บทที่ 5 ตอนที่ 2 ความลับของบอสกับเด็กฝึกงาน

ตอนที่ 2

ความลับของบอสกับเด็กฝึกงาน

แสงเช้าวันใหม่ของกรุงเทพฯ ไม่ได้อ่อนโยนอย่างที่ควรจะเป็นสำหรับมินตรา ศศิธารา

หญิงสาวยืนอยู่หน้ากระจกบานเล็กในห้องเช่าขนาดไม่กว้างนัก แสงแดดซีด ๆ ลอดผ่านม่านสีครีมเก่าที่ซักจนสีซีดจางเข้ามากระทบใบหน้าหวานซึ่งดูอิดโรยกว่าทุกวัน ดวงตากลมที่เคยสดใสมีรอยบวมเล็กน้อยจากการร้องไห้เงียบ ๆ ตลอดคืน แม้เธอจะพยายามประคบด้วยผ้าชุบน้ำเย็นก่อนนอน แต่ความเจ็บบางอย่างไม่อาจซ่อนได้ด้วยเครื่องสำอางราคาธรรมดาในกระเป๋าใบเล็กของเธอ

บนเก้าอี้ใกล้เตียงมีเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เธอเพิ่งรีดอย่างเรียบร้อยแขวนอยู่ มันเป็นชุดทำงานสำหรับวันที่สองของการฝึกงาน วันที่เธอควรเริ่มต้นด้วยความตั้งใจเหมือนวันแรก แต่หัวใจกลับหนักอึ้งราวกับถูกผูกไว้ด้วยหินก้อนใหญ่

ภาพห้องรับรองผู้บริหารเมื่อคืนวนกลับมาในความทรงจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเสียงฝนกระแทกกระจก แสงไฟสลัว กลิ่นเสื้อเชิ้ตของเขา ความอบอุ่นจากมือใหญ่ที่เคยประคองเธอ และคำพูดเย็นชาของเขาในเช้าวันถัดมา

“มันเป็นความผิดพลาด”

เพียงแค่คิดถึงประโยคนั้น ลมหายใจของมินตราก็สะดุด เธอก้มหน้าลงช้า ๆ มือเล็กกำขอบอ่างล้างหน้าไว้แน่นจนปลายนิ้วซีด เสียงน้ำจากก๊อกที่เปิดไว้ไหลต่อเนื่อง แต่กลับไม่อาจกลบเสียงคำพูดของ            รามิลในหัวเธอได้เลย

“มันเป็นความผิดพลาดจริง ๆ มินตรา เธอต้องจำไว้ว่าเขาเป็นใคร และเธอเป็นใคร” หญิงสาวบอกตัวเองผ่านเงาสะท้อนในกระจก น้ำเสียงเบาจนแทบไม่ต่างจากลมหายใจ แต่แววตาที่มองกลับมานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่เธอพยายามกดไว้สุดแรง

เธอไม่ใช่ผู้หญิงไร้เดียงสาจนไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทุกอย่างเกิดจากความยินยอม เกิดจากความอ่อนแอ ความเหนื่อย ความเปราะบาง และแรงดึงดูดที่เธอเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่การที่เขาพูดเหมือนอยากปัดมันออกจากชีวิตง่าย ๆ ราวกับมันเป็นคราบฝุ่นบนเสื้อสูทราคาแพง ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกลดค่าเหลือเพียงบางสิ่งที่เขาไม่อยากจดจำ

มินตราปิดก๊อกน้ำ สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูซับหน้าให้แห้ง เธอหยิบเครื่องสำอางขึ้นมาแต่งบาง ๆ เพื่อปิดร่องรอยความอ่อนล้า แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว

บนโต๊ะเล็กข้างเตียงมีรูปถ่ายของพ่อวางอยู่ เป็นภาพชายวัยกลางคนยิ้มอ่อนโยนแม้ใบหน้าจะซูบผอมจากโรคเรื้อรัง มินตรามองรูปนั้นแล้วหัวใจเจ็บขึ้นอีกครั้ง ความเจ็บจากเมื่อคืนอาจทำให้เธออยากหนี อยากลาออก อยากไม่กลับไปเจอหน้ารามิลอีก แต่ชีวิตของเธอไม่ได้มีทางเลือกมากมายขนาดนั้น

ค่ารักษาพ่อรออยู่ ค่าเช่าห้องรออยู่ อนาคตรออยู่ และศักดิ์ศรีของเธอก็รอให้เธอพิสูจน์ด้วยเช่นกัน

“หนูจะไม่ร้องไห้แล้วนะคะพ่อ หนูจะทำงานให้ดี จะไม่มีใครได้พูดว่าหนูใช้เรื่องเมื่อคืนแลกอะไรจากเขาเด็ดขาด” มินตราพูดกับรูปถ่ายด้วยน้ำเสียงสั่น          นิด ๆ แต่ดวงตากลับแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

เธอหยิบกระเป๋าสะพาย เดินออกจากห้องเช่าเล็ก ๆ แล้วล็อกประตูอย่างเบามือ เช้าวันนี้อากาศหลังฝนตกยังชื้นเย็น พื้นถนนหน้าหอพักมีแอ่งน้ำขังเป็นหย่อม ๆ รถเมล์และรถยนต์เคลื่อนผ่านอย่างเร่งรีบเหมือนเมืองใหญ่ไม่เคยหยุดให้ใครตั้งหลัก มินตรายืนรอรถโดยสารประจำทางพร้อมพนักงานบริษัทหลายคน เธอกอดแฟ้มเอกสารไว้แนบอกเหมือนมันเป็นเกราะกำบังหัวใจ

เมื่อมาถึงอาคารวัชรเมธา พร็อพเพอร์ตี้ ความโอ่อ่าของล็อบบี้ยังคงเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อวานเธอก้าวเข้ามาด้วยความตื่นเต้นและความหวัง วันนี้เธอกลับเดินผ่านประตูหมุนเข้ามาด้วยหัวใจที่ต้องบังคับไม่ให้สั่น

“สวัสดีค่ะ” มินตรากล่าวทักเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางแตะบัตรฝึกงานที่ประตูทางเข้าอย่างเรียบร้อย

“สวัสดีค่ะน้องมินตรา วันนี้มาเช้าอีกแล้วนะคะ” เจ้าหน้าที่หญิงยิ้มให้ตามมารยาท โดยไม่รู้เลยว่าคนตรงหน้าต้องใช้พลังมากแค่ไหนในการยิ้มตอบ

“ค่ะ ดิฉันอยากมาเตรียมเอกสารก่อนเวลาค่ะ” มินตราตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แล้วรีบเดินไปยังโถงลิฟต์โดยไม่ปล่อยให้บทสนทนายืดเยื้อ

ในลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนขึ้นสู่ชั้นฝ่ายเลขานุการโครงการ มินตรายืนชิดมุมด้านใน เธอมองตัวเลขชั้นที่เปลี่ยนไปทีละลำดับด้วยหัวใจเต้นแรง ทุกครั้งที่ประตูลิฟต์เปิด เธอเผลอกลั้นหายใจเพราะกลัวจะเจอรามิลโดยไม่ทันตั้งตัว แต่โชคดีที่ตลอดทางมีเพียงพนักงานทั่วไปขึ้นลง

เมื่อถึงชั้นทำงาน เธอเดินตรงไปยังโต๊ะชั่วคราวของตัวเอง วางกระเป๋า เปิดสมุด และเริ่มตรวจงานต่อทันที ความตั้งใจของเธอดูแน่วแน่จนพนักงานบางคนเหลือบมองด้วยความแปลกใจ เพราะเมื่อวานเพิ่งเกิดเหตุไฟดับและเธอเกือบติดอยู่ในห้องเอกสาร แต่เช้าวันนี้เธอกลับมานั่งทำงานก่อนเวลาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“น้องมินตรา เมื่อคืนกลับดึกมากหรือเปล่า เห็นฝ่ายอาคารคุยกันว่ามีคนติดอยู่ในห้องเอกสาร” พนักงานรุ่นพี่คนหนึ่งถามขึ้นขณะวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะตัวเอง น้ำเสียงเหมือนเป็นห่วงแต่แววตาแฝงความอยากรู้

มินตราชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบอย่างสุภาพที่สุด

“กลับดึกนิดหน่อยค่ะ แต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางก้มหน้ากลับไปจัดเอกสารต่อเพื่อปิดช่องให้คนถามซักต่อ

“ได้ยินว่าท่านประธานลงไปดูเองเลยจริงไหม เขาดุฝ่ายอาคารหนักมากนะ คนทั้งชั้นพูดกันตั้งแต่เช้าแล้ว” พนักงานอีกคนแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น ดวงตาวาววับเหมือนเจอหัวข้อสนุกในเช้าวันทำงาน

มือของมินตราที่กำลังจัดแฟ้มสะดุดไปเสี้ยววินาที แต่เธอก็รีบควบคุมตัวเอง

“ดิฉันไม่ทราบรายละเอียดค่ะ ตอนนั้นตกใจและรีบออกมาจากห้องเอกสารมากกว่า” เธอตอบอย่างระมัดระวัง โดยไม่เงยหน้าขึ้นสบตาใคร

“ท่านประธานไม่ค่อยลงมายุ่งเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้นะ ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญจริง ๆ” พนักงานคนเดิมยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อกึ่งสงสัย ก่อนจะหัวเราะ          เบา ๆ กับเพื่อนร่วมโต๊ะ

มินตราเม้มปากแน่น เธอรู้สึกเหมือนทุกสายตากำลังจับจ้อง ทั้งที่อาจไม่มีใครคิดอะไรจริงจัง แต่หลังจากเรื่องเมื่อคืน เธอกลับไวต่อทุกคำพูดที่เกี่ยวกับรามิล เธอไม่ต้องการให้ใครสงสัย ไม่ต้องการให้ชื่อของเธอถูกผูกกับเขาในทางใดทั้งสิ้น

“งานชุดนี้ต้องส่งก่อนเที่ยงใช่ไหมคะพี่สุชาดา ถ้าใช่ ดิฉันขอเริ่มตรวจทานก่อนนะคะ จะได้ไม่ช้าเหมือนเมื่อวานค่ะ” มินตราหันไปถามรุ่นพี่ฝ่ายเลขาฯ ด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ในประโยคนั้นมีความตั้งใจชัดเจนว่าเธอต้องการจบเรื่องส่วนตัว

สุชาดาซึ่งเป็นพนักงานรุ่นพี่มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่เล็กน้อย

“ใช่ ชุดนั้นต้องส่งก่อนเที่ยง ตรวจเลขหน้าให้ดี แล้วอย่าลืมแนบสรุปโครงการหน้าสุดท้ายด้วยนะ” สุชาดาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันกลับไปทำงานของตัวเอง

“ได้ค่ะ ดิฉันจะตรวจให้ละเอียดค่ะ” มินตรารับคำ แล้วก้มหน้าทำงานต่อทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครชวนคุยอีก

ตลอดช่วงเช้า มินตราทำงานอย่างเงียบผิดปกติ เธอไม่เงยหน้าขึ้นมองทางเดิน ไม่มองไปทางลิฟต์ผู้บริหาร และไม่ยอมอยู่ในพื้นที่ที่อาจต้องเผชิญหน้ากับรามิลตามลำพัง เธอส่งเอกสารผ่านเลขาฯ รุ่นพี่แทนการนำไปให้เอง หากจำเป็นต้องเข้าใกล้โซนผู้บริหาร เธอก็จะรอให้มีพนักงานคนอื่นเดินไปด้วยเสมอ

ทุกการกระทำของเธอเหมือนคนรู้หน้าที่ แต่สำหรับคนที่มองจากห้องกระจกชั้นบน กลับเป็นการหลบหลีกที่ชัดเจนเกินกว่าจะมองไม่ออก

รามิล วัชรเมธา ยืนอยู่ริมกระจกในห้องทำงานชั้นผู้บริหาร ด้านล่างเป็นพื้นที่เปิดของฝ่ายเลขานุการโครงการซึ่งสามารถมองเห็นผ่านกระจกด้านในบางส่วนได้ เขาถือแก้วกาแฟดำไว้ในมือ แต่แทบไม่ได้ยกขึ้นดื่มเลยตั้งแต่เช้า สายตาคมจับอยู่ที่ร่างบอบบางในเสื้อเชิ้ตสีขาวซึ่งนั่งก้มหน้าตรวจเอกสารอย่างตั้งใจ

เธอไม่มองขึ้นมาสักครั้ง ไม่แม้แต่ครั้งเดียว

ความจริงเขาควรพอใจ มินตรากำลังทำตามที่เขาบอก เธอทำเหมือนเรื่องเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น เธอไม่เรียกร้อง ไม่พยายามเข้าใกล้ ไม่ใช้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างผิดพลาดมาแลกสิทธิพิเศษใด ๆ นั่นควรเป็นสิ่งที่เขาต้องการที่สุด แต่ความสงบของเธอกลับทำให้เขาหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล

เมื่อคืนหลังเธอออกจากห้องรับรอง เขาแทบไม่ได้ทำงานต่อ ความทรงจำเกี่ยวกับดวงตาคลอน้ำของเธอตามติดเขาจนถึงเช้า คำว่า “ความผิดพลาด” ที่เขาพูดเองยังคงย้อนกลับมากรีดหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่รามิลเป็นผู้ชายที่ฝึกตัวเองให้ไม่ยอมแพ้ต่อความรู้สึก เขาจึงบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าสิ่งที่ทำถูกต้องแล้ว ระยะห่างคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

โดยเฉพาะกับเด็กฝึกงานอย่างมินตรา

“ท่านประธานคะ รายงานฝ่ายอาคารจากเมื่อคืนค่ะ” พิมพ์รดา เลขาฯ คนสนิทของเขาเดินเข้ามาวางแฟ้มบนโต๊ะด้วยท่าทางเรียบร้อย

“วางไว้” รามิลตอบโดยยังไม่ละสายตาจากกระจกด้านนอก

พิมพ์รดามองตามสายตาของเจ้านายไปยังพื้นที่ทำงานด้านล่าง ก่อนจะเห็นมินตรากำลังนั่งตรวจเอกสารอย่างเงียบ ๆ เธอไม่ได้พูดอะไร เพราะทำงานกับรามิลมานานพอจะรู้ว่าเมื่อใดควรเงียบ แต่ความแปลกใจในใจกลับยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“เมื่อเช้าฝ่ายอาคารแจ้งว่าเด็กฝึกงานคนนั้นไม่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนใด ๆ ค่ะ เธอบอกว่าเป็นความผิดของตัวเองที่อยู่ดึกเกินไป และไม่ต้องการให้ใครถูกตำหนิเพราะเธอ” พิมพ์รดารายงานตามหน้าที่ น้ำเสียงเรียบแต่มีความเห็นใจบาง ๆ ซ่อนอยู่

รามิลหันกลับมาทันที ดวงตาคมเข้มขึ้นอย่างไม่พอใจ

“เธอพูดแบบนั้นหรือ” เขาถามเสียงต่ำ ขณะวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะอย่างแรงกว่าปกติเล็กน้อย

“ค่ะ เธอพูดกับฝ่ายอาคารและฝ่ายบุคคลเหมือนกันค่ะ” พิมพ์รดาตอบอย่างระมัดระวัง เพราะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเจ้านายที่ไม่คงที่

“เด็กคนนั้นคิดว่าการรับผิดแทนคนอื่นคือความดีหรือไง” รามิลกล่าวเสียงเย็น แต่ในน้ำเสียงมีความหงุดหงิดที่เกินกว่าการตำหนิเรื่องงาน

“เธออาจไม่อยากมีปัญหาตั้งแต่วันแรกค่ะ ท่านประธาน” พิมพ์รดาอธิบายเบา ๆ อย่างคนพยายามมองอีกด้าน

รามิลเงียบไป เขารู้ดีว่ามินตราไม่อยากมีปัญหา เขารู้ตั้งแต่ตอนเห็นเธอก้มเก็บเอกสารที่ถูกชนหล่นเมื่อวานแล้ว เธอเป็นคนแบบนั้น คนที่เลือกกลืนความไม่ยุติธรรมเพราะต้องการรักษาโอกาสเล็ก ๆ ของตัวเองเอาไว้ และนั่นยิ่งทำให้เขาหงุดหงิด

ไม่ใช่เพราะเธออ่อนแอ แต่เพราะเขาไม่ชอบเห็นเธอทำเหมือนตัวเองไม่มีสิทธิ์โกรธ ไม่มีสิทธิ์ปกป้องตัวเอง และไม่มีสิทธิ์ได้รับการดูแลจากใคร

“แจ้งฝ่ายบุคคลให้กำชับทุกแผนก ห้ามมอบหมายงานให้นักศึกษาฝึกงานอยู่เกินเวลาหากไม่มีพนักงานประจำดูแล และห้ามให้ลงไปรับเอกสารนอกอาคารหลังเวลางานโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ไปด้วย” รามิลสั่งเสียงเด็ดขาด ก่อนจะเปิดแฟ้มรายงานโดยไม่ได้อ่านทันที

“รับทราบค่ะ” พิมพ์รดารับคำแล้วจดคำสั่งลงในแท็บเล็ตอย่างรวดเร็ว

“แล้วอย่าเอ่ยชื่อมินตราในประกาศ ให้เป็นระเบียบใหม่ของทั้งบริษัท” เขาพูดต่อเสียงเรียบ แต่คำสั่งนั้นชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการให้เธอกลายเป็นประเด็นนินทา

“ค่ะท่านประธาน” พิมพ์รดาตอบอย่างเข้าใจ ก่อนจะถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป