บทที่ 4 ตอนที่(100%)
“ถ้าผมเข้าใกล้กว่านี้ คุณกลัวไหม” รามิลถามตรง ๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้เร่งรัด แต่หนักแน่นจนมินตรารับรู้ได้ว่าเขาให้สิทธิ์เธอปฏิเสธ
หญิงสาวนิ่งไปนาน หัวใจเต้นแรงจนเจ็บ เธอกลัว ใช่ เธอกลัวทั้งเขา กลัวสถานะของเขา กลัวความรู้สึกของตัวเอง และกลัวผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากคืนนี้ แต่ลึกลงไป เธอกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดในสายตาคมคู่นั้น สายตาที่ดุ แต่ไม่เคยหยาบคาย สายตาที่เย็นชา แต่เมื่อครู่ยืนรออยู่หน้าห้องเอกสารจนเธอออกมา
“ดิฉันไม่รู้ค่ะ” เธอตอบตามตรง เสียงเบาจนแทบถูกเสียงฝนกลืนหาย แต่เขากลับได้ยินชัดเจน
รามิลมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้เพียงเล็กน้อย ไม่แตะต้องเธอทันที ไม่ฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของเธอ แต่รอให้เธอเป็นฝ่ายตัดสินใจด้วยตัวเอง
“ถ้าคุณไม่ต้องการ แค่บอกให้ผมหยุด” เขากล่าวชัดเจนทุกคำ ดวงตาคมจริงจังจนมินตรารู้ว่าเขาหมายความตามนั้น
มินตราควรพูดคำนั้น เธอควรบอกให้เขาหยุด แล้วทุกอย่างจะกลับไปอยู่ในเส้นที่ควรเป็น แต่เมื่อเขายื่นมือมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอโดยไม่บังคับ หัวใจของเธอกลับอ่อนยวบอย่างไม่อาจห้าม เธอค่อย ๆ วางมือของตัวเองลงบนมือเขา แผ่วเบาราวกับกลัวความจริงตรงหน้าจะแตกสลาย
การสัมผัสครั้งนั้นเหมือนคำตอบที่ไม่มีถ้อยคำ
รามิลประสานนิ้วกับเธอช้า ๆ ดึงเธอให้ลุกขึ้นมายืนตรงหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่มีที่ให้ความลังเลหลบซ่อน มินตราเงยหน้ามองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและแรงดึงดูดที่ไม่ควรเกิดขึ้น ส่วนรามิลก้มลงใกล้ เฝ้ารอจนเห็นว่าเธอไม่ได้ถอยหนี
จูบแรกของเขาแตะลงบนริมฝีปากเธออย่างระมัดระวัง นุ่มนวลกว่าที่มินตราคาดไว้จากผู้ชายเย็นชาอย่างเขา เธอนิ่งงันไปทั้งร่าง ก่อนความอุ่นลึกจะค่อย ๆ แผ่ซ่านจากริมฝีปากสู่หัวใจ เธอไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปสู่ความผิดพลาดหรือความฝันชั่วคราว แต่ในค่ำคืนที่เธอเหนื่อย หนาว และรู้สึกเหมือนไม่มีใครมองเห็น เขากลับเป็นคนเดียวที่ยื่นมือมาหา
“ยังอยากให้ผมหยุดไหม” รามิลถอนริมฝีปากออกเล็กน้อยแล้วถามเสียงพร่า มือของเขายังคงประคองมือเธอไว้ ไม่ก้าวต่อโดยไม่ได้รับคำตอบ
มินตรามองเขาด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอ ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เพราะความรู้สึกในอกมันมากเกินกว่าจะอธิบาย
“ถ้านี่เป็นความผิดพลาด ดิฉันคงไม่รู้แล้วว่าควรกลัวมันหรือควรยอมรับมันค่ะ” เธอตอบอย่างซื่อสัตย์ น้ำเสียงสั่นแต่ไม่หลบสายตาเขา
รามิลหลับตาลงชั่ววินาทีเหมือนพ่ายแพ้ต่อบางสิ่งในตัวเอง ก่อนจะดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยนกว่าเดิม เขาจูบเธออีกครั้ง ลึกซึ้งขึ้นแต่ยังคงให้เวลาเธอหายใจ ให้เวลาเธอถอย หากต้องการถอย มินตราไม่ได้ถอย เธอหลับตาลง ปล่อยให้ความอ่อนล้าทั้งวันละลายในอ้อมกอดของผู้ชายที่เธอไม่ควรเข้าใกล้
คืนนั้น พายุฝนด้านนอกยังคงกระหน่ำเมืองไม่หยุด แสงไฟของตึกสูงพร่าเลือนอยู่หลังกระจกบานใหญ่ ส่วนในห้องรับรองผู้บริหาร ความเงียบค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยลมหายใจของคนสองคนที่ต่างรู้ดีว่ากำลังข้ามเส้นบางอย่างไปด้วยกัน รามิลไม่ได้เร่งรัด และมินตราไม่ได้ถูกบังคับ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความใกล้ชิด ความโดดเดี่ยว ความเปราะบาง และแรงดึงดูดที่ไม่มีใครตั้งใจให้เกิด
เธอไม่รู้ว่าค่ำคืนนี้จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปมากแค่ไหน เขาเองก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงที่อยู่ในอ้อมแขนจะกลายเป็นคนเดียวที่ทำให้หัวใจอันเย็นชาของเขาเสียการควบคุม รู้เพียงว่าในเวลานั้น ทั้งสองต่างปล่อยให้หัวใจนำทาง ทั้งที่รู้ว่ารุ่งเช้าอาจโหดร้ายกว่าพายุฝนในคืนนี้หลายเท่า
รุ่งเช้ามาถึงพร้อมแสงสีเทาอ่อนที่ลอดผ่านม่านหนาของห้องรับรอง มินตราลืมตาขึ้นช้า ๆ ความรู้สึกแรกคือความอบอุ่นจากผ้าห่มผืนหนา ความรู้สึกต่อมาคือความทรงจำเมื่อคืนที่ถาโถมกลับมาในหัวอย่างชัดเจนจนเธอแทบหยุดหายใจ
เธอนอนอยู่บนโซฟาเบดยาวในห้องรับรองผู้บริหาร เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ยังอยู่บนร่าง ผ้าห่มคลุมตัวอย่างเรียบร้อย ไม่มีอะไรไม่เหมาะสมในสภาพภายนอก แต่หัวใจของเธอกลับวุ่นวายราวกับโลกทั้งใบถูกพลิกกลับด้าน
มินตราค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น ใบหน้าร้อนวาบทั้งอาย ทั้งตกใจ ทั้งเจ็บลึกอย่างอธิบายไม่ถูก เธอหันไปเห็นรามิลยืนอยู่ริมหน้าต่าง เขาสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิมจากเมื่อคืน แต่ปลดกระดุมคอหนึ่งเม็ด แขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าคมเคร่งขรึมมองออกไปนอกกระจกเหมือนกำลังคิดอะไรหนักหน่วง
“ท่านประธานคะ” มินตราเรียกเขาเสียงแผ่ว หัวใจบีบแน่นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงหลังค่ำคืนที่ไม่ควรเกิดขึ้น
รามิลหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมา ใบหน้าของเขากลับมาเรียบเฉยเหมือนเดิม ความอ่อนโยนเมื่อคืนเหมือนถูกเก็บซ่อนไว้ใต้กำแพงเย็นชาอย่างรวดเร็ว
“ตื่นแล้วก็จัดการตัวเองให้เรียบร้อย เลขาฯ จะเอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ อีกหนึ่งชั่วโมงคนเริ่มขึ้นมาทำงานแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ ทุกคำเหมือนถูกกลั่นกรองมาแล้วให้ห่างเหินที่สุด
มินตรานิ่งไป รอยอุ่นในหัวใจที่หลงเหลือจากเมื่อคืนค่อย ๆ เย็นลงอย่างรวดเร็ว เธอกำผ้าห่มไว้แน่น พยายามรวบรวมความกล้าถามในสิ่งที่เธอกลัวคำตอบที่สุด
“เรื่องเมื่อคืน…” เธอเริ่มพูด แต่เสียงกลับแผ่วจนแทบไม่เป็นคำ
รามิลมองเธอเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่นเหมือนไม่อยากเห็นความหวั่นไหวในดวงตาคู่นั้น
“มันเป็นความผิดพลาด” เขาพูดชัดเจน น้ำเสียงนิ่งจนเหมือนไม่มีอะไรในใจ “คุณควรลืมมันเสีย และผมก็จะทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น”
คำว่า “ความผิดพลาด” กระแทกเข้ากลางอกของมินตราราวกับมีใครใช้ของแข็งทุบลงมา เธอรู้สึกชาจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงหัวใจ เมื่อคืนนี้เธออาจไม่คาดหวังคำสัญญา ไม่คาดหวังสถานะ และไม่เคยคิดว่าผู้ชายอย่างเขาจะรักเธอในชั่วข้ามคืน แต่เธอก็ไม่คิดว่าความอ่อนโยนทั้งหมดจะถูกลดค่าเหลือเพียงคำเดียวที่เจ็บปวดเช่นนี้ ความผิดพลาด สำหรับเขา เธอคือความผิดพลาดอย่างนั้นหรือ
“ค่ะ ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ” มินตราตอบหลังจากเงียบไปนาน น้ำเสียงของเธอเบาแต่พยายามไม่สั่น เธอก้มหน้าลงเพื่อซ่อนดวงตาที่เริ่มร้อนผ่าว
รามิลได้ยินคำตอบนั้นแล้วนิ่งไป เขาควรโล่งใจที่เธอไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย ไม่เรียกร้องอะไรจากเขา แต่ความสงบของเธอกลับทำให้เขาเจ็บแปลบอย่างประหลาด เขากำมือข้างลำตัวแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่ยังเลือกยืนนิ่งเหมือนคนไร้หัวใจ
“เรื่องนี้จะไม่กระทบการฝึกงานของคุณ ถ้าคุณทำตัวตามปกติ” เขาพูดต่อ ราวกับกำลังปิดข้อตกลงทางธุรกิจ ไม่ใช่พูดกับผู้หญิงที่เพิ่งมอบความไว้ใจให้เขาไปทั้งหัวใจในคืนก่อน
มินตราเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาของเธอมีน้ำใสคลออยู่ แต่เธอยังฝืนยิ้มอย่างสุภาพ รอยยิ้มนั้นบางจนแทบแตกสลาย ทว่าเต็มไปด้วยศักดิ์ศรีที่ทำให้รามิลพูดต่อไม่ออก
“ดิฉันจะไม่ทำให้ท่านประธานลำบากใจค่ะ เรื่องเมื่อคืนจะเป็นเพียงความผิดพลาดตามที่ท่านประธานต้องการ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เจ็บลึก ทุกคำมีคำบรรยายของหัวใจที่กำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซ่อนอยู่ข้างใน
รามิลมองเธอ ดวงตาคมไหววูบเพียงเสี้ยววินาที แต่เขารีบกลบมันด้วยความเย็นชาเหมือนเดิม
“ดี” เขาตอบสั้น ๆ ทั้งที่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกดีเลยสักนิด
มินตราค่อย ๆ ลุกขึ้นจากโซฟา พับผ้าห่มอย่างเรียบร้อยราวกับต้องการคืนทุกอย่างให้เป็นระเบียบที่สุด เธอหยิบเสื้อผ้าที่เลขาฯ นำมาวางไว้หน้าห้องน้ำ แล้วเข้าไปเปลี่ยนชุดอย่างเงียบ ๆ เมื่อออกมาอีกครั้ง เธออยู่ในชุดทำงานใหม่เรียบร้อย ผมถูกหวีและรวบกลับอย่างดี แม้ใบหน้าจะซีดกว่าปกติ แต่เธอก็พยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอเดินมาหยุดไม่ไกลจากรามิล ก้มศีรษะให้เขาอย่างสุภาพ
“ขอบคุณที่ช่วยดิฉันเมื่อคืนค่ะ และขอโทษที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย ดิฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” มินตราพูดเต็มประโยค น้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนเดิม แต่แววตากลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
รามิลอยากบอกว่าไม่ต้องขอโทษ อยากบอกว่าเขาไม่ได้หมายความเช่นนั้นทั้งหมด อยากบอกว่าเมื่อคืนไม่ใช่แค่ความผิดพลาดในความรู้สึกของเขา แต่คำพูดเหล่านั้นติดอยู่ในลำคอ ความกลัว ความระแวง และประสบการณ์เลวร้ายในอดีตฉุดรั้งเขาไว้จนเขาเลือกพูดไม่ได้สักคำ
“อืม” เขาตอบเพียงเท่านั้น เสียงต่ำจนแทบไม่ต่างจากความเงียบ
มินตราหันหลังเดินออกจากห้องรับรองอย่าง ช้า ๆ ทันทีที่ประตูปิดลงด้านหลัง น้ำตาที่เธอกลั้นไว้ตลอดก็ไหลลงมาเงียบ ๆ เธอยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาในทางเดินผู้บริหารที่เงียบกริบ
เธอบอกตัวเองว่าห้ามอ่อนแอ ห้ามเสียใจจนทำงานไม่ได้ ห้ามลืมว่าตัวเองมาที่นี่เพื่ออะไร แต่คำว่า “ความผิดพลาด” ยังดังซ้ำอยู่ในหัวเหมือนเสียงสะท้อนที่ไม่มีวันจาง
ภายในห้องรับรอง รามิลยังยืนอยู่ที่เดิม เขามองประตูที่ปิดลงไปนานกว่าที่ควร ก่อนจะค่อย ๆ ก้มลงมองมือของตัวเอง มือที่เมื่อคืนเคยจับมือเย็นเฉียบของเธอไว้ มือที่เคยดึงเธอเข้าสู่อ้อมแขนอย่างอ่อนโยน และเป็นมือเดียวกันที่เช้านี้ปล่อยให้เธอเดินออกไปพร้อมน้ำตา
เขากำมือแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นมาเล็กน้อย
คำว่า “ความผิดพลาด” ที่เขาพูดออกไปเพื่อปกป้องตัวเอง กลับย้อนกลับมาแทงหัวใจเขาเองอย่างไม่คาดคิด
รามิลหลับตาลงช้า ๆ เสียงฝนเมื่อคืนหายไปแล้ว เหลือเพียงความเงียบในเช้าวันใหม่ที่เย็นเฉียบยิ่งกว่าพายุ เขาควรโล่งใจที่ทุกอย่างจบลงง่ายดายแต่เขากลับรู้สึกเหมือนบางสิ่งสำคัญเพิ่งหลุดมือไป ทั้งที่เขายังไม่ทันยอมรับด้วยซ้ำว่ามันสำคัญกับเขามากเพียงใด
