บทที่ 2 ตอนที่ 1(45%)

หลังจบการปฐมนิเทศ นักศึกษาฝึกงานแต่ละคนถูกแยกไปยังแผนกที่ได้รับมอบหมาย มินตราถูกพาไปยังฝ่ายเลขานุการโครงการ ซึ่งกำลังยุ่งกับการเตรียมเอกสารนำเสนอโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ต้องประชุมกับนักลงทุนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เธอได้รับมอบหมายให้ช่วยจัดแฟ้ม ตรวจเลขหน้า ตรวจความถูกต้องของเอกสาร และแยกสำเนาเป็น ชุด ๆ ตามรายชื่อผู้เข้าประชุม

งานดูเหมือนง่าย แต่รายละเอียดกลับมากจนทำให้คนไม่มีสมาธิพลาดได้ตลอดเวลา มินตรานั่งอยู่ที่โต๊ะชั่วคราวมุมห้อง ก้มหน้าทำงานอย่างละเอียด เธอตรวจชื่อโครงการทีละบรรทัด เทียบเลขเอกสารทีละชุด และจดรายการสิ่งที่ยังขาดลงในสมุดส่วนตัว

เวลาล่วงเลยจากเช้าเป็นบ่าย จากบ่ายเป็นเย็น พนักงานหลายคนทยอยลุกไปพัก ดื่มกาแฟ หรือพูดคุยกัน แต่มินตราแทบไม่ลุกจากโต๊ะ นอกจากเข้าห้องน้ำเพียงครั้งเดียว เธอรู้ดีว่าวันแรกเป็นวันที่ทุกคนจับตา หากเธอพลาด แม้เป็นความผิดเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นเหตุผลให้ใครบางคนตัดสินว่าเธอไม่เหมาะกับที่นี่

“น้องมินตราใช่ไหม ยังไม่กลับอีกเหรอ” พนักงานรุ่นพี่ฝ่ายเลขาฯ คนหนึ่งเอ่ยถามเมื่อเดินผ่านโต๊ะของเธอตอนเกือบหนึ่งทุ่ม

“ยังค่ะ พี่สุชาดาบอกว่าเอกสารชุดผู้บริหารยังขาดภาคผนวกโครงการฝั่งตะวันออก ดิฉันอยากจัดให้เสร็จก่อนค่ะ” มินตราตอบอย่างสุภาพ ขณะเงยหน้าจากกองเอกสารที่สูงเกือบถึงคาง

“ขยันดีนะ แต่ระวังโดนใช้จนลืมหายใจ บริษัทนี้ใครเงียบ ใครยอม คนอื่นก็จะยิ่งโยนงานให้” พนักงานรุ่นพี่พูดเหมือนเตือนแต่แฝงความเหนื่อยล้าของคนทำงานมานาน ก่อนจะวางแฟ้มอีกชุดลงบนโต๊ะเธอ

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันทำได้ค่ะ” มินตราตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะเริ่มหนักอึ้งเมื่อเห็นแฟ้มใหม่เพิ่มขึ้นอีกชุด

“ถ้าเสร็จแล้วเอาไปเก็บที่ห้องเอกสารชั้นยี่สิบสองนะ ห้องนั้นมีเอกสารโครงการเก่าอยู่ด้วย ระวังสลับชั้นล่ะ” รุ่นพี่สั่งต่อ แล้วเดินจากไปอย่างรีบร้อน

มินตรามองนาฬิกา เห็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่มครึ่งแล้ว เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู มีข้อความจากโรงพยาบาลแจ้งเตือนเรื่องนัดตรวจพ่อในวันพรุ่งนี้ หัวใจเธอบีบรัดทันที แต่เธอรีบกดปิดหน้าจอ เก็บความกังวลทั้งหมดไว้ใต้รอยยิ้มจาง ๆ แล้วก้มหน้าทำงานต่อ

นอกกระจกอาคาร ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เมฆดำเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมเมืองอย่างรวดเร็ว ไม่นานเสียงฟ้าร้องก็ดังครืนจนกระจกสั่นเบา ๆ ฝนเม็ดใหญ่เริ่มตกกระหน่ำลงมาเหมือนฟ้าถูกฉีกออกเป็นแผลยาว ถนนด้านล่างติดขัดแน่นขนัด แสงไฟหน้ารถสะท้อนหยาดฝนเป็นเส้นพร่าเลือน

มินตราทำเอกสารชุดสุดท้ายเสร็จตอนเกือบสองทุ่มครึ่ง เธอลุกขึ้นบิดไหล่ที่ปวดตึงเล็กน้อย ก่อนจะรวบแฟ้มทั้งหมดใส่รถเข็นเอกสารขนาดเล็ก เธอต้องนำแฟ้มไปเก็บที่ห้องเอกสารชั้นยี่สิบสองตามคำสั่ง ระหว่างนั้นมีโทรศัพท์จากพนักงานขับรถรับส่งของบริษัทแจ้งว่าเอกสารสำคัญอีกกล่องที่ฝ่ายโครงการฝากไว้ยังอยู่ในรถด้านหลังอาคาร หากต้องใช้พรุ่งนี้เช้าต้องรีบลงไปรับก่อนรถออก

มินตรามองฝนด้านนอกแล้วลังเล แต่เมื่อคิดว่าเอกสารนั้นอาจเป็นส่วนสำคัญของการประชุม เธอก็หยิบร่มพับจากกระเป๋าแล้วรีบลงลิฟต์ไปชั้นล่างทันที

ลมฝนกระแทกเข้าหาเธอทันทีที่ประตูหลังอาคารเปิดออก ร่มเล็กแทบต้านแรงลมไม่อยู่ เธอกอดแฟ้มพลาสติกกันน้ำไว้แนบอก วิ่งฝ่าสายฝนไปยังรถตู้รับส่งที่จอดอยู่ท้ายอาคาร พนักงานขับรถส่งกล่องเอกสารให้แล้วรีบปิดประตูเพราะฝนแรงมาก

“ขอบคุณมากค่ะ” มินตราตะโกนแข่งเสียงฝน ขณะรับกล่องเอกสารหนักพอสมควรไว้ในอ้อมแขน

กว่าจะกลับเข้ามาในอาคารได้ ชายกระโปรงและแขนเสื้อของเธอก็เปียกชุ่ม ผมยาวที่รวบไว้อย่างเรียบร้อยมีปอยผมหลุดลุ่ยแนบข้างแก้ม เธอหนาวจนมือสั่น แต่ยังรีบขึ้นลิฟต์กลับไปชั้นยี่สิบสอง เพราะกลัวเอกสารเสียหายมากกว่าห่วงตัวเอง

ชั้นยี่สิบสองในเวลาค่ำเงียบผิดปกติ ไฟทางเดินเปิดเพียงครึ่งเดียวเพื่อลดพลังงาน ห้องทำงานส่วนใหญ่ปิดไฟไปแล้ว เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงฝนกระแทกกระจกไกล ๆ มินตราเข็นรถเอกสารไปยังห้องเก็บเอกสารตามป้ายบอกทาง เธอสแกนบัตรผู้เข้าฝึกงานที่ประตู ระบบส่งเสียงติ๊ดก่อนปลดล็อก

ภายในห้องเก็บเอกสารมีกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นจาง ๆ ชั้นเอกสารเหล็กเรียงเป็นแถวสูงกว่าศีรษะ ไฟเพดานสว่างเพียงบางจุดทำให้เงาของชั้นเอกสารทอดยาวบนพื้นอย่างน่ากลัว มินตรากลืนน้ำลายเล็กน้อย แต่ยังบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก เธอรีบจัดแฟ้มเข้าชั้นตามรหัสที่เขียนไว้ ตรวจทวนหมายเลขทุกชุดอย่างละเอียด

ขณะที่เธอกำลังยกกล่องเอกสารสุดท้ายขึ้นวางบนชั้น เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นจนไฟในห้องกะพริบวูบ แล้วดับลงครู่หนึ่ง มินตราสะดุ้งสุดตัว กล่องเอกสารเกือบหล่นจากมือ ก่อนที่ไฟฉุกเฉินสีส้มจาง ๆ จะติดขึ้นแทน

“ใจเย็น ๆ ไม่มีอะไรหรอก แค่ไฟตก” เธอปลอบตัวเองเสียงเบา แต่หัวใจกลับเต้นแรงจนได้ยินชัดในความเงียบ

เธอรีบเก็บเอกสารให้เสร็จแล้วเดินไปที่ประตู ทว่าทันทีที่จับลูกบิดและดึงออก ประตูกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย มินตราขมวดคิ้ว ลองสแกนบัตรอีกครั้ง แต่เครื่องอ่านบัตรข้างประตูมืดสนิทเหมือนระบบไฟฟ้าขัดข้อง

“ไม่จริงน่า” เธอพึมพำเสียงสั่น ก่อนจะลองดึงประตูแรงขึ้น แต่ประตูหนาหนักยังคงปิดสนิท

ความเย็นแล่นวาบขึ้นมาตามสันหลัง มินตราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แต่สัญญาณในห้องเอกสารต่ำมาก ขีดสัญญาณขึ้นเพียงหนึ่งขีดแล้วหายไป เธอพยายามโทรหาฝ่ายรักษาความปลอดภัย แต่สายตัดทันที เสียงฝน เสียงฟ้าร้อง และความมืดสลัวทำให้ห้องเก็บเอกสารที่ควรเป็นเพียงห้องธรรมดากลายเป็นสถานที่ที่บีบหัวใจอย่างประหลาด

“มีใครอยู่ข้างนอกไหมคะ ช่วยด้วยค่ะ ประตูเปิดไม่ได้ค่ะ” มินตราเคาะประตูแรงขึ้น น้ำเสียงพยายามควบคุมไม่ให้สั่น แต่ความกลัวเริ่มไต่ขึ้นมาทีละน้อย ไม่มีเสียงตอบกลับ เธอเคาะอีกครั้ง แรงขึ้นกว่าเดิมจนฝ่ามือเริ่มเจ็บ

“ช่วยด้วยค่ะ มีคนติดอยู่ในห้องเอกสารค่ะ ได้ยินไหมคะ” เธอเรียกอีกครั้ง เสียงของเธอสะท้อนกลับมาในห้องแคบจนยิ่งทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว

เวลาผ่านไปช้าเหมือนนานเป็นชั่วโมง ทั้งที่อาจเพียงไม่กี่นาที ความหนาวจากเสื้อผ้าเปียกทำให้เธอเริ่มสั่น มือเย็นเฉียบ ปลายนิ้วซีดจนแทบไร้สี เธอพยายามหายใจลึก ๆ แต่นึกถึงพ่อที่โรงพยาบาลขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ หากเธอเป็นอะไรไป ใครจะดูแลพ่อ หากเธอทำงานวันแรกก็สร้างปัญหา ใครจะให้โอกาสเธอต่อ น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว แต่เธอรีบกะพริบตาไล่มันออกไป

อีกด้านหนึ่งของอาคาร รามิลเพิ่งออกจากห้องประชุมผู้บริหารชั้นยี่สิบสี่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด การประชุมลากยาวกว่ากำหนดเพราะปัญหางบประมาณโครงการใหม่ เขาเดินนำทีมผู้บริหารออกมาตามทางเดิน ท่าทางสุขุมเย็นชาเหมือนพายุฝนด้านนอกไม่อาจแตะต้องอารมณ์เขาได้

“คืนนี้ระบบไฟบางชั้นขัดข้องจากฟ้าผ่าครับ ฝ่ายอาคารกำลังตรวจสอบอยู่” ผู้จัดการอาคารรายงานด้วยท่าทางกังวล ขณะเดินตามหลังมา

“ตรวจสอบห้องที่ใช้ระบบล็อกไฟฟ้าทุกห้อง อย่าให้มีพนักงานติดอยู่ข้างใน” รามิลสั่งทันที น้ำเสียงเด็ดขาดจนผู้จัดการอาคารรีบพยักหน้ารับ

“ครับท่านประธาน ผมจะให้เจ้าหน้าที่ไล่ตรวจเดี๋ยวนี้ครับ” ผู้จัดการอาคารตอบอย่างรีบร้อน ก่อนจะกดวิทยุสื่อสารเรียกทีมรักษาความปลอดภัย

รามิลกำลังจะเดินเข้าลิฟต์ส่วนตัว แต่เสียงบางอย่างทำให้เขาชะงัก เสียงเคาะเบา ๆ ดังมาจากทางเดินฝั่งห้องเก็บเอกสารชั้นยี่สิบสอง ซึ่งอยู่ถัดลงไปเพียงสองชั้น เสียงนั้นอาจเบาจนคนอื่นไม่ได้ยินเพราะถูกเสียงฝนกลบ แต่เขากลับหันไปทันทีด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง

“เมื่อกี้มีเสียงอะไร” เขาถามเสียงต่ำ ขณะหันไปมองผู้จัดการอาคาร

“ผมไม่แน่ใจครับ อาจเป็นเสียงประตูจากลม หรือเสียงระบบไฟก็ได้ครับ” ผู้จัดการอาคารตอบไม่เต็มเสียง

รามิลไม่รอคำอธิบาย เขากดลิฟต์ลงไปชั้นยี่สิบสองทันที เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ความเงียบของชั้นนั้นยิ่งทำให้เสียงเคาะจากห้องเอกสารชัดขึ้น เขาเดินเร็วไปตามทางเดิน โดยมีเลขาฯ และผู้จัดการอาคารตามหลังอย่างร้อนใจ

“มีใครอยู่ข้างในไหม” รามิลถามเสียงดังขึ้นเมื่อหยุดหน้าห้องเอกสาร มือเขาทุบประตูสองครั้งอย่างหนักแน่น

ภายในห้อง มินตราสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายจากอีกฝั่งหนึ่ง เธอรีบลุกจากพื้นแล้วเข้าไปใกล้ประตูทันที

“มีค่ะ ดิฉันติดอยู่ข้างใน ประตูเปิดไม่ได้ค่ะ” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเพราะทั้งหนาวทั้งโล่งใจ

รามิลจำเสียงนั้นได้ทันที แม้จะได้ยินผ่านประตูหนา แต่ความนุ่มหวานที่เจือความหวาดกลัวทำให้ภาพหญิงสาวในห้องประชุมตอนเช้าผุดขึ้นมาในความทรงจำ

มินตรา ศศิธารา

“ถอยออกจากประตูแล้วรออยู่ตรงนั้น อย่าพยายามงัดเอง” รามิลสั่งเสียงเข้ม แต่ความแข็งในน้ำเสียงกลับแฝงความเป็นห่วงอย่างที่เขาไม่ทันรู้ตัว

“ค่ะ ดิฉันถอยแล้วค่ะ” มินตราตอบอย่างเชื่อฟัง ขณะขยับถอยจากประตูแม้แข้งขาจะเริ่มอ่อนแรง

ผู้จัดการอาคารรีบเรียกช่างมาปลดล็อกฉุกเฉิน แต่ระบบไฟที่ขัดข้องทำให้ต้องใช้กุญแจสำรองและเครื่องมือช่วย เวลารอเพียงไม่กี่นาทีกลับยาวนานสำหรับคนข้างใน รามิลยืนอยู่หน้าประตูไม่ไปไหน สีหน้าของเขาเคร่งขรึมกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

“ข้างในมืดมากไหม” เขาถามเสียงนิ่ง พยายามประเมินสถานการณ์

“มีไฟฉุกเฉินค่ะ แต่ค่อนข้างมืด ดิฉันไม่เป็นไรค่ะ” มินตราตอบกลับมา แม้น้ำเสียงจะสั่นจนฟังออกว่าเธอไม่เป็นไรอย่างที่พูด

“อย่าพูดว่าไม่เป็นไร ถ้าเสียงคุณสั่นขนาดนั้น” รามิลกล่าวเสียงดุ ประโยคของเขาทำให้เลขาฯ ที่ยืนอยู่ด้านหลังแปลกใจเล็กน้อย เพราะท่านประธานไม่เคยเสียเวลาใส่ใจรายละเอียดน้ำเสียงของใครง่าย ๆ

มินตรานิ่งไป มือเล็กกำกันแน่นอยู่หน้าประตู เธอไม่รู้ควรตอบอย่างไรกับคำดุที่เหมือนจะตำหนิ แต่กลับทำให้ความกลัวในอกลดลงอย่างประหลาด อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าด้านนอกยังมีคนอยู่ตรงนั้น

“ขอโทษค่ะ ดิฉันแค่หนาวนิดหน่อย เพราะก่อนหน้านี้ลงไปรับเอกสารข้างล่างแล้วโดนฝนค่ะ” เธออธิบายเสียงเบา พยายามไม่ทำให้ตัวเองดูเป็นภาระ

รามิลขบกรามแน่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น สายตาคมตวัดไปมองผู้จัดการอาคารทันที

“ใครให้เด็กฝึกงานลงไปรับเอกสารกลางฝนตอนสองทุ่มกว่า” เขาถามเสียงเย็น จนผู้จัดการอาคารหน้าซีดทั้งที่ไม่ใช่คนสั่งงาน

“ผมจะตรวจสอบให้ครับท่านประธาน” ผู้จัดการอาคารรีบตอบ พลางหันไปเร่งช่างด้วยสายตากดดัน

ไม่นานนัก ประตูก็ถูกปลดล็อก เสียงกลอนดังคลิกก่อนที่บานประตูจะเปิดออกช้า ๆ แสงจากทางเดินสาดเข้าไปในห้องเอกสาร เผยให้เห็นร่างของมินตราที่ยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางแสงส้มจาง ๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวของเธอชื้นแนบผิว แขนเสื้อเปียกจนเห็นได้ชัด ผมที่เคยรวบเรียบร้อยหลุดลุ่ยแนบแก้ม ใบหน้าหวานซีดจนแทบไร้เลือดฝาด แต่เธอยังพยายามยืนตรงอย่างสุภาพ

รามิลนิ่งไปชั่วขณะ ภาพตรงหน้ากระแทกบางอย่างในอกเขาอย่างแรง เด็กสาวที่เขาเห็นก้มเก็บเอกสารอย่างเงียบ ๆ ตอนเช้า ตอนนี้ยืนตัวสั่นอยู่ในห้องมืดหลังพยายามทำงานเกินหน้าที่จนเกือบถูกขังอยู่คนเดียวทั้งคืน

“ออกมา” เขาพูดเสียงต่ำ แต่คราวนี้น้ำเสียงไม่มีความเย็นชามากเท่าเดิม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป