ้านเร็วจนต้องฮัมเพลงออกมา นึกขึ้นได้ก็เอ่ยเรื่องที่รับปากลูกไว้อีกครั้ง
“พรุ่งนี้แม่จะไม่มารับวินด์แล้ว” ก่อนจะเอ่ยขึ้นเพื่อย้ำถึงสัญญาที่เคยให้ไว้ “แต่ก็ยังอยู่ในข้อตกลงนะ ตอนเช้าต้องให้แม่มาส่งเหมือนเดิม หลังเลิกเรียนต้องติดต่อได้ตลอด ห้ามปิดเครื่อง ห้ามแบตฯ หมด เพาเวอร์แบงก์ต้องติดกระเป๋าตลอด ไปไหนที่นอกเหนือเส้นทางต้องบอกแม่หรือไม่ก็ลุงจอมไว้ และที่สำคัญต้องถึงบ้านก่อนหนึ่งทุ่ม... เอาไว้วินด์ขึ้นมอปลาย เมื่อไหร่ แม่จะขอคุณพ่อยืดเวลาให้นะ”
ประโยคหลังพู่กลิ่นเอี้ยวตัวไปกระซิบที่ข้างหูลูกชาย ให้คำมั่นสัญญากับวัยรุ่นไป แม้ว่าความหนักใจจะตกอยู่ที่เธอก็ตาม
ด้านชวินบุตรเองก็เหยียดยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปทำหน้าเฉยเมยเช่นปกติ ซึ่งพู่กลิ่นก็ชินแล้วแหละ กับการมีสามีและลูกที่มีความบกพร่องในการแสดงอารมณ์ออกมา ซึ่งน่าสงสัยจริง ๆ ว่าเธอเป็นคนอุ้มท้องเขามาเก้าเดือน แต่ทำไมถึงไม่มีสักเสี้ยวที่ได้เธอบ้าง
โอเค หน้าตาอาจจะมีคล้ายอยู่ หลายอย่างบนเครื่องหน้าของลูกชายก็อ่อนหวานถอดคนเป็นแม่มา เด่นชัดที่สุดคงจะเป็นปากและดวงตา ส่วนโครงหน้านั้นเหมือนพ่อ คิ้วเข้ม จมูกโด่ง คางยาว ดูคล้าย ชวินทร์มากกว่าเธอ แต่ช่างเถอะ ในความเป็นจริงแล้ว ได้เธอไปก็เท่านั้น เพราะท้ายที่สุดชวินบุตรก็ยังมึนตึงเหมือนคนเป็นพ่ออยู่ดี
“แม่ขอโทษแทนคุณพ่อได้ไหมที่เขาทำกับลูกขนาดนี้” เมื่อเห็นว่าลูกชายกินเสร็จ พู่กลิ่นก็เอนตัวไปคล้องแขนก่อนจะซบลงไปบนไหล่ที่เริ่มกว้าง “เขาก็เข้มงวดเป็นปกติแหละ ตอนที่แม่อายุเท่าวินด์แม่โดนหนักยิ่งกว่าอีกนะ”
“เหรอ แม่โดนอะไรบ้างล่ะ” ชวินบุตรชักสงสัย ว่าในยุคที่ต่างกันแค่สิบกว่าปี คนเป็นแม่เจออย่างไรบ้าง
“ตอนแรกแม่ก็เป็นเหมือนเด็กทั่วไป ไม่สิ อาจจะแก่แดดกว่าเด็กทั่วเลยละ” ร่างกลมกลึงเอี้ยวตัวขึ้นมานั่งตัวตรงปกติ ก่อนจะเล่าถึงความหลังที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน “คุณตาปล่อยให้แม่มาโรงเรียนเองตั้งแต่วันแรกเลยด้วยซ้ำ กลับก็กลับเอง ไม่กำหนดเวลา แต่แม่ก็ไม่เคยกลับเกินหกโมงเย็นหรอก แต่หลังจากที่ท้องวินด์นั่นแหละหายนะ ตอนนั้นคุณพ่ออยู่มอหก แม่อยู่มอสาม นับตั้งแต่นั้นแม่ก็ไม่มีโอกาสได้ขึ้นรถเมล์อีกเลย”
เพราะที่บ้านของชวินทร์เคร่งเครียดกับเรื่องนี้มาก ส่วนสามีเองก็เครียดยิ่งกว่า ต่อให้ในตอนนั้นชวินบุตรจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาด พู่กลิ่นท้องในวัยเรียน วันที่อายุยังไม่ถึงสิบห้าดีดักด้วยซ้ำ แต่ที่บ้านของสามีกลับเป็นห่วง ทั้งพ่อทั้งแม่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเธอมาก
เพราะการตั้งท้องในคุณแม่วัยใสก็เป็นอะไรที่เสี่ยงอยู่เหมือนกัน ซึ่งในครอบครัวที่มีความรับผิดชอบสูง และเป็นทนายที่รักความยุติธรรมกันทั้งบ้าน ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ต้องตั้งใจ ตั้งมั่นและทำสุดความสามารถ
“ยิ่งตอนที่วินด์คลอดออกมายิ่งแล้วใหญ่ ตอนนั้นแม่เพิ่งอายุสิบห้าเองนะ แต่แม่ต้องทำทุกอย่างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นให้นม ป้อนข้าว อาบน้ำ กล่อมลูกนอนกล่อมลูกหลับ ต่อให้มีพี่เลี้ยงคอยช่วยก็จริง แต่คุณย่าก็ฝึกให้แม่ทำทุกอย่าง จนกระทั่งแม่เก่งอย่างทุกวันนี้ได้”
ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคดีหรือโชคร้ายของพู่กลิ่นก็ไม่ทราบ ที่จับพลัดจับผลูได้มาอยู่กับความเข้มงวดนี้
“วินด์คงทำให้แม่ลำบากมากสินะ”
อ้าว... พู่กลิ่นทำหน้างง เธอพูดด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ทำไมคนเป็นลูกถึงเข้าโหมดเศร้าเช่นนี้ได้
ซึ่งอันที่จริงเธอเองก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องที่ลำบากอะไร กลับมีความสุขมากด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นต่อให้ไม่ได้เรียนต่อ แต่เธอก็ยินดีที่ได้ดูแลลูกด้วยตัวเอง ที่สำคัญไปกว่านั้นคือได้อยู่กับคนที่เธอรัก
“ลำบากอะไรกัน แม่มีความสุขมากต่างหาก” เอาสิ เมื่อเศร้ามาเธอก็สดใสกลับเลยเป็นไง พู่กลิ่นเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ ไม่พอยังเอื้อมไปทาบมือกับแก้มทั้งสองข้างของลูกไว้ “วินด์ทำให้แม่มีความสุขมาก ๆ ต่อให้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนอย่างคุณพ่อก็ตาม”
ซึ่งประโยคต่อมามันก็ทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาได้ เพราะจริงของแม่แหละ
ถ้าหากจะให้เทียบระหว่างเขากับคนเป็นพ่อ แม่คงจะเหนื่อยและหนักใจกับคนหลังมากกว่า เพราะยิ่งเขาโต เขาก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนเรื่องมาก
ซึ่งประเด็นที่สำคัญคือการได้เข้าใจว่าพ่อเป็นอย่างไร และรู้สึกเห็นใจแม่สุด ๆ ที่ต้องรับมือกับท่าน
“วินด์ไม่ต้องกังวลถึงเรื่องในอดีตหรอกนะ ต่อให้วินด์จะคิดว่าตัวเองเกิดจากความผิดพลาด แต่สำหรับคุณพ่อกับแม่แล้ว วินด์คือความรัก แม้ว่าเราสองคนจะมีลูกในวันที่ไม่มีใครพร้อมเลย... แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราก็ยังเลือกที่จะรักและมีวินด์เหมือนเดิมอยู่ดี”
