บทที่ 3 ตอนที่ 1(75)

มินตราก้าวออกมาช้า ๆ แต่เพราะยืนเกร็งอยู่นานและหนาวจัด เข่าของเธออ่อนลงจนเกือบทรุด รามิลก้าวเข้ามารับทันที มือใหญ่จับต้นแขนเธอไว้แน่นพอดี ไม่แรงจนเจ็บ แต่มั่นคงพอจะไม่ให้เธอล้มลงไปกับพื้น

“ขอโทษค่ะ ดิฉันยืนได้นะคะ” มินตรารีบบอกด้วยความตกใจ พยายามขยับออกเพราะรู้ตัวว่ากำลังถูกท่านประธานของบริษัทจับแขนไว้

“ถ้ายืนได้จริง คุณคงไม่เกือบล้มต่อหน้าผม” รามิลตอบเสียงดุ สายตาคมกวาดมองใบหน้าซีดและริมฝีปากที่เริ่มสั่นของเธอ

มินตราเม้มปาก ไม่กล้าตอบโต้ เธอรู้สึกอับอายจนอยากหายไปจากตรงนั้น แต่ร่างกายกลับไม่ยอมเข้มแข็งอย่างใจ มือของเธอยังเย็นจัด และไหล่บางยังสั่นไม่หยุด

“เอาผ้าขนหนูกับน้ำอุ่นขึ้นไปที่ห้องรับรองผู้บริหาร แล้วให้ฝ่ายพยาบาลเตรียมยาลดไข้ไว้ด้วย” รามิลหันไปสั่งเลขาฯ น้ำเสียงเด็ดขาดจนไม่มีใครกล้าถามเหตุผล

“ค่ะท่านประธาน” เลขาฯ รับคำทันที แม้สีหน้าจะเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ดิฉันแค่เปียกฝนนิดหน่อย เดี๋ยวกลับห้องพักไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ได้ค่ะ” มินตรารีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ เพราะเธอไม่อยากทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ตั้งแต่วันแรก

“ตอนนี้ฝนตกหนัก รถติดทั้งเมือง และคุณตัวเย็นเหมือนน้ำแข็ง ถ้ายังดื้อจะกลับเอง ผมจะถือว่าคุณไม่มีความรับผิดชอบต่อสุขภาพตัวเอง” รามิลพูดเสียงเรียบ แต่ดวงตาคมทำให้ประโยคนั้นเหมือนคำสั่งมากกว่าคำแนะนำ

มินตราชะงัก เธอไม่กล้าเถียงต่อ ได้แต่ก้มหน้าลงเล็กน้อย

“ค่ะ” เธอตอบเพียงคำเดียว น้ำเสียงอ่อนลงอย่างยอมจำนน

รามิลปล่อยแขนเธอ แต่ยังยืนอยู่ใกล้เหมือนพร้อมจะรับหากเธอล้มอีกครั้ง เขาพาเธอไปยังลิฟต์ส่วนตัวท่ามกลางสายตาของผู้จัดการอาคารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่พยายามทำตัวไม่อยากรู้อยากเห็น มินตราเดินตามเขาเงียบ ๆ หัวใจสับสนจนจับทิศทางไม่ถูก เธอรู้เพียงว่าชายคนนี้ดุ น่ากลัว เย็นชา และมีอำนาจเหนือทุกคนในอาคาร แต่ในเวลาเดียวกัน เขาเป็นคนเดียวที่ยืนรออยู่หน้าประตูจนกว่าเธอจะออกมา

ห้องรับรองผู้บริหารอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร เป็นห้องกว้างตกแต่งด้วยโทนสีเทาเข้มและน้ำตาลไม้ มีกระจกบานใหญ่เปิดรับวิวเมืองยามค่ำคืน ฝนยังคงตกหนักจนแสงไฟจากตึกต่าง ๆ พร่ามัวเหมือนภาพวาดสีน้ำ มินตรายืนอยู่กลางห้องด้วยท่าทางเกร็งจัด ไม่กล้าขยับไปไหน เพราะทุกอย่างในห้องดูแพงเกินกว่าที่เธอควรแตะต้อง

เลขาฯ นำผ้าขนหนู เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่สำหรับสำรอง และแก้วน้ำอุ่นเข้ามาวาง ก่อนจะออกไปอย่างรู้หน้าที่ รามิลหยิบผ้าขนหนูแล้วยื่นให้หญิงสาวด้วยตัวเอง

“เช็ดผมก่อน ถ้าเปียกอยู่อย่างนั้นคุณได้ไข้ขึ้นแน่” เขาพูดเสียงเรียบ ขณะมองเธอที่ยังยืนนิ่งเหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิทธิ์รับของจากเขาหรือไม่

“ขอบคุณค่ะ” มินตรารับผ้าขนหนูด้วยสองมือ แล้วค่อย ๆ ซับผมตัวเองอย่างเกรงใจ

“ห้องน้ำอยู่ด้านใน เปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย เสื้อคุณเปียกมากเกินกว่าจะนั่งอยู่แบบนั้น” รามิลบอกโดยหันหน้าไปทางกระจก เหมือนตั้งใจไม่ให้เธอรู้สึกถูกจับจ้อง

มินตราก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วหน้าแดงขึ้นทันที เธอรีบกอดผ้าขนหนูไว้แนบอก ทั้งอายทั้งหนาวจนแทบพูดไม่ออก

“ดิฉันขอยืมเสื้อสักครู่ แล้วจะซักคืนให้อย่างดีค่ะ” เธอพูดเสียงเบา พยายามรักษาความสุภาพแม้อยู่ในสภาพน่าอับอาย

“ไม่ต้องคืน ผมไม่ได้ขาดเสื้อเชิ้ตตัวเดียว”            รามิลตอบสั้น ๆ น้ำเสียงเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญ

“แต่ดิฉันไม่อยากรับของโดยไม่จำเป็นค่ะ” มินตราเงยหน้าพูดอย่างระมัดระวัง แม้ยังเกรงกลัวเขา แต่ในน้ำเสียงมีศักดิ์ศรีบางอย่างที่ไม่ยอมให้ตัวเองถูกมองว่าอยากได้ของจากใคร

รามิลหันกลับมามองเธอเต็มตา ประโยคนั้นทำให้เขาชะงักเล็กน้อย เด็กสาวตรงหน้าเปียกฝน หนาวจนตัวสั่น เกือบติดอยู่ในห้องเอกสารทั้งคืน แต่ยังห่วงเรื่องการไม่อยากรับของจากเขาเกินจำเป็น ความรู้สึกบางอย่างในอกเขาเคลื่อนไหวเบา ๆ อย่างไม่คุ้นเคย

“ถ้าอย่างนั้นถือว่าเป็นอุปกรณ์ฉุกเฉินของบริษัท ไม่ใช่ของส่วนตัวจากผม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเพียงนิดเดียว แต่ยังคงรูปประโยคที่ทำให้เธอยอมรับได้

มินตรามองเขาอย่างขอบคุณ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำด้านใน เธอเปลี่ยนเสื้ออย่างรวดเร็ว เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ของเขายาวคลุมสะโพกและหลวมมากจนเธอต้องพับแขนเสื้อขึ้นหลายทบ กลิ่นหอมสะอาดจาง ๆ ของน้ำยาซักผ้าผสมกลิ่นบุรุษอ่อน ๆ ทำให้ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ได้

เมื่อออกมาจากห้องน้ำ รามิลกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ริมกระจก น้ำเสียงของเขาเย็นจัดขณะสั่งตรวจสอบคนที่มอบหมายงานให้เด็กฝึกงานอยู่ล่วงเวลาคนเดียว มินตราหยุดยืนตรงหน้าประตู ไม่กล้าส่งเสียงรบกวน

“ผมต้องการรายงานภายในพรุ่งนี้เช้า ใครสั่งงาน ใครอนุญาตให้เด็กฝึกงานอยู่ชั้นเอกสารหลังเวลางาน และทำไมระบบตรวจห้องก่อนปิดชั้นถึงพลาด” รามิลพูดใส่โทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ทุกคำชัดเจนจนคนฟังอย่างมินตรายังรู้สึกเหมือนถูกตำหนิไปด้วย

เธอรีบเดินเข้ามาใกล้และรอจนเขาวางสาย ก่อนจะเอ่ยอย่างกังวล

“ท่านประธานคะ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใครค่ะ ดิฉันเป็นคนอยากทำงานให้เสร็จเอง และตอนลงไปรับเอกสารก็เป็นการตัดสินใจของดิฉันเองค่ะ” มินตราพูดด้วยความร้อนใจ เพราะกลัวคนอื่นเดือดร้อนเพราะเธอ

รามิลหันกลับมามองเธอ ดวงตาคมกวาดมองเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ที่อยู่บนร่างบอบบางเพียงครู่เดียว ก่อนจะรีบเบือนสายตาไปที่ใบหน้าของเธออย่างควบคุมตัวเอง

“คุณคิดว่าการรับผิดแทนทุกคนจะทำให้คุณดูดีขึ้นหรือ” เขาถามเสียงต่ำ คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย

“ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันไม่ได้อยากดูดี ดิฉันแค่ไม่อยากให้ใครเดือดร้อนเพราะดิฉันทำงานช้า” เธอตอบอย่างจริงใจ ดวงตากลมหวานเงยสบเขาเพียงแวบเดียวแล้วหลุบลง

“งานของบริษัทไม่ได้สำคัญกว่าชีวิตพนักงาน และเด็กฝึกงานไม่ควรถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวในห้องเอกสารตอนกลางคืน ไม่ว่าคุณจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงแข็งแต่เนื้อความกลับเป็นการปกป้องมากกว่าตำหนิ

มินตรานิ่งไป เธอไม่คุ้นกับการมีใครพูดว่าชีวิตเธอสำคัญกว่างาน ตั้งแต่แม่เสีย พ่อป่วย และหนี้ค่ารักษาเริ่มกองสูงขึ้น เธอก็ชินกับการผลักตัวเองไปข้างหน้า ชินกับการเหนื่อย ชินกับการอดทน และชินกับการบอกทุกคนว่าเธอไหว แม้หลายครั้งจะไม่ไหวเลยก็ตาม

รามิลเห็นดวงตาเธอสั่นไหว เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงเลื่อนแก้วน้ำอุ่นบนโต๊ะให้ใกล้เธอ

“ดื่มก่อน” เขาสั่งเสียงเบาลง

“ขอบคุณค่ะ” มินตรานั่งลงที่โซฟาตามที่เขาผายมือบอก แล้วประคองแก้วน้ำอุ่นไว้ในมือ ความร้อนจากแก้วค่อย ๆ ไล่ความเย็นจากปลายนิ้ว ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ความเงียบทอดตัวอยู่ระหว่างทั้งคู่ มีเพียงเสียงฝนกระทบกระจกและเสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ รามิลยืนพิงโต๊ะทำงาน ห่างจากเธอไม่มากนัก เขามองหญิงสาวที่นั่งตัวเล็กอยู่บนโซฟา ท่าทางของเธอดูทั้งเกรงใจและเหนื่อยล้าอย่างน่าประหลาด

“คุณทำงานหนักขนาดนี้เพราะอยากผ่านการฝึกงาน หรือเพราะมีเหตุผลอื่น” รามิลถามขึ้นในที่สุด น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ไม่เย็นชาเท่าก่อนหน้า

มินตราชะงัก มือที่จับแก้วน้ำแน่นขึ้นเล็กน้อย เธอไม่ใช่คนชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเจอกันวันแรก และยิ่งเป็นผู้ชายระดับท่านประธานของบริษัท แต่สายตาของเขาในวินาทีนั้นไม่ได้ดูสอดรู้ มันเหมือนคนที่ต้องการคำตอบจริง ๆ

“ดิฉันอยากทำงานให้ดีที่สุดค่ะ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มาง่าย ๆ และดิฉันจำเป็นต้องมีงานที่มั่นคงหลังจบฝึกงาน” เธอตอบอย่างระมัดระวัง เว้นเรื่องส่วนตัวไว้เพียงบางส่วน

“จำเป็น?” เขาทวนคำสั้น ๆ เหมือนจับความหมายที่ซ่อนอยู่ได้

มินตราหลุบตาลง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก แต่เป็นรอยยิ้มที่มีความเหนื่อยแทรกอยู่ลึก ๆ

“พ่อของดิฉันป่วยค่ะ ต้องรักษาต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ดิฉันเลยอยากทำงานให้ดี จะได้มีโอกาสหางานประจำและดูแลท่านได้” เธอพูดช้า ๆ น้ำเสียงยังนุ่มนวล แต่ตรงท้ายประโยคกลับแผ่วลงอย่างห้ามไม่ได้

รามิลเงียบไป ดวงตาคมที่เคยเย็นชาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เขาเคยเจอผู้หญิงมากมายที่พูดถึงความลำบากเพื่อเรียกความสงสาร เจอคนจำนวนมากที่ใช้น้ำตาแลกผลประโยชน์ แต่เด็กสาวตรงหน้าไม่ได้พูดเหมือนขออะไรจากเขา เธอพูดเหมือนกำลังอธิบายเหตุผลของการอดทน ทั้งที่ไม่อยากให้ใครรู้ด้วยซ้ำว่าเธอลำบากแค่ไหน

“แม่คุณล่ะ” เขาถามต่อเบา ๆ ก่อนจะรู้ตัวว่าคำถามนั้นอาจล้ำเส้นไป

มินตรานิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาไหววูบคล้ายถูกแตะต้องบาดแผลเก่า แต่เธอยังตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพเหมือนเดิม

“แม่เสียแล้วค่ะ ตั้งแต่ดิฉันยังเรียนมัธยม หลังจากนั้นก็อยู่กับพ่อสองคนมาตลอด” เธอตอบพร้อมก้มมองน้ำในแก้ว เหมือนกลัวว่าหากเงยหน้าขึ้น น้ำตาจะไหลออกมาให้เขาเห็น

รามิลรู้สึกถึงแรงบีบรัดบางอย่างในอกอย่างไม่คุ้นเคย เขาไม่ใช่ผู้ชายอ่อนโยน ไม่ใช่คนที่ปลอบใครเก่ง และไม่เคยคิดว่าตัวเองควรเข้าไปยุ่งกับชีวิตส่วนตัวของเด็กฝึกงานคนหนึ่ง แต่ในวินาทีนั้น เขากลับไม่อยากเห็นเธอนั่งก้มหน้าราวกับแบกโลกทั้งใบไว้เพียงลำพัง

“คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำให้ตัวเองพัง” เขาพูดช้า ๆ น้ำเสียงต่ำแต่หนักแน่น

มินตราเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตากลมมีประกายน้ำบาง ๆ ที่เธอพยายามกลั้นไว้

“บางครั้งถ้าไม่พยายามให้มากกว่าคนอื่น ดิฉันก็กลัวว่าจะไม่มีใครมองเห็นค่ะ” เธอพูดออกมาโดยไม่ทันคิด น้ำเสียงแผ่วเบาแต่สะเทือนใจคนฟังอย่างประหลาด

รามิลสบตาเธอนิ่ง ความเงียบระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความเงียบอึดอัดเหมือนก่อนหน้า แต่เป็นความเงียบที่มีบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ละเอียดอ่อน และอันตรายเกินกว่าที่ทั้งสองจะทันระวัง

เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้ง มินตราสะดุ้งเล็กน้อย แก้วน้ำในมือเกือบหลุด รามิลขยับเข้ามารับไว้ทัน มือใหญ่แตะทับมือเล็กเพียงเสี้ยววินาที ความอุ่นจากมือเขาตัดกับความเย็นที่ยังหลงเหลือในมือเธออย่างชัดเจน ทั้งสองนิ่งไปพร้อมกัน

มินตราเงยหน้าขึ้นในระยะใกล้เกินกว่าที่ควรจะเป็น เธอเห็นดวงตาคมของเขา เห็นความนิ่งที่ซ่อนความหวั่นไหวบางอย่างไว้ลึกมาก ส่วนรามิลเห็นหยดน้ำเล็ก ๆ ที่ยังเกาะอยู่บนปลายผมของเธอ เห็นแก้มซีดที่เริ่มมีสีเลือดฝาด และเห็นความเปราะบางที่ไม่ใช่การยั่วยวน แต่กลับดึงเขาเข้าไปหายิ่งกว่าความเย้ายวนใด ๆ

“ขอโทษค่ะ” มินตรารีบดึงมือกลับ เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย ไม่รู้เพราะความหนาวหรือเพราะหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

“คุณขอโทษอีกแล้ว” รามิลพูดเสียงต่ำ ดวงตายังไม่ละจากใบหน้าเธอ

“ดิฉันไม่ทันระวังค่ะ” เธอตอบเบา ๆ พร้อมก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตา

“บางครั้งคนที่ควรระวังอาจไม่ใช่คุณ” เขาพูดช้าลง ราวกับประโยคนั้นไม่ได้หมายถึงแก้วน้ำหรือเหตุการณ์ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว

มินตราไม่เข้าใจทั้งหมด แต่หัวใจกลับสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ บรรยากาศในห้องเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เธอควรลุกขึ้น ควรขอบคุณเขาแล้วขอตัวกลับ ควรวางระยะให้เหมาะสมระหว่างท่านประธานกับเด็กฝึกงาน แต่ร่างกายกลับเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยสายตาของเขา

รามิลเองก็รู้ดีว่านี่ไม่ถูกต้อง เธอเป็นเด็กฝึกงานในบริษัทของเขา อายุน้อยกว่าเขามาก และเพิ่งเจอเขาอย่างเป็นทางการเพียงวันแรก ทุกเหตุผลในสมองบอกให้เขาถอย แต่หัวใจที่เขาเชื่อว่าควบคุมได้เสมอกลับไม่ฟังคำสั่งใด ๆ

“มินตรา” เขาเรียกชื่อเธอครั้งแรก น้ำเสียงต่ำลึกจนเจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

“คะ” เธอขานรับเบา ๆ ดวงตาหวานสั่นไหวเหมือนเด็กหลงทางกลางพายุ

“ถ้าผมเข้าใกล้กว่านี้ คุณกลัวไหม”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป