บทที่ 10 ตอนที่10 เจ็บชา
ตอนที่10
เจ็บชา
รณภัทรขยับเข้าไปใกล้ มือใหญ่ยกขึ้นเหมือนจะจับแขนเธอ แต่ก่อนที่เขาจะได้แตะต้อง เสียงประตูห้องทำงานก็เปิดออกโดยไม่มีเสียงเคาะ
“ขอโทษค่ะ ดาไม่คิดว่าคุณมีแขกอยู่” ชญาดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานนุ่ม พลางหยุดยืนตรงประตูพร้อมรอยยิ้มสวยที่ดูตกใจพอดีเกินจริง
พิรญาชะงักไปทันที รณภัทรหันขวับไปมองผู้มาใหม่ แววตาคมเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
“ผมสั่งให้คุณรอข้างนอก” รณภัทรพูดเสียงเรียบ แต่ความไม่พอใจในน้ำเสียงชัดจนบรรยากาศทั้งห้องตึงขึ้นทันที
“ดาขอโทษจริง ๆ ค่ะ พอดีผู้ช่วยบอกว่าคุณมีเวลาน้อย ดาเลยคิดว่าถ้าเข้ามาเลยจะไม่รบกวนตารางงานคุณมาก” ชญาดาพูดพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่พิรญาอย่างจงใจ
“ฉันกำลังจะออกไปพอดีค่ะ” พิรญาเอ่ยขึ้นก่อนที่รณภัทรจะพูดอะไรต่อ น้ำเสียงของเธอสุภาพอย่างไร้ที่ติ แต่ปลายนิ้วที่กำแฟ้มเอกสารแน่นขึ้นกลับบอกว่าเธอกำลังเจ็บ
“อ้าว คุณพิรญานี่เอง ดาได้ยินชื่อคุณบ่อยมากค่ะ รณภัทรพูดถึงคุณเสมอว่าเป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจที่สุด” ชญาดากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย คำว่าเพื่อนสนิทถูกเน้นอย่างนุ่มนวลแต่กรีดลึกอย่างจงใจ
พิรญายืนนิ่งเหมือนถูกผลักกลับไปยังตำแหน่งเดิมต่อหน้าคนทั้งห้อง ตำแหน่งที่เธอหนีไม่พ้น ต่อให้เมื่อคืนระหว่างเธอกับรณภัทรจะเกินเลยไปไกลเพียงใด สุดท้ายในสายตาของคนอื่น เธอก็ยังเป็นเพียงเพื่อนสนิทของเขาเท่านั้น
“ค่ะ ฉันเป็นเพื่อนสนิทของเขา” พิรญาตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แต่หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบจนเจ็บชา
รณภัทรหันมามองพิรญาทันที แววตาของเขาเจ็บปวดเหมือนอยากปฏิเสธคำตอบนั้น แต่เขากลับยังเงียบ ความเงียบเพียงไม่กี่วินาทีของเขาทำให้พิรญาเข้าใจทุกอย่างมากกว่าคำพูดใด
“ดีจังเลยค่ะ มีเพื่อนที่อยู่ข้างกันมานานแบบนี้ รณภัทรคงสบายใจมาก แต่ต่อไปถ้าดาเข้ามาดูแลเขาในบางเรื่อง อาจต้องรบกวนคุณพิรญาช่วยแนะนำด้วยนะคะ ดายังไม่รู้ใจเขาเท่าคุณ” ชญาดากล่าวด้วยน้ำเสียงหวานและถ้อยคำที่ฟังเผิน ๆ เหมือนให้เกียรติ แต่แท้จริงกลับประกาศตำแหน่งของตัวเองอย่างแนบเนียน
“ถ้าคุณชญาดาต้องการรู้อะไรเกี่ยวกับงาน ฉันยินดีช่วยค่ะ แต่เรื่องส่วนตัวของคุณรณภัทร ฉันคิดว่าเจ้าตัวคงตอบได้ดีที่สุด” พิรญาตอบอย่างสุภาพ นิ่ง และไม่ยอมให้ตัวเองเสียอาการต่อหน้าผู้หญิงอีกคน
รณภัทรมองพิรญาอย่างลึกซึ้ง เขารู้ว่าเธอกำลังเจ็บ แต่ท่าทางสงบนั้นกลับทำให้เขายิ่งรู้สึกเหมือนเธอกำลังถอยออกห่างไปอีกก้าว
“เรื่องส่วนตัวบางเรื่อง ผู้ชายมักตอบไม่เก่งหรอกค่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ใหญ่เริ่มคุยกันไว้แล้ว” ชญาดาพูดต่อพร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนขยับเข้าไปวางแฟ้มเอกสารบนโต๊ะของรณภัทรอย่างเป็นเจ้าของพื้นที่
“ผมยังไม่ได้ตกลงอะไรทั้งนั้น” รณภัทรพูดเสียงเย็นทันที คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มของชญาดาชะงักไปชั่วขณะ
“ดาทราบค่ะ แต่บางเรื่องก็เป็นความหวังดีของผู้ใหญ่ ดาแค่ไม่อยากให้คุณลำบากใจ” ชญาดารีบปรับสีหน้าเป็นอ่อนโยน พลางมองรณภัทรด้วยแววตาที่เหมือนเข้าอกเข้าใจ
พิรญายืนอยู่ตรงนั้นเหมือนคนส่วนเกิน เธอเห็นชญาดายืนใกล้โต๊ะของรณภัทร เห็นท่าทางคุ้นเคยที่ผู้หญิงคนนั้นพยายามแสดงออก เห็นรณภัทรปฏิเสธอย่างเย็นชา แต่ก็ยังไม่มีถ้อยคำใดที่พาเธอออกจากตำแหน่งเพื่อนสนิทได้เลย
“ฉันขอตัวก่อนนะคะ เอกสารโปรเจกต์วางไว้บนโต๊ะแล้ว ถ้ามีส่วนไหนต้องแก้ คุณให้ผู้ช่วยแจ้งฉันได้เลยค่ะ” พิรญากล่าวอย่างสุภาพ ก่อนก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อรักษามารยาท
“พิรญา เดี๋ยว” รณภัทรเรียกทันที น้ำเสียงของเขามีความร้อนรนปนอยู่จนชญาดาหันไปมองด้วยความสนใจ
พิรญาหยุดชั่วครู่ แต่ไม่ได้หันกลับไปเต็มตัว
“มีอะไรเกี่ยวกับงานอีกหรือเปล่าคะ” พิรญาถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ และคำว่าเกี่ยวกับงานนั้นทำให้รณภัทรเหมือนถูกตีกรอบไว้อย่างชัดเจน
รณภัทรมองแผ่นหลังของเธออย่างอัดอั้น เขาอยากบอกให้เธออยู่ อยากบอกว่าอย่าเข้าใจผิด อยากเดินไปจับมือเธอต่อหน้าชญาดาและทำให้ทุกอย่างชัดเจนเสียที แต่เสียงของครอบครัว ธุรกิจ และความรับผิดชอบมากมายยังดังอยู่ในหัวเหมือนโซ่หนัก ๆ ที่พันคอเขาไว้
“เย็นนี้ฉันจะไปส่ง” รณภัทรพูดออกมาในที่สุด เป็นคำพูดที่อ่อนแรงเกินไปสำหรับสิ่งที่พิรญาต้องการ
“ไม่ต้องค่ะ ฉันมีธุระต่อ” พิรญาตอบสั้น ๆ ก่อนเปิดประตูเดินออกไปโดยไม่หันกลับมาอีก
ประตูปิดลงอย่างนุ่มนวล แต่สำหรับรณภัทร มันเหมือนเสียงบางอย่างขาดออกจากกัน เขาหันกลับมามองชญาดาด้วยแววตาเย็นเยียบ จนรอยยิ้มของหญิงสาวค่อย ๆ จางลง
“คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาในห้องผมโดยพลการอีก” รณภัทรกล่าวเสียงต่ำ ทุกคำหนักแน่นจนคนฟังหน้าตึง
“ดาแค่ไม่รู้ว่าคุณคุยเรื่องสำคัญกับเพื่อนอยู่ ถ้าทำให้ไม่พอใจ ดาขอโทษค่ะ” ชญาดาพูดเสียงอ่อนลง แต่ดวงตากลับมีประกายไม่พอใจวูบผ่าน
“พิรญาไม่ใช่คนที่คุณจะใช้คำพูดเล่นด้วย” รณภัทรเตือนอย่างชัดเจน สายตาคมกริบราวกับตัดผ่านหน้ากากอ่อนหวานของเธอได้
“ดายังไม่ได้ว่าอะไรเธอเลยนะคะ ดาแค่ชมว่าเธอเป็นเพื่อนที่ดีของคุณ” ชญาดาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ท่าทางเหมือนไม่เข้าใจว่าตัวเองผิดตรงไหน
“อย่าทำเหมือนไม่รู้ว่าคุณพูดเพื่ออะไร” รณภัทรพูดเสียงเย็นยิ่งกว่าเดิม ก่อนเดินกลับไปหยิบแฟ้มบนโต๊ะเพื่อปิดการสนทนาอย่างชัดเจน
ชญาดามองเขานิ่ง รอยยิ้มสวยยังอยู่บนใบหน้า แต่มือที่กำสายกระเป๋าแน่นขึ้นบอกความรู้สึกแท้จริงได้ดี เธอไม่เคยเห็นรณภัทรแสดงอาการปกป้องผู้หญิงคนไหนชัดเท่านี้มาก่อน แม้เขาจะยังไม่เรียกพิรญาว่าคนรัก แต่สายตาของเขาตอนมองผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่สายตาของเพื่อนอย่างแน่นอน
“ดาเข้าใจแล้วค่ะ ต่อไปจะระวังคำพูดกับคุณพิรญาให้มากขึ้น” ชญาดาพูดเสียงหวานก่อนยิ้มอ่อน แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรักษาท่วงท่า
เมื่อเหลือเพียงลำพัง รณภัทรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาพิรญาทันที แต่สายแรกถูกตัด สายที่สองไม่มีคนรับ เขากำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีซีด ความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่คุ้นเคยค่อย ๆ ลามเข้ามาในอก
พิรญาไม่ได้โกรธแบบเดิมเธอกำลังเงียบแบบคนที่เริ่มยอมรับว่าตัวเองควรไปด้านล่างอาคาร พิรญาเดินออกจากลิฟต์ด้วยใบหน้าสงบ เธอพยายามก้าวอย่างมั่นคงผ่านโถงกว้างที่เต็มไปด้วยพนักงานและแขกของบริษัท แต่ทุกก้าวกลับหนักเหมือนมีหินถ่วงอยู่ที่ปลายเท้า คำว่าเพื่อนสนิทจากปากชญาดายังคงดังซ้ำอยู่ในหัว ประกอบกับความเงียบของรณภัทรที่ดังยิ่งกว่าคำพูดใด
เธอออกมายืนที่สวนด้านข้างอาคาร ลมอ่อนพัดผ่านใบไม้จนเกิดเสียงเสียดสีกันเบา ๆ พิรญาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดน้ำตาไม่ให้ไหล เพราะไม่อยากร้องไห้ในที่ที่เขาอาจเดินตามลงมาเห็นแต่สุดท้ายหยดน้ำตาก็ร่วงลงมาเงียบ ๆ อยู่ดี
โทรศัพท์ของเธอสั่นขึ้นในมือ ชื่อของรณภัทรปรากฏบนหน้าจออีกครั้ง พิรญามองมันอยู่นาน ก่อนกดตัดสายด้วยหัวใจที่เจ็บจนแทบชา เธอไม่ได้ตัดเพราะไม่รัก แต่ตัดเพราะกลัวเหลือเกินว่าหากได้ยินเสียงเขา เธอจะกลับไปยืนในที่เดิมอีก
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังขึ้นด้านหลัง พิรญาไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร เพราะหัวใจของเธอจำเขาได้ก่อนสายตาเสมอ
“ทำไมตัดสายฉัน” รณภัทรถามเสียงต่ำเมื่อหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว น้ำเสียงของเขามีทั้งความร้อนรนและความเจ็บปวด
“ฉันไม่อยากคุยค่ะ” พิรญาตอบโดยยังหันหน้าไปทางต้นไม้ ไม่ยอมให้เขาเห็นน้ำตาที่ยังเปื้อนแก้ม
“แต่ฉันอยากคุย เธอจะเดินหนีทุกครั้งที่เจ็บแบบนี้ไม่ได้” รณภัทรกล่าวพลางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น ความอัดอั้นทำให้เสียงของเขาหนักกว่าที่ตั้งใจ
“แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไงคะ ยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น ฟังผู้หญิงอีกคนบอกว่าต่อไปเขาจะดูแลคุณ แล้วฉันต้องช่วยแนะนำเพราะฉันรู้ใจคุณดีอย่างนั้นเหรอ” พิรญาหันกลับมาถาม ดวงตาแดงก่ำทำให้รณภัทรนิ่งงันไปทันที
“ชญาดาไม่มีสิทธิ์พูดแบบนั้นกับเธอ” รณภัทรพูดเสียงต่ำ สีหน้าเย็นลงเมื่อนึกถึงคำพูดของชญาดา
“แต่เขาพูดได้ค่ะ เพราะเขามีตำแหน่งที่ทุกคนกำลังยื่นให้ ส่วนฉันมีแค่ความลับที่คุณขอให้เก็บไว้” พิรญากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น แต่ยังพยายามยืนให้ตรงต่อหน้าเขา
รณภัทรเหมือนถูกคำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางอก เขาก้าวเข้ามาใกล้และยื่นมือจะจับไหล่เธอ แต่พิรญาถอยหลังทันที ทำให้มือของเขาค้างอยู่กลางอากาศ
“อย่าถอยจากฉันแบบนี้” รณภัทรพูดเสียงแหบลง ความเจ็บในดวงตาคมชัดเจนอย่างที่เขาไม่อาจซ่อนได้อีก
“ฉันไม่ได้อยากถอยค่ะ แต่คุณไม่เคยสร้างที่ให้ฉันยืน” พิรญาตอบ น้ำตาไหลลงมาอีกครั้งแม้เธอพยายามกลั้นไว้สุดแรง
“ฉันบอกแล้วว่าฉันจะจัดการทุกอย่าง” รณภัทรกล่าวอย่างอัดอั้น มือทั้งสองกำแน่นข้างลำตัว เพราะไม่อาจกอดเธอได้ในเมื่อเธอไม่ยอมให้เข้าใกล้
“คุณบอกว่าคุณจะจัดการ แต่ทุกครั้งที่ฉันต้องเจ็บ คุณก็ยังให้ฉันรออยู่ดี” พิรญาพูดช้า ๆ เหมือนแต่ละคำต้องใช้แรงทั้งหมดในหัวใจ “ฉันรอคุณมานานมากแล้วนะรณภัทร รอในฐานะเพื่อน รอในฐานะคนที่แอบรัก และตอนนี้ต้องรอในฐานะผู้หญิงที่คุณไม่กล้าบอกใครว่าเคยกอดไว้ทั้งคืน”
ใบหน้าของรณภัทรเผือดลงทันที เขามองเธอด้วยแววตาเจ็บปวดลึกจนแทบพูดไม่ออก
“ฉันไม่ได้ไม่กล้าเพราะเธอไม่มีค่า” รณภัทรพูดเสียงต่ำลงมาก ราวกับกำลังขอร้องให้เธอเชื่อคำนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะพัง
“แต่ผลลัพธ์มันทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นค่ะ” พิรญาตอบอย่างเจ็บปวด ก่อนยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้ม “ฉันไม่อยากเป็นคนที่คุณต้องคอยปกป้องในที่ลับ แต่ปล่อยให้ถูกทำร้ายในที่แจ้งอีกแล้ว”
“พิรญา...” รณภัทรเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ดวงตาคมมีความสั่นไหวเหมือนคนกำลังสูญเสียบางอย่างไปต่อหน้า
“วันนี้ฉันขอกลับก่อนนะคะ ฉันทำงานส่วนที่ต้องทำเรียบร้อยแล้ว ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม ส่งอีเมลมาก็ได้ค่ะ” พิรญาพูดพร้อมบังคับตัวเองให้ก้าวถอยหลังอีกครั้ง น้ำเสียงกลับไปสุภาพจนเหมือนกำแพงสูงตระหง่าน
“เธอจะเปลี่ยนฉันให้เป็นแค่คนร่วมงานจริง ๆ เหรอ” รณภัทรถามด้วยน้ำเสียงเจ็บลึกกว่าที่เคย สีหน้าของเขาเหมือนคนไม่อยากเชื่อว่าพิรญาจะผลักเขาออกไปถึงขนาดนั้น
“ฉันไม่ได้เปลี่ยนค่ะ คุณต่างหากที่ไม่เคยให้ฉันเป็นอะไรได้มากกว่านั้นต่อหน้าคนอื่น” พิรญาตอบเบา ๆ ก่อนหันหลังเดินจากไป
รณภัทรยืนอยู่กลางสวนข้างอาคาร มองแผ่นหลังของพิรญาค่อย ๆ ห่างออกไป ทุกก้าวของเธอเหมือนลากหัวใจเขาไปด้วย แต่เขากลับยังยืนอยู่ที่เดิม ถูกพันธนาการด้วยสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ ความกลัว และความขี้ขลาดที่เริ่มทำให้เขาเกลียดตัวเอง
พิรญาเดินขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรับด้านหน้าอาคาร เธอนั่งนิ่งอยู่เบาะหลังจนรถเคลื่อนออกไปไกล น้ำตาจึงไหลลงมาอย่างเงียบงันอีกครั้ง เธอมองตึกสูงของรณภัทรผ่านกระจกด้านหลัง เห็นมันค่อย ๆ เล็กลงเหมือนชีวิตของเธอกับเขากำลังถูกระยะทางพรากออกจากกันทีละน้อย
วันนี้เธอได้เห็นชัดแล้วว่า ชญาดาไม่จำเป็นต้องแย่งอะไรจากเธอเลยเพราะสิ่งที่เธอมีอยู่ ก็เป็นเพียงความลับที่รณภัทรยังไม่กล้ารักษาไว้กลางแสงสว่าง
และความลับนั้นกำลังกัดกินหัวใจของเธอจนแทบไม่เหลืออะไรให้เจ็บได้อีกแล้ว
