บทที่ 6 ภรรยาดีเด่น 1

“วินด์แน่ใจแล้วเหรอว่าจะเรียนสายวิทย์”

หลังจากที่เดินดูหนังสือรอบร้านไปสักพัก หลอกล่อให้ไปทางหนังสือวาดรูปหรือไม่ก็พวกงานศิลปะ แต่สุดท้ายคนเป็นลูกก็มาหยุดเลือกหนังสือเตรียมสอบอยู่ดี พู่กลิ่นเลยเอ่ยถามออกมาด้วยความหนักใจ เพราะเธอไม่อยากให้ลูกเคร่งเครียดกับมันมาก อยากให้ชวินบุตรเรียน ๆ เล่น ๆ ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย หรือไม่ก็เป็นเด็กวาดเขียน อาร์ตจ๋าไปเลยยิ่งดี

ไม่ต้องรีบโตไปหน้าเคร่งเหมือนคนเป็นพ่อก็ได้ เพราะเอาเข้าจริง แค่รับมือกับชวินทร์คนเดียวเธอก็ปวดหัววันเว้นวัน

“ไม่ลองพิจารณาสายศิลป์ หรือไม่ก็พวกภาษาบ้างล่ะ... แม่ว่าน่าจะเหมาะกับวินด์น้า” เพราะมันไม่น่าจะเครียดเท่าไรมั้ง ไม่รู้สิ... เธอก็ให้คำแนะนำลำบาก เนื่องจากเธอเองต่อให้มีวุฒิฯ มอปลาย แต่ก็ได้มาจากการเรียน กศน. ความรู้เท่าหางอึ่ง ไอ้ที่เคยเรียนเก่งตอนอยู่มอต้นก็โยนทิ้งไปหมดละ

“วาดรูปสามเหลี่ยมยังเบี้ยวเลยแม่” วิชาศิลปะเป็นวิชาที่ชวินบุตรไม่ถนัดที่สุด ถ้าเกลียดได้ก็คือเกลียด แต่ไม่รู้ทำไมคนเป็นแม่ก็เชียร์จัง “เราสองคนเหมือนกัน แม่อย่าบิลด์เลย มันไม่มีทางเป็นไปได้”

พอลูกพูดมาอย่างนั้น พู่กลิ่นเลยต้องก้าวขาไปข้าง ๆ จากนั้นก็วางหนังสือพื้นฐานการวาดรูปลงไปที่เดิม ก่อนจะก้าวกลับมาแล้วพึมพำกับคนเป็นลูก “แม่ก็คิดว่าวินด์จะเหมือนคุณพ่อนี่นา ตอนเด็ก ๆ เขาวาดรูปเก่งนะ ประกวดสีน้ำ สีไม้ก็ชนะทุกรายการอย่างกับล็อกมง”

“แล้วแม่ล่ะ แม่เป็นยังไงบ้าง”

“แม่เหรอ... แม่ก็อยู่สายวิชาการจ๋าเลย เรื่องวาดรูปก็เหมือนวินด์นั่นแหละ แค่สามเหลี่ยมยังเบี้ยวไง” พู่กลิ่นหัวเราะออกมา ยิ้มจนตาหยีเมื่อเล่าเรื่องน่าอายให้คนเป็นลูกฟัง แล้วอย่างนี้เธอยังมีหน้าไปบอกให้ลูกเรียนศิลปะ ทำเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายทั้งที่เธอก็ไม่เอาอ่าวเหมือนกัน

“ปีหน้าวินด์จะเรียนกวดวิชานะแม่”

แต่แล้วอารมณ์ชื่นบานของคนเป็นแม่ก็ต้องหายไป เมื่อจู่ ๆ ลูกชายก็เอ่ยออกมาอย่างนั้น เป็นน้ำเสียงที่จริงจัง สีหน้าท่าทางที่แสดงออกมาก็เคร่งเครียดเสียจนพู่กลิ่นปวดขมับ

“อะไรกัน วินด์ไม่น่าจะต้องเรียนหรอกมั้ง” พู่กลิ่นจะเป็นลม แต่เสียงที่ถามลูกชายก็ยังอ่อนหวาน “เท่าที่ดู วินด์ก็น่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยอยู่แล้วละ คุณพ่อยังไม่บังคับให้เรียนเลยลูก แล้ววินด์จะเรียนไปทำไม”

“วินด์แค่อยากแน่ใจว่าจะสอบได้”

สอบได้อยู่แล้วละ... ต่อให้ไม่เรียนกวดวิชาชวินบุตรก็สอบติดแน่ แม้ว่าเธอไม่ได้เรียนสูงอย่างคนอื่น พู่กลิ่นก็มั่นใจในความมุ่งมั่นตั้งใจของลูก อีกอย่างชวินทร์เองก็ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น ซึ่งถ้าคนเป็นพ่อที่เข้มงวดเรื่องการเรียนยิ่งกว่ายืนยัน มันก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงนี่นา

หรือมันมีอะไรบางอย่างที่ลูกไม่อยากบอกเธอ?... แล้วไอ้บางอย่างนั้นมันคืออะไรล่ะ บ้าจริงที่เธอเองก็ไม่กล้าถาม พู่กลิ่นมืดแปดด้าน เพราะไม่รู้ว่าต้องจัดการกับลูกชายวัยรุ่นในยุคนี้อย่างไร

“วินด์จะสอบเข้าคณะไหน บอกแม่ได้ไหม... แม่จะได้ไปปรึกษาคุณพ่อให้” เผื่อเป็นคณะง่าย ๆ พู่กลิ่นจะได้เป่าหูสามีตัวดีว่าไม่ต้องอนุญาต เพราะเธอไม่เอานะ ไม่เอาลูกชายที่หน้าตึงแบบเขา “วินด์ชอบวิทยาศาสตร์นี่นา เอาเป็นอะไรดี คหกรรมไหมลูก”

แล้วคหกรรมมันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ไหมวะ ก็คงจะเกี่ยวละมั้ง... อาหารไง ไม่รู้เว้ยไม่เคยเรียนเหมือนชาวบ้าน

“ยังไม่ตัดสินใจหรอกแม่ แต่เดี๋ยววินด์คุยกับคุณพ่อเองก็ได้... แม่ไม่ต้องห่วง วินด์ไม่ทำอะไรออกนอกลู่นอกทางหรอกน่า”

คนเป็นลูกให้ความมั่นใจ ซึ่งพู่กลิ่นก็ยังหน้าเบ้ ไม่รู้สิ... เธออาจเป็นแม่ที่แย่ละมั้ง ที่ไม่อยากเห็นลูกตัวเองเป็นคนเก่งกาจ ไม่อยากให้เขาเป็นเหมือนพ่ออย่างชวินทร์ ที่เห็นงานสำคัญกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ สำคัญกว่าคนที่ใช้ลมหายใจเดียวกันในทุกคืนด้วยซ้ำ

อีกอย่าง กว่าจะเป็นคนเก่งได้สักคน มันต้องฝ่าฟันอุปสรรค ซึ่งเธอไม่อยากให้ลูกสะบักสะบอมแบบนั้น เธออยากเห็นเขาอยู่แบบหล่อ ๆ มีเสียงหัวเราะบ้างบางโอกาส ไม่ใช่วัน ๆ เอาแต่ทำหน้ายักษ์ นานวันก็ยิ่งไม่มีเรื่องให้ชื่นใจ

และสุดท้ายก็กลัวว่าเขาจะลืม กลัวว่าชวินบุตรจะมีโลกของตัวเองและทิ้งแม่อย่างเธอไว้ เพราะพู่กลิ่นเป็นคนเดียวในบ้านที่ไม่มีโลกส่วนตัว ถ้าไม่มีลูก เธอก็ไม่มีใคร... เธอเสียชวินทร์ให้กับงานไปคนหนึ่งแล้ว ยังจะให้เธอทำใจกับการสูญเสีย

ชวินบุตรไปอีกคนได้อย่างไร

พู่กลิ่นเริ่มคิดมาก ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอคงยิ่งกว่าแตกสลาย

“แม่ โทรศัพท์”

“หือ...? อ๋อ” แต่แล้วเสียงของลูกก็ทำให้เธอตื่นจากภวังค์ สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายยี่ห้อดังกรีดร้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้คนเป็นเจ้าของมีสติมากพอที่จะล้วงมันออกมาและกดรับ ก่อนจะเดินห่างออกจากลูกชายไปเพียงเล็กน้อย ปล่อยให้เขาเลือกสรรหนังสือเต็มที่ “น้าเมฆน่ะ”

“คุณแม่ จะมาไหม ร้านนี้มันต้องจองโต๊ะนะ ถ้าแกมาฉันจะได้เพิ่มไปอีกหนึ่ง” เสียงจีบปากจีบคอของเมธัสดังมาตามสาย สดชื่นสดใสแบบนี้การงานที่ทำอยู่คงหมดวันไปแล้วแน่ ๆ

“ไม่ได้ไปหรอก ตอนนี้อยู่ร้านหนังสือกับวินด์ ต้องกลับไปทำกับข้าวอีก” แม้อันที่จริงเธอจะอยากไปมากก็ตาม เผื่อว่าจะได้ระบายความหนักอกหนักใจที่มีไปบ้าง แต่ก็รู้ตัวดีว่าเธอไม่ใช่ตัวเปล่าเล่าเปลือย ลูกหนึ่งผัวหนึ่ง แต่ละคนก็ลิ้นสูงเสียดฟ้ากันทั้งนั้น “เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป