บทที่ 1 ตอนที่ 1 คืนแรกที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ตอนที่ 1
คืนแรกที่ไม่ควรเกิดขึ้น
แสงแดดยามเช้าส่องสะท้อนผนังกระจกสูงตระหง่านของอาคาร “วัชรเมธา พร็อพเพอร์ตี้” จนเกิดประกายระยิบระยับราวกับปราสาทแก้วกลางย่านธุรกิจ อาคารสูงกว่าสามสิบชั้นแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสำนักงานใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ เงินตรา และความสำเร็จที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากใฝ่ฝันอยากก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมันสักครั้งในชีวิต
เสียงรองเท้าของพนักงานดังสลับกับเสียงประตูลิฟต์ที่เปิดปิดไม่ขาดสาย บริเวณล็อบบี้ชั้นล่างเต็มไปด้วยความเร่งรีบของเช้าวันจันทร์ ผู้คนในชุดทำงานเรียบหรูเดินผ่านกันไปมา บางคนถือแก้วกาแฟ บางคนถือแท็บเล็ต บางคนกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดเหมือนทุกนาทีมีราคาสูงเกินกว่าจะปล่อยให้สูญเปล่า
ท่ามกลางความวุ่นวายที่เป็นระเบียบนั้น หญิงสาวร่างบอบบางคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูหมุนของอาคารด้วยหัวใจเต้นแรง เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อยกับกระโปรงทรงเอสีกรมท่า รองเท้าคัทชูสีดำถูกขัดจนสะอาด แม้ไม่ใช่ของราคาแพง แต่เจ้าของดูแลมันอย่างดีราวกับมันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในวันแรกของการเริ่มต้นชีวิตใหม่
มินตรา ศศิธารา สูดลมหายใจลึก ดวงตากลมหวานเงยขึ้นมองป้ายชื่อบริษัทขนาดใหญ่เหนือประตูทางเข้า มือเล็กกำสายกระเป๋าสะพายแน่นขึ้นเล็กน้อย เธอเพิ่งเรียนจบ และได้รับโอกาสให้เข้าฝึกงานในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายประสานงานโครงการของบริษัทใหญ่แห่งนี้ โอกาสที่คนจำนวนมากแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อให้ได้มา
สำหรับคนอื่น ที่นี่อาจหมายถึงบันไดสู่ความก้าวหน้า แต่สำหรับมินตรา ที่นี่หมายถึงค่ารักษาพ่อ ค่าเช่าห้อง และอนาคตเดียวที่เธอยังพอจะไขว่คว้าไว้ได้
“สู้สิ มินตรา วันนี้ต้องทำให้ดีที่สุด” เธอกระซิบกับตัวเองเบา ๆ พลางยกมือขึ้นแตะจี้รูปหัวใจเล็ก ๆ ที่แม่เคยให้ไว้ก่อนเสียชีวิต แววตาของหญิงสาวสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง
เธอก้าวผ่านประตูหมุนเข้าไปในล็อบบี้เย็นฉ่ำ กลิ่นหอมสะอาดของอาคารสำนักงานลอยแตะจมูก เสียงฝีเท้าของเธอเบากว่าคนอื่น แต่หัวใจกลับดังชัดในอก เธอเดินไปลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ยื่นเอกสารด้วยสองมืออย่างสุภาพ ก่อนจะได้รับบัตรผู้เข้าฝึกงานสีขาวห้อยสายคล้องคอ
“เชิญขึ้นไปชั้นสิบแปดนะคะ วันนี้มีปฐมนิเทศนักศึกษาฝึกงานรอบเช้า ห้องประชุมเล็กอยู่ทางซ้ายมือหลังออกจากลิฟต์ค่ะ” เจ้าหน้าที่หญิงยิ้มตามมารยาทขณะยื่นบัตรให้ และชี้ทางไปยังโถงลิฟต์ด้านใน
“ขอบคุณมากค่ะ” มินตราตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะรับบัตรมาคล้องคออย่างระมัดระวัง
ลิฟต์แก้วพาเธอขึ้นสู่ชั้นสิบแปดอย่างรวดเร็ว ภาพเมืองด้านนอกเลื่อนต่ำลงเรื่อย ๆ จนมินตรารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกพาขึ้นจากชีวิตเดิมไปสู่โลกอีกใบ โลกที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ความสามารถ และการแข่งขันที่เธอต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นหลายเท่าเพื่อยืนอยู่ให้ได้
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก หญิงสาวรีบเดินไปตามทางที่เจ้าหน้าที่บอก เธอมาถึงหน้าห้องประชุมเล็กก่อนเวลาเริ่มประมาณสิบห้านาที ภายในห้องมีนักศึกษาฝึกงานหลายคนมานั่งอยู่ก่อนแล้ว ส่วนใหญ่แต่งตัวดี ดูมั่นใจ และพูดคุยกันอย่างคล่องแคล่ว มินตราเลือกที่นั่งด้านกลางค่อนไปทางหลัง วางแฟ้มเอกสารบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ แล้วนั่งตัวตรงด้วยท่าทางสุภาพ
เสียงพูดคุยเบา ๆ รอบตัวทำให้เธอยิ่งรู้สึกถึงความแตกต่าง บางคนเล่าว่ามีญาติทำงานอยู่ในบริษัท บางคนพูดถึงมหาวิทยาลัยชื่อดังของตน บางคนพูดภาษาอังกฤษปนไทยอย่างคล่องแคล่ว มินตราเพียงนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่ได้รู้สึกด้อยค่า แต่เตือนตัวเองว่าความเงียบและความตั้งใจจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เธออยู่รอดในที่แห่งนี้
ไม่นานนัก ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็เข้ามาเริ่มการปฐมนิเทศ บรรยากาศในห้องประชุมค่อย ๆ สงบลง สไลด์แนะนำบริษัทปรากฏบนจอขนาดใหญ่ ภาพโครงการคอนโดมิเนียมหรู ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และรีสอร์ตระดับพรีเมียมถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ทุกภาพล้วนสะท้อนความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรวัชรเมธา
“วัชรเมธา พร็อพเพอร์ตี้ ไม่ได้ต้องการแค่คนเก่ง แต่ต้องการคนที่รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ และพร้อมเติบโตไปกับองค์กรค่ะ” ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ขณะกวาดสายตามองนักศึกษาฝึกงานทุกคนในห้อง
มินตราจดทุกประโยคลงในสมุดอย่างตั้งใจ ลายมือของเธอเป็นระเบียบ สวยงาม และละเอียดจนคนข้าง ๆ อดเหลือบมองไม่ได้ เธอไม่รู้เลยว่าท่าทางตั้งใจเล็ก ๆ นั้นกำลังตกอยู่ในสายตาของใครอีกคนที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าห้องประชุม
รามิล วัชรเมธา ยืนอยู่หลังผนังกระจกด้านนอกห้องประชุมพร้อมเลขาฯ คนสนิท ชายหนุ่มวัยสามสิบสามปีสวมสูทสีเข้มตัดพอดีตัว ใบหน้าหล่อคมเคร่งขรึมจนแทบไม่มีอารมณ์ใดปรากฏ เขามีดวงตาคมลึกที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกอ่านทะลุถึงความคิด และมีบุคลิกของผู้นำที่ไม่ต้องเอ่ยคำสั่งก็ทำให้คนรอบข้างระวังตัวโดยอัตโนมัติ
“รอบนี้มีนักศึกษาฝึกงานทั้งหมดสิบสองคนค่ะ ท่านประธานจะเข้าไปกล่าวต้อนรับสั้น ๆ ไหมคะ” เลขาฯ คนสนิทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ ขณะเปิดแฟ้มกำหนดการให้เขาดู
“ไม่จำเป็น แค่ดูว่าฝ่ายบุคคลจัดการเรียบร้อยหรือไม่ก็พอ” รามิลตอบเรียบ ๆ โดยไม่ได้ละสายตาจากภายในห้องประชุม
ปกติแล้วเขาไม่เคยให้ความสนใจกับการรับนักศึกษาฝึกงานมากนัก ทุกอย่างมีระบบและคนรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่เช้าวันนี้เขามีประชุมกับทีมโครงการใหญ่ที่ชั้นเดียวกัน จึงเดินผ่านมาพอดี สายตาเขากวาดผ่านคนในห้องอย่างเฉยชา จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนหนึ่ง
เธอไม่ใช่คนที่แต่งตัวโดดเด่นที่สุด ไม่ใช่คนที่นั่งแถวหน้าเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่ใช่คนที่พูดเก่งหรือยิ้มหวานให้ใคร แต่เธอนั่งตัวตรง ก้มหน้าจดทุกคำอย่างตั้งใจ ราวกับสิ่งที่กำลังฟังมีค่ามากสำหรับเธอจริง ๆ
บางอย่างในความสงบเสงี่ยมนั้นดึงสายตาของเขาไว้อย่างประหลาด
“ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร” รามิลถามขึ้นทั้งที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถาม
เลขาฯ หันมองตามสายตาของเขา ก่อนจะไล่ดูรายชื่อในแฟ้มอย่างรวดเร็ว
“มินตรา ศศิธาราค่ะ จบจากมหาวิทยาลัยรัฐ เกรดเฉลี่ยสูงมาก ได้รับคัดเลือกจากฝ่ายโครงการเพราะภาษาอังกฤษดีและประวัติการฝึกงานระหว่างเรียนค่อนข้างโดดเด่นค่ะ” เลขาฯ รายงานอย่างแม่นยำตามข้อมูลในแฟ้ม
“อืม” รามิลรับคำสั้น ๆ น้ำเสียงไม่บอกความรู้สึก แต่สายตายังไม่ละจากหญิงสาวคนนั้นทันที
ภายในห้องประชุม การปฐมนิเทศดำเนินต่อไปจนถึงช่วงพัก นักศึกษาฝึกงานทยอยลุกขึ้นไปรับเอกสารเพิ่มเติมจากโต๊ะด้านหน้า มินตราเองก็ลุกขึ้นพร้อมแฟ้มในมือ เธอเดินอย่างระมัดระวัง ไม่อยากชนใครให้เกิดความวุ่นวายในวันแรก แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะหยิบเอกสารชุดสุดท้าย พนักงานหญิงรุ่นพี่คนหนึ่งที่เดินเข้ามาส่งแฟ้มให้ฝ่ายบุคคลกลับชนไหล่เธออย่างแรง
แฟ้มในมือของมินตราหล่นกระจายลงพื้น เอกสารหลายแผ่นปลิวไปใต้โต๊ะ ความเงียบสั้น ๆ เกิดขึ้นรอบตัว แต่พนักงานคนนั้นเพียงปรายตามองเธอแล้วขมวดคิ้วเหมือนรำคาญ
“เดินระวังหน่อยสิ นี่บริษัทใหญ่ ไม่ใช่ทางเดินในมหาวิทยาลัยนะ” พนักงานหญิงพูดเสียงเรียบแต่แฝงความดูแคลน ก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่คิดช่วยเก็บแม้แต่แผ่นเดียว
มินตราชะงักไปเล็กน้อย แก้มขาวซีดลงเพราะความอาย สายตาของนักศึกษาฝึกงานบางคนหันมามอง บางคนทำเหมือนไม่เห็น บางคนแอบหัวเราะ เบา ๆ แต่เธอไม่โวยวาย ไม่เถียง ไม่ร้องขอความเป็นธรรม เธอเพียงก้มลงเก็บเอกสารทีละแผ่นอย่าง เงียบ ๆ
“ขอโทษค่ะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิด น้ำเสียงนุ่มนั้นเจือความเกรงใจจนคนฟังบางคนอาจมองว่าเธออ่อนแอ แต่คนที่ยืนมองอยู่ด้านนอกกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
รามิลมองภาพนั้นนิ่ง ดวงตาคมเข้มขึ้นเล็กน้อย ความอดทนของเธอไม่ใช่ความขลาด แต่เป็นความรู้จักควบคุมตัวเองในสถานการณ์ที่น่าอับอาย เขาเคยเห็นคนจำนวนมากตอบโต้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง แต่เด็กสาวคนนี้กลับเลือกเก็บเศษกระดาษขึ้นมาอย่างสงบ เหมือนเธอรู้ว่าการรักษางานวันแรกสำคัญกว่าการชนะใครด้วยคำพูด
มินตรากำลังเอื้อมไปหยิบเอกสารแผ่นสุดท้ายใต้เก้าอี้ มือของเธอแตะปลายกระดาษได้พอดี แต่ก่อนจะดึงออกมา รองเท้าหนังสีดำเงาวับคู่หนึ่งก็หยุดอยู่ตรงหน้าเธอเสียก่อน
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ แล้วลมหายใจแทบสะดุดเมื่อพบว่าคนตรงหน้าคือชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเข้ม ดวงตาของเขาคมนิ่งจนเธอไม่กล้าขยับ เขาก้มลงหยิบเอกสารแผ่นนั้นขึ้นมาให้ด้วยท่าทางสงบเยือกเย็น
“ของคุณ” รามิลพูดสั้น ๆ พร้อมยื่นกระดาษให้ น้ำเสียงต่ำเรียบแต่ชัดเจนจนมินตรารู้สึกเหมือนทั้งห้องเงียบลงอีกระดับ
“ขอบคุณค่ะ” มินตรารับเอกสารด้วยสองมือ พลางก้มศีรษะอย่างสุภาพ หัวใจเต้นแรงอย่างไม่เข้าใจ เพราะเพียงแค่สบตาเขา เธอก็รับรู้ได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พนักงานธรรมดา
“ครั้งต่อไป ถ้าไม่ใช่ความผิดของตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษทุกคน” เขากล่าวเสียงเรียบ ขณะมองเธอด้วยสายตาที่อ่านยาก
มินตรานิ่งไปชั่วครู่ ประโยคนั้นไม่ได้อ่อนโยนเหมือนคำปลอบ แต่กลับกระทบหัวใจเธออย่างประหลาด เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงได้แต่ก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ค่ะ ดิฉันจะจำไว้ค่ะ” เธอตอบอย่างสุภาพ น้ำเสียงเบาแต่มั่นคงกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย
รามิลมองเธออีกเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องประชุมไปโดยไม่แนะนำตัว นักศึกษาฝึกงานหลายคนเริ่มกระซิบกระซาบทันทีที่เขาเดินพ้นประตู ส่วนมินตรายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ มือกำแฟ้มแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เธอรู้ไหมเมื่อกี้ใคร” นักศึกษาฝึกงานผู้หญิงที่นั่งข้างเธอกระซิบถามด้วยดวงตาโตอย่างตื่นเต้น
“ไม่ทราบค่ะ” มินตราตอบตามตรง พลางหันไปมองประตูที่ชายหนุ่มคนนั้นเพิ่งเดินออกไป
“ท่านประธานรามิลไง เจ้าของบริษัทนี้ หล่อมาก แต่เขาว่ากันว่าเย็นชาสุด ๆ ไม่ค่อยสนใจใครเลยนะ โชคดีมากที่เขาเก็บเอกสารให้เธอ” เพื่อนร่วมรุ่นพูดเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เหมือนเพิ่งเห็นคนดังระดับตำนานเดินผ่านหน้า
มินตราชะงัก หัวใจที่เพิ่งสงบไปกลับเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง ท่านประธานรามิล วัชรเมธา ผู้ชายที่เก็บกระดาษให้เธอเมื่อครู่คือเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ ผู้ชายที่อยู่ไกลจากชีวิตเธอราวฟ้ากับดิน แต่เพียงประโยคสั้น ๆ ของเขากลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีใครมองเห็นความอึดอัดที่เธอพยายามกลืนลงไปอย่างเงียบ ๆ
มินตรารีบสลัดความคิดนั้นออกจากหัว เธอไม่ควรคิดอะไรเกินเลยกับคนระดับนั้น ไม่ควรแม้แต่จดจำสายตาคมลึกคู่นั้นนานเกินจำเป็น หน้าที่ของเธอมีเพียงทำงานให้ดี อยู่ให้รอด และหาเงินรักษาพ่อเท่านั้น
