บทที่ 1 ตอนที่ 1 เพื่อนสนิทที่ไม่มีสิทธิ์หวง
ตอนที่ 1
เพื่อนสนิทที่ไม่มีสิทธิ์หวง
เสียงไวโอลินคลอแผ่วอยู่กลางห้องจัดเลี้ยงหรูบนชั้นสูงของโรงแรมใหญ่ แสงจากโคมระย้าส่องประกายระยิบระยับลงบนพื้นหินอ่อนสีครีม ผู้คนในชุดราตรีและสูทเรียบหรูเดินทักทายกันด้วยรอยยิ้มแบบที่ซ่อนผลประโยชน์ไว้หลังความสุภาพ ทุกอย่างดูงดงามไร้ที่ติราวกับฉากหนึ่งในภาพยนตร์ราคาแพง หากสำหรับพิรญาแล้ว ที่นี่กลับเหมือนสนามรบ เงียบ ๆ ที่เธอต้องยืนให้มั่น แม้หัวใจกำลังถูกบีบรัดทีละน้อย
เธอยืนอยู่ข้างรณภัทรเหมือนที่เคยยืนมาตลอดหลายปี ในฐานะเพื่อนสนิทที่ใครต่อใครต่างรู้ว่าเขาไว้ใจมากที่สุด พิรญาสวมชุดเดรสสีงาช้างเรียบหรู ผมยาวถูกรวบครึ่งศีรษะเผยลำคอระหง ท่วงท่าของเธอนุ่มนวล สุภาพ และไม่โดดเด่นเกินควร ทว่าในสายตาของรณภัทร เธอกลับเป็นคนเดียวในงานที่ทำให้เขามองแล้วรู้สึกเหมือนโลกที่วุ่นวายสงบลงได้ชั่วขณะ
“คืนนี้เธอเงียบกว่าปกติ” รณภัทรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำ สุขุม ทว่าดวงตาคมที่ปรายมองมานั้นมีร่องรอยใส่ใจอย่างปิดไม่มิด
“งานของคุณเต็มไปด้วยคนสำคัญ ฉันก็แค่ไม่อยากพูดอะไรผิดจังหวะ” พิรญาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่แตะอยู่บนริมฝีปาก แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามเลย
“เธอไม่เคยพูดอะไรผิดจังหวะสำหรับฉัน” รณภัทรกล่าวเรียบ ๆ ก่อนยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบช้า ๆ ราวกับถ้อยคำนั้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ทั้งที่มันทำให้หัวใจของคนฟังสั่นไหวอย่างน่าเจ็บใจ
พิรญาหันไปมองเขาเพียงครู่เดียว ก่อนรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เพราะเธอกลัวเหลือเกินว่าหากสบตาเขานานกว่านี้ ความรู้สึกที่ซ่อนมาหลายปีอาจหลุดออกมาจากแววตาโดยไม่ทันตั้งตัว รณภัทรเป็นเพื่อนสนิท เป็นคนที่เธอรู้จักตั้งแต่ยังไม่มีอะไร เป็นคนที่เคยเดินเคียงข้างกันในวันที่ล้มเหลวและวันที่ประสบความสำเร็จ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป คำว่าเพื่อนสนิทกลับยิ่งกลายเป็นโซ่เส้นบางที่พันหัวใจเธอไว้แน่นขึ้นทุกวัน
“รณภัทร ทางนี้ค่ะ” เสียงหวานมั่นใจของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้พิรญาชะงักไปเล็กน้อยก่อนหันกลับไปมอง
ชญาดาเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มงดงาม เธอสวมชุดราตรีสีเงินที่ขับผิวให้ผ่องสว่าง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจแบบผู้หญิงที่รู้ดีว่าตนเองเป็นที่จับตามอง คนรอบข้างเริ่มหันมาสนใจทันทีที่เธอหยุดยืนข้างรณภัทรอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับตำแหน่งนั้นถูกจองไว้ให้เธอมาตั้งแต่แรก
“คุณแม่คุณถามหาอยู่ค่ะ ท่านบอกว่าอยากให้เราไปพบแขกผู้ใหญ่ด้วยกันสักครู่” ชญาดาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน แต่ปลายตาที่เหลือบมองพิรญากลับแฝงความหมายบางอย่างที่คนถูกมองรับรู้ได้ชัดเจน
“ผมยังคุยกับพิรญาอยู่” รณภัทรตอบสั้น ๆ โดยไม่ได้ขยับตามคำเชิญทันที ทำให้รอยยิ้มของชญาดาแข็งค้างไปเพียงเสี้ยววินาที
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณไปเถอะ ฉันอยู่ตรงนี้ได้” พิรญารีบเอ่ยออกมาอย่างนุ่มนวล ทั้งที่คำว่า ‘เรา’ จากปากชญาดายังคงกรีดใจเธอไม่หยุด
“แน่ใจ?” รณภัทรถามเสียงต่ำ พลางมองใบหน้าของเธออย่างพยายามค้นหาความจริงที่เธอซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มสุภาพ
“แน่ใจสิ ฉันไม่ใช่เด็กที่ต้องให้คุณจูงมือตลอดเวลาเสียหน่อย” พิรญาตอบด้วยน้ำเสียงเบาแต่พยายามทำให้ดูสดใส ทั้งที่ปลายนิ้วซึ่งกำกระเป๋าคลัตช์แน่นขึ้นนั้นทรยศความรู้สึกของเธออย่างชัดเจน
รณภัทรยังคงมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมพยักหน้าแล้วเดินตามชญาดาไปยังกลุ่มผู้ใหญ่ พิรญามองตามแผ่นหลังกว้างของเขา เห็นชญาดาขยับเข้าไปยืนใกล้จนแทบจะชิดแขน เห็นผู้ใหญ่หลายคนยิ้มพอใจ เห็นสายตาของแขกในงานที่มองทั้งคู่เหมาะสมกันราวกับถูกวางไว้ในกรอบเดียวกันอย่างสวยงาม
เสียงกระซิบจากหญิงวัยกลางคนสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลลอยมากระทบหูเธออย่างไม่ตั้งใจ
“ได้ยินว่าบ้านนั้นคุยกันไว้แล้วนะคะ คงไม่นานก็มีข่าวดี”
“เหมาะสมกันมากจริง ๆ ทั้งฐานะ ทั้งหน้าตา ทั้งธุรกิจ ถ้าแต่งกันคงส่งเสริมกันน่าดู”
พิรญาก้มหน้าลงเล็กน้อย รอยยิ้มยังคงอยู่ แต่ลมหายใจกลับคล้ายติดอยู่กลางอก เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรเจ็บในฐานะอะไร เพราะหากพูดตามความจริง เธอไม่มีสิทธิ์เสียใจเลยด้วยซ้ำ รณภัทรไม่เคยบอกว่ารัก ไม่เคยให้ความหวังเกินคำว่าเพื่อนสนิท มีเพียง การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เธอเผลอคิดไปเอง ว่าเธออาจสำคัญกว่าใคร
เธอเดินเลี่ยงออกไปยังระเบียงด้านนอก ปล่อยให้เสียงดนตรีและบทสนทนาในงานจางหายอยู่เบื้องหลัง ลมกลางคืนพัดผ่านผิวแก้มเย็น ๆ แต่กลับไม่อาจดับความร้อนผ่าวในดวงตาได้ พิรญาวางมือบนราวระเบียง มองแสงไฟเมืองเบื้องล่างด้วยหัวใจที่หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
เธอเคยคิดว่าการได้อยู่ข้างเขาในฐานะเพื่อนสนิทก็เพียงพอแล้ว ขอแค่ได้เป็นคนแรกที่เขานึกถึงในวันที่เหนื่อย ได้เป็นคนที่เขาโทรหาในคืนที่โลกทั้งใบทำให้เขาอึดอัด ได้เป็นคนที่รู้จักรณภัทรในแบบที่คนอื่นไม่เคยเห็น เธอก็พอใจแล้ว แต่คืนนี้เธอเพิ่งรู้ว่าคำว่าเพียงพอนั้นเป็นคำโกหกที่เธอใช้หลอกตัวเองมาตลอด
“หนีออกมาตรงนี้เอง” เสียงของรณภัทรดังขึ้นด้านหลัง ทำให้พิรญารีบกะพริบตาไล่ความเปียกชื้นที่เริ่มเอ่อขึ้นมา
“ไม่ได้หนีค่ะ แค่ออกมารับลมนิดหน่อย ข้างในคนเยอะ” พิรญาตอบโดยไม่หันกลับไปมอง เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นสิ่งที่เธอไม่อยากให้เห็นที่สุด
“เธอโกหกไม่เก่งเลยพิรญา” รณภัทรพูดพลางเดินมายืนข้างเธอ กลิ่นน้ำหอมสะอาดเย็นของเขาลอยเข้ามาใกล้จนหัวใจเธอเผลอเต้นผิดจังหวะ
“แล้วคุณอ่านฉันเก่งเกินไปหรือเปล่า” พิรญาถามกลับเบา ๆ พร้อมหัวเราะแผ่วอย่างพยายามกลบเกลื่อน
“ฉันอ่านเธอมาตั้งกี่ปีแล้ว ทำไมจะไม่รู้ว่าเธอกำลังฝืนยิ้ม” รณภัทรเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ดวงตาคมทอดมองเสี้ยวหน้าของเธออย่างไม่ละสายตา
พิรญาเงียบไปชั่วขณะ เธออยากถามเขาว่าในเมื่ออ่านเธอออกขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เคยอ่านความรักในแววตาเธอเจอเสียที หรือบางทีเขาอาจรู้มาตลอด เพียงแต่เลือกทำเป็นไม่รู้ เพราะคำว่าเพื่อนสนิทปลอดภัยสำหรับเขามากกว่าคำว่าคนรัก
“คุณควรกลับเข้าไปข้างในนะคะ ชญาดากับผู้ใหญ่รออยู่” พิรญาพูดในที่สุด น้ำเสียงยังสุภาพ แต่ความเจ็บแฝงอยู่ในถ้อยคำนั้นอย่างยากปิดบัง
“เธอเรียกเขาเต็มชื่อแบบนี้ แปลว่าไม่ชอบใจ” รณภัทรกล่าวอย่างรู้ทัน พลางขยับเข้ามาใกล้อีกนิดจนไหล่ของเขาแทบแตะกับไหล่เธอ
“ฉันมีสิทธิ์ไม่ชอบใจด้วยเหรอคะ” พิรญาถามกลับทันที ก่อนจะชะงักเมื่อรู้ว่าตัวเองเผลอพูดตรงเกินไป
รณภัทรนิ่งไป ดวงตาคมเข้มขึ้นอย่างอ่านยาก เขายื่นมือมาจับข้อมือเธอไว้เบา ๆ แต่แรงสัมผัสนั้นกลับหนักแน่นกว่าทุกถ้อยคำที่เขาไม่ยอมพูด พิรญาก้มลงมองมือของเขา หัวใจอ่อนยวบอย่างน่าสมเพช ทั้งที่รู้ดีว่ามือคู่นี้อาจไม่ได้มีไว้ให้เธอจับต่อหน้าคนทั้งโลก
“เธอมีสิทธิ์เสมอ ถ้าเป็นเรื่องของฉัน” รณภัทรพูดช้า ๆ น้ำเสียงต่ำลึกจนทำให้ค่ำคืนรอบกายเหมือนเงียบลงไปชั่วขณะ
“อย่าพูดแบบนี้ได้ไหมคะรณภัทร ถ้าคุณไม่ได้หมายความมากไปกว่าที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งควรพูด” พิรญาเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย เธอพยายามดึงมือกลับ แต่เขากลับจับไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ฉันไม่ชอบเวลาที่เธอพูดเหมือนจะผลักฉันออกจากชีวิต” รณภัทรกล่าวด้วยแววตาเข้มจัดขึ้น ราวกับถ้อยคำของเธอไปแตะความกลัวบางอย่างในใจเขา
“ฉันไม่ได้ผลักคุณออกค่ะ ฉันแค่พยายามยืนอยู่ในที่ที่ควรยืน” พิรญาตอบพร้อมสูดลมหายใจลึก พยายามบังคับเสียงของตัวเองไม่ให้สั่นไปมากกว่านี้
