บทที่ 6 ตอนที่3ไม่เป็นมืออาชีพ
ตอนที่3
ไม่เป็นมืออาชีพ
รามิลกลับมายืนริมกระจกอีกครั้ง เขาเห็นมินตราลุกขึ้นจากโต๊ะพร้อมแฟ้มเอกสารหนาหลายเล่ม เธอกอดมันไว้แนบอก เดินอย่างระมัดระวังไปยังห้องประชุมเล็กด้านใน แต่ในจังหวะหนึ่งแฟ้มด้านบนเลื่อนเกือบหล่น ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดพนักงานฝ่ายโครงการรีบก้าวเข้ามาช่วยรับไว้ทัน
ธันวา พนักงานฝ่ายประสานงานโครงการวัยยี่สิบเจ็ดปี เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ท่าทางเป็นมิตร เขายิ้มให้มินตราอย่างอบอุ่น ก่อนจะรับแฟ้มส่วนหนึ่งไปถือแทน
รามิลมองภาพนั้นนิ่ง ดวงตาคมหรี่ลงโดยไม่รู้ตัว
“ให้พี่ช่วยดีกว่า แฟ้มหนักขนาดนี้ถือคนเดียวเดี๋ยวก็ล้มอีกหรอก” ธันวาพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง ขณะดึงแฟ้มครึ่งหนึ่งจากอ้อมแขนของหญิงสาวไปถืออย่างคล่องแคล่ว
“ขอบคุณมากค่ะพี่ธันวา แต่ดิฉันถือเองได้ นะคะ เกรงใจค่ะ” มินตราตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ พยายามจะรับแฟ้มคืนเพราะไม่อยากรบกวนใคร
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก พี่ทำงานฝ่ายโครงการเหมือนกัน เดี๋ยวต้องเข้าไปห้องประชุมทางนั้นอยู่แล้ว ถือไปให้แค่นี้เอง” ธันวาบอกอย่างเป็นกันเอง พลางเดินเคียงข้างเธอไปโดยไม่คิดมาก
“ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ถ้าไม่มีพี่ช่วย แฟ้มคงหล่นกลางทางแน่เลยค่ะ” มินตรากล่าวพร้อมรอยยิ้ม บาง ๆ ซึ่งเป็นรอยยิ้มแรกของเช้าวันนั้นที่ดูจริงใจกว่าทุกครั้ง
รอยยิ้มนั้นทำให้มือของรามิลที่วางอยู่บนขอบกระจกกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เธอหลบตาเขาทั้งวัน แต่กลับยิ้มให้ผู้ชายคนอื่นง่าย ๆ อย่างนั้นหรือความคิดนั้นผุดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลจนเขาต้องข่มตัวเองทันที รามิลบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่ความหึง เขาไม่มีสิทธิ์หึง และไม่ควรรู้สึกอะไรกับเด็กฝึกงานคนหนึ่ง เขาเพียงไม่ชอบความไม่เป็นมืออาชีพในที่ทำงาน ไม่ชอบเห็นพนักงานชายทำตัวสนิทสนมกับเด็กฝึกงานมากเกินไปแต่ข้ออ้างนั้นฟังไม่ขึ้นแม้แต่ในใจเขาเอง
ช่วงบ่าย บริษัทเข้าสู่บรรยากาศเคร่งเครียดเมื่อทีมผู้บริหารเตรียมประชุมสรุปโครงการใหญ่ เอกสารจำนวนมากถูกส่งไปมาระหว่างแผนก มินตราทำงานต่อเนื่องแทบไม่หยุด เธอรับงาน ตรวจงาน แก้งาน และส่งงานด้วยความละเอียดจนสุชาดาซึ่งตอนแรกไม่ได้สนใจเธอมากนักเริ่มมองด้วยความยอมรับเล็กน้อยถึงอย่างนั้น ความตั้งใจของเธอก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนเอ็นดู
บางคนมองว่าเธอขยันเกินหน้าเกินตา บางคนมองว่าเธอพยายามสร้างภาพหลังจากมีข่าวว่าท่านประธานลงไปช่วยเมื่อคืน และบางคนเริ่มซุบซิบอย่างสนุกปากว่าเด็กฝึกงานคนนี้อาจไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น
มินตราได้ยินบางประโยคตอนเดินผ่านมุมถ่ายเอกสาร แต่เธอทำเป็นไม่ได้ยิน เธอบอกตัวเองว่าจะไม่ตอบโต้ เพราะยิ่งตอบก็ยิ่งเป็นเรื่อง เธอมีหน้าที่เพียงทำงานให้ดีจนไม่มีใครใช้ความเงียบของเธอเป็นอาวุธได้
กระทั่งช่วงเย็นใกล้เลิกงาน บรรยากาศในแผนกเริ่มผ่อนลง พนักงานบางคนเก็บของกลับบ้าน บางคนยังอยู่เคลียร์งาน มินตรากำลังจัดแฟ้มชุดสุดท้ายเพื่อส่งให้สุชาดาตรวจ ก่อนที่เสียงรองเท้าส้นสูงจะดังขึ้นจากทางเดินด้านหน้าแผนก
หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยมาก่อนตัว เธอสวมชุดเดรสสีครีมเข้ารูปเรียบหรู ทับด้วยเสื้อสูทสีเดียวกัน ผมยาวดัดลอนอ่อนถูกจัดทรงอย่างประณีต ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางพอดีทุกจุด รอยยิ้มบนริมฝีปากงดงามราวกับถูกฝึกมาอย่างดีเพื่อใช้ในวงสังคมชั้นสูง
ลลิตา ก้าวเข้าสู่พื้นที่ทำงานของฝ่ายโครงการเหมือนเจ้าของสถานที่ แม้ในความเป็นจริงเธอเป็นตัวแทนจากบริษัทคู่ค้าซึ่งมีโครงการร่วมกับวัชรเมธา พร็อพเพอร์ตี้หลายโครงการ แต่ความสนิทสนมกับครอบครัววัชรเมธาทำให้หลายคนในบริษัทรู้ดีว่าเธอไม่ใช่เพียงคู่ค้าธรรมดา
“คุณลลิตา สวัสดีค่ะ วันนี้มีนัดกับท่านประธานใช่ไหมคะ” พิมพ์รดาเดินออกมาต้อนรับอย่างสุภาพ แม้น้ำเสียงจะเป็นทางการกว่าที่ใช้กับแขกทั่วไป
“ค่ะ พอดีลิตามาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เลยอยากลงมาดูเอกสารโครงการด้วยตัวเอง เห็นว่าทีมกำลังเตรียมเอกสารกันอยู่ใช่ไหมคะ” ลลิตาตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตากวาดมองรอบแผนกอย่างละเอียดราวกับไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่มีรายละเอียดใดหลุดจากสายตาเธอ
“ใช่ค่ะ เอกสารชุดประชุมพรุ่งนี้กำลังตรวจทานครั้งสุดท้ายค่ะ” พิมพ์รดาอธิบายอย่างสุภาพ ขณะผายมือไปยังโต๊ะเอกสารกลางห้อง
ลลิตาเดินช้า ๆ ไปทางนั้น พนักงานหลายคนรีบลุกขึ้นทักทาย เธอยิ้มรับทุกคนอย่างงดงาม แต่สายตากลับไปหยุดที่หญิงสาวร่างบอบบางซึ่งนั่งก้มหน้าอยู่ตรงโต๊ะชั่วคราว
มินตรารู้สึกถึงสายตานั้น เธอจึงเงยหน้าขึ้น ก่อนจะรีบลุกยืนอย่างสุภาพเมื่อเห็นว่าแขกคนสำคัญกำลังมองมา
“สวัสดีค่ะ” มินตรากล่าวพร้อมก้มศีรษะเล็กน้อย มือประสานกันด้านหน้าอย่างเรียบร้อย
ลลิตามองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าในชั่วพริบตา รอยยิ้มยังคงอยู่ แต่แววตาลึกลงไปกลับเย็นเยียบอย่างประหลาด
“เด็กฝึกงานคนใหม่หรือคะ หน้าตาน่ารักดีนะ” ลลิตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เหมือนกล่าวชมธรรมดา แต่ความเนิบช้าในถ้อยคำกลับทำให้มินตรารู้สึกเหมือนถูกประเมินมูลค่า
“ค่ะ ดิฉันชื่อมินตรา ศศิธารา เป็นนักศึกษาฝึกงานฝ่ายประสานงานโครงการค่ะ” มินตราแนะนำตัวอย่างสุภาพ และพยายามไม่แสดงความอึดอัดออกทางสีหน้า
“มินตรา ชื่อเพราะดีจัง ทำงานวันแรก ๆ คงเหนื่อยน่าดูนะคะ บริษัทใหญ่แบบนี้ รายละเอียดเยอะ เด็กใหม่บางคนก็มักอยากทำให้ผู้ใหญ่เห็นจนลืมดูแลตัวเอง” ลลิตาพูดพร้อมรอยยิ้มหวาน แต่ปลายประโยคกลับคล้ายมีเข็มเล็ก ๆ ซ่อนอยู่
มินตราชะงักเพียงเสี้ยววินาที เธอไม่แน่ใจว่าลลิตาหมายถึงเหตุการณ์เมื่อคืนหรือไม่ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เอ่ยโดยบังเอิญ
“ดิฉันจะระวังให้มากขึ้นค่ะ ขอบคุณที่เตือนนะคะ” มินตราตอบอย่างนุ่มนวล น้ำเสียงไม่มีแววประชดหรือไม่พอใจ เพราะเธอยังไม่รู้ฐานะของอีกฝ่ายชัดเจนพอจะโต้ตอบ
“ดีค่ะ คนอายุน้อยที่รู้จักฟังผู้ใหญ่ มักไปได้ไกลกว่าคนที่รีบร้อนอยากได้ทุกอย่างเร็วเกินไป” ลลิตากล่าวต่อด้วยรอยยิ้มไม่เปลี่ยน แต่ดวงตากลับจับอยู่ที่ใบหน้าหวานของมินตราอย่างพิจารณา
คำพูดนั้นทำให้มินตรารู้สึกเหมือนถูกตบเบา ๆ ด้วยถ้อยคำสวยงาม เธอยังไม่ทันตอบ เสียงลิฟต์ผู้บริหารก็ดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของชั้น รามิลเดินออกมาพร้อมผู้บริหารสองคน สีหน้าเคร่งขรึมเหมือนเพิ่งจบการประชุมสำคัญ แต่ทันทีที่สายตาเขาเห็นลลิตายืนอยู่ใกล้มินตรา แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ลลิตาเห็นเขาเช่นกัน รอยยิ้มบนใบหน้าเธออ่อนหวานขึ้นทันที
“รามิลคะ ลิตามาก่อนเวลาไปหน่อย หวังว่าคุณคงไม่ว่าอะไรนะคะ” ลลิตาเอ่ยทักอย่างสนิทสนม น้ำเสียงนุ่มละมุนจนพนักงานหลายคนแอบสบตากัน
“ผมมีประชุมกับคุณตอนห้าโมงครึ่ง ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา” รามิลตอบเสียงเรียบ ดวงตาคมปรายมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะมองเลยไปยังมินตราที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังลลิตา
“ลิตารู้ค่ะ แค่อยากลงมาดูเอกสารก่อน เห็นเด็กฝึกงานคนนี้ตั้งใจดี เลยคุยด้วยนิดหน่อย” ลลิตาพูดพลางหันมายิ้มให้มินตรา แต่รอยยิ้มนั้นทำให้มินตรารู้สึกเย็นวาบแทนที่จะอบอุ่น
“ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับเอกสาร ให้คุยกับพิมพ์รดาหรือหัวหน้าทีม ไม่จำเป็นต้องคุยกับเด็กฝึกงาน” รามิลกล่าวเสียงเรียบ แต่ถ้อยคำชัดเจนจนบรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที
มินตราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจ เธอไม่รู้ว่าประโยคนั้นหมายถึงการปกป้องเธอหรือแค่ต้องการรักษาระเบียบงาน แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
ลลิตานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อย่างมีชั้นเชิง
“คุณยังเข้มงวดเหมือนเดิมนะคะรามิล ลิตาแค่ทักทายน้องเขา ไม่ได้จะใช้งานอะไรเสียหน่อย” ลลิตาตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนล้อเล่น แต่ดวงตาที่มอง รามิลกลับแฝงความสงสัยลึก ๆ
“งั้นก็ขึ้นไปที่ห้องประชุมเถอะ ผมไม่อยากเสียเวลา” รามิลตัดบทด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เย็นชา ก่อนจะหันไปสั่งพิมพ์รดาให้เตรียมเอกสาร
“ได้ค่ะ ลิตาก็ไม่อยากให้คุณเสียเวลาเหมือนกัน” ลลิตาตอบเสียงหวาน พลางเดินเคียงข้างเขาไปยังลิฟต์ผู้บริหาร
ก่อนประตูลิฟต์จะปิด ลลิตาหันกลับมามองมินตราอีกครั้ง รอยยิ้มของเธอยังคงงดงาม แต่ดวงตากลับคมกริบอย่างคนที่เพิ่งค้นพบสิ่งน่าสนใจ
มินตราก้มหน้าลงทันที พยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก ทว่าหัวใจกลับรู้สึกไม่สบายอย่างบอกไม่ถูก
ภายในลิฟต์ส่วนตัว ลลิตายืนข้างรามิลด้วยท่าทางสง่างาม เธอมองเงาสะท้อนของเขาบนผนังลิฟต์สเตนเลสเงา เห็นใบหน้าคมยังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่สายตาเมื่อครู่ที่เขาใช้มองเด็กฝึกงานคนนั้นกลับไม่อาจหลุดจากความทรงจำของเธอ
