บทที่ 7 ตอนที่4 เรียกเธอขึ้นมาพบ
ตอนที่4
เรียกเธอขึ้นมาพบ
รามิลเป็นผู้ชายที่อ่านยาก แต่ลลิตารู้จักเขามานานพอจะรู้ว่า เขาไม่ใช่คนที่จะออกปากกันคนอื่นออกจากเด็กฝึกงานเพียงเพราะกฎระเบียบของบริษัท
“เด็กคนนั้นดูน่าสงสารนะคะ เรียบร้อยจนเหมือนจะหักง่าย” ลลิตาพูดขึ้นลอย ๆ น้ำเสียงฟังดูเป็นกันเอง แต่ในใจกลับหยั่งเชิง
“เธอเป็นพนักงานฝึกงานของบริษัท ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องสนใจ” รามิลตอบโดยไม่หันมอง เงาใบหน้าของเขาบนผนังลิฟต์ยังคงนิ่งสนิท
“ลิตาแค่แปลกใจ ปกติคุณไม่ค่อยสนใจเด็กฝึกงานคนไหนเป็นพิเศษ” ลลิตากล่าวด้วยรอยยิ้ม บาง ๆ แต่แววตาเริ่มแข็งขึ้นทีละน้อย
“ผมสนใจระเบียบงาน ไม่ใช่ตัวบุคคล” รามิลตอบทันที น้ำเสียงเย็นพอจะปิดประตูทุกคำถาม
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีค่ะ เพราะเด็กสาวหน้าหวานแบบนั้น บางครั้งอาจไม่ได้ใสอย่างที่มองเห็น” ลลิตาทิ้งประโยคไว้เบา ๆ เหมือนคำพูดทั่วไป แต่ตั้งใจให้มันตกลงกลางความเงียบระหว่างทั้งคู่
รามิลหันมามองเธอในที่สุด ดวงตาคมเย็นลงทันที
“อย่าตัดสินคนของผมจากหน้าตา” เขาพูดเสียงต่ำ ทุกคำชัดเจนและหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นเพียงคำเตือนธรรมดา
ลลิตาชะงักไปชั่วขณะ คำว่า “คนของผม” แทบทำให้เล็บของเธอจิกลงบนฝ่ามือ แต่ใบหน้ายังยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ลิตาไม่ได้หมายความแบบนั้นค่ะ แค่พูดตามประสบการณ์เท่านั้นเอง” เธอตอบเสียงหวาน ก่อนจะเบือนหน้าไปมองตัวเลขชั้นที่เลื่อนขึ้นช้า ๆ เพื่อซ่อนความไม่พอใจ
รามิลไม่ตอบอีก แต่ความเงียบของเขายิ่งยืนยันให้ลลิตารู้ว่า เด็กฝึกงานชื่อมินตราไม่ใช่คนธรรมดาในสายตาเขาแน่นอน ประชุมกับลลิตายาวนานกว่ากำหนด รามิลนั่งฟังรายงานโครงการด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขณะฝ่ายคู่ค้าพูดถึงตัวเลข กำไร และแผนประชาสัมพันธ์ แต่สมาธิของเขากลับหลุดไปยังภาพของมินตราที่ก้มหน้าทำงานเงียบ ๆ ภาพเธอยิ้มให้ธันวา ภาพเธอก้มรับคำพูดของลลิตา และภาพดวงตาคลอน้ำในเช้าวันนั้น
เขาหงุดหงิดกับตัวเองอย่างรุนแรง
หลังประชุมเสร็จและส่งลลิตากลับ พิมพ์รดาเข้ามารายงานงานช่วงเย็นเพิ่มเติม รามิลกำลังจะเซ็นเอกสาร แต่สายตาเหลือบเห็นรายชื่อผู้รับผิดชอบเอกสารที่ต้องแก้ไขด่วน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อมินตราอยู่ด้านล่าง
“มินตรายังอยู่หรือเปล่า” เขาถามขึ้นกะทันหัน ทำให้พิมพ์รดาเงยหน้าจากแท็บเล็ตทันที
“น่าจะยังอยู่ค่ะ เธอช่วยทีมเลขาฯ แก้เอกสารชุดผู้บริหารอยู่ เพราะมีการเปลี่ยนตัวเลขในสรุปโครงการนิดหน่อยค่ะ” พิมพ์รดาตอบตามข้อมูลที่ได้รับ
“เรียกเธอขึ้นมาพบผมหลังเลิกงาน” รามิลสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะก้มลงเซ็นเอกสารต่อเหมือนเรื่องที่พูดไม่สำคัญ
“ค่ะท่านประธาน” พิมพ์รดารับคำ แต่ในใจเริ่มรู้สึกว่าความเกี่ยวข้องระหว่างเจ้านายกับเด็กฝึกงานคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เวลาเกือบหนึ่งทุ่ม มินตราได้รับแจ้งจากพิมพ์รดาว่าท่านประธานเรียกพบ หัวใจของเธอกระตุกแรงทันที ความกลัวและความเจ็บปวดจากเช้าหลังคืนนั้นกลับมาถาโถมในอกอีกครั้ง เธออยากปฏิเสธ อยากบอกว่ามีงานต้องทำ แต่ไม่มีเหตุผลใดเพียงพอสำหรับการไม่ไปพบผู้บริหารสูงสุดของบริษัท
หญิงสาวเก็บเอกสารบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย ล้างมือในห้องน้ำ แล้วมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง
“แค่คุยเรื่องงานเท่านั้น อย่าคิดอะไรเกินกว่านั้น” เธอบอกตัวเองเบา ๆ ดวงตาในกระจกดูหวาดหวั่นแต่พยายามเข้มแข็ง
เธอขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นผู้บริหาร ประตูห้องทำงานของรามิลเปิดรออยู่แล้ว พิมพ์รดาพาเธอเข้าไป ก่อนจะถอยออกและปิดประตูตามหลังอย่างเงียบเชียบ ทันทีที่เหลือกันเพียงสองคน บรรยากาศในห้องก็หนักอึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รามิลนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ แสงไฟอุ่นจากโคมตั้งโต๊ะตกกระทบใบหน้าคม ทำให้ดวงตาของเขาดูลึกและอ่านยากยิ่งกว่าเดิม มินตรายืนอยู่ห่างจากโต๊ะพอสมควร มือประสานกันแน่นจนปลายนิ้วเย็น
“ท่านประธานเรียกดิฉันมาพบ มีงานส่วนไหนต้องแก้ไขเพิ่มเติมหรือคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงสุภาพและเป็นทางการ พยายามไม่ให้เสียงสั่น
รามิลเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร มองเธอนิ่งอยู่หลายวินาที ก่อนจะวางปากกาลง
“นั่งก่อน” เขาพูดเสียงเรียบ พยักหน้าไปยังเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน
“ดิฉันยืนได้ค่ะ ถ้าเป็นเรื่องงาน ท่านประธานสั่งมาได้เลยค่ะ” มินตราตอบอย่างระมัดระวัง เพราะไม่อยากอยู่ในห้องนี้นานเกินจำเป็น
คิ้วเข้มของรามิลขยับเล็กน้อย เขาได้ยินระยะห่างในน้ำเสียงของเธอชัดเจนเกินไป
“ผมบอกให้นั่ง” เขาพูดอีกครั้ง น้ำเสียงไม่ได้ดังขึ้น แต่มีอำนาจมากพอให้เธอไม่กล้าขัด
มินตราค่อย ๆ นั่งลงอย่างเรียบร้อย วางมือบนตักและก้มหน้าเล็กน้อย เธอทำตัวเหมือนนักศึกษาฝึกงานที่มาพบผู้บริหาร ไม่มีท่าทีใดบ่งบอกว่าระหว่างเธอกับเขาเคยเกิดสิ่งที่ลึกซึ้งเกินคำว่าเจ้านายกับลูกน้อง
ความนิ่งของเธอทำให้รามิลรู้สึกเหมือนถูกผลักออกไป ทั้งที่เป็นเขาเองที่สั่งให้เธอลืม
“เรื่องเมื่อคืนก่อน” รามิลเริ่มพูด น้ำเสียงเรียบแต่ดวงตายังคงจับอยู่ที่ใบหน้าของเธอ
มือของมินตราบนตักเกร็งขึ้นทันที แต่เธอยังคงก้มหน้า
“ดิฉันจำได้ค่ะว่าท่านประธานบอกให้ลืม ฉันจะไม่พูดถึงและจะไม่ทำให้เรื่องนั้นกระทบงานค่ะ” เธอตอบโดยไม่รอให้เขาพูดต่อ น้ำเสียงสุภาพจนแทบไร้อารมณ์ แต่คนฟังกลับรู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยความเรียบร้อยนั้น
รามิลนิ่งไป ความรู้สึกผิดแล่นผ่านดวงตาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนถูกกลบไว้
“ผมเรียกคุณมาเพื่อย้ำข้อตกลงให้ชัดเจน” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นทางการ “เรื่องคืนนั้นจะไม่ถูกพูดถึงอีก ไม่ว่ากับใคร และผมจะไม่ให้มันกระทบการฝึกงานของคุณ หากคุณทำหน้าที่ของตัวเองตามปกติ”
มินตราเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาของเธอไม่ร้องไห้ ไม่กล่าวโทษ แต่ความเจ็บที่ถูกซ่อนไว้กลับชัดเจนยิ่งกว่าน้ำตา
“ฉันเข้าใจค่ะ และขอให้ท่านประธานสบายใจได้ ฉันไม่ได้ต้องการใช้เรื่องคืนนั้นแลกกับโอกาส เงินเดือน ตำแหน่ง หรือความเห็นใจใด ๆ จากท่านประธานเลยค่ะ” เธอกล่าวเต็มประโยค น้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นอย่างคนกำลังปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง
รามิลชะงักกับคำพูดนั้น เขาคิดไว้หลายแบบว่าเธออาจร้องไห้ อาจถามหาเหตุผล อาจต่อว่าเขา หรืออาจเรียกร้องบางอย่าง แต่เธอกลับพูดเหมือนต้องการตัดทางความสงสัยทั้งหมดของเขาอย่างสุภาพที่สุด
“ผมไม่ได้พูดว่าคุณต้องการอะไร” เขาตอบเสียงต่ำ ทั้งที่ลึก ๆ รู้ดีว่าตนเคยคิดเช่นนั้น
“แต่ท่านประธานคิดค่ะ” มินตราพูดอย่างสงบ ดวงตาหวานสบเขาตรง ๆ เป็นครั้งแรกนับจากเข้าห้องมา “ถ้าท่านประธานไม่คิด ดิฉันคงไม่ต้องได้รับคำย้ำซ้ำ ๆ ว่าเรื่องนั้นคือความผิดพลาด และฉันควรทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ”ประโยคนั้นทำให้อากาศในห้องเหมือนหยุดนิ่ง รามิลมองเธอนิ่ง ดวงตาคมเข้มขึ้น ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะถูกแทงตรงจุดที่เขาปฏิเสธไม่ได้
มินตรารีบหลุบตาลงเมื่อรู้ว่าตนพูดมากเกินไป เธอสูดลมหายใจช้า ๆ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความสุภาพกว่าเดิม
“ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินท่านประธาน ฉันแค่อยากให้ท่านประธานมั่นใจว่า ฉันรู้ฐานะของตัวเองดี และจะไม่ทำให้ท่านประธานต้องลำบากใจค่ะ” เธอพูดเสียงแผ่วลง แต่ความเจ็บยังคงซ่อนอยู่ในทุกคำ
