บทที่ 8 ตอนที่5 เก็บอาการหวั่นไหว
ตอนที่5
เก็บอาการหวั่นไหว
รามิลรู้สึกเหมือนคำขอโทษของเธอกำลังบีบคอเขา เขาไม่ชอบที่เธอขอโทษทั้งที่เป็นเขาต่างหากที่ทำร้ายเธอด้วยคำพูด เขาไม่ชอบที่เธอเรียกเขาว่าท่านประธานอย่างห่างเหินทั้งที่เมื่อคืนเธอเคยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงสั่นไหวอยู่ในอ้อมแขนแต่เขายิ่งไม่ชอบตัวเองที่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากเธอ
“คุณไม่จำเป็นต้องลาออกหรือขอเปลี่ยนแผนก” เขาพูดหลังจากเงียบอยู่นาน น้ำเสียงอ่อนลงกว่าตอนแรกเพียงเล็กน้อย
“ดิฉันไม่ได้คิดจะลาออกค่ะ เพราะถ้าลาออกหลังเกิดเรื่อง ท่านประธานอาจคิดว่าดิฉันอ่อนแอ หรืออาจคิดว่าดิฉันต้องการให้ท่านประธานรู้สึกผิด” มินตราตอบอย่างจริงใจ แม้คำพูดนั้นจะเหมือนตอกย้ำบาดแผลของทั้งคู่
“ผมไม่เคยบอกว่าคุณอ่อนแอ” รามิลกล่าวทันที น้ำเสียงเข้มขึ้นราวกับไม่พอใจคำสรุปนั้น
“แต่ดิฉันต้องพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ใช่ภาระของใครค่ะ” เธอตอบเบา ๆ ดวงตาก้มลงมองมือของตัวเองบนตัก
รามิลเงียบไปอีกครั้ง คำว่าภาระทำให้เขานึกถึงเรื่องพ่อของเธอ นึกถึงแววตาเหนื่อยล้าที่เธอพูดเรื่องค่ารักษาเมื่อคืน และนึกถึงความจริงที่ว่า เด็กสาวคนนี้ไม่ได้มีเวลามานั่งจมกับความเจ็บเหมือนคนอื่น เพราะชีวิตบังคับให้เธอต้องลุกขึ้นในเช้าวันถัดไปไม่ว่าหัวใจจะแตกแค่ไหน
“มินตรา” เขาเรียกชื่อเธอเสียงต่ำโดยไม่ตั้งใจ
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย หัวใจไหววูบเพราะน้ำเสียงนั้นต่างจากคำว่า “คุณ” ที่เขาใช้ตลอดการสนทนา
“คะ” เธอขานรับเบา ๆ ก่อนจะรีบเก็บอาการหวั่นไหวไว้ใต้ท่าทีสุภาพ
รามิลอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับกลืนมันลงไป เขาไม่ถนัดคำขอโทษ ไม่ถนัดปลอบ ไม่ถนัดยอมรับว่าตัวเองกำลังรู้สึกผิดกับเด็กฝึกงานคนหนึ่งมากเกินควร
“อย่าอยู่ทำงานเกินเวลาอีก ถ้าไม่มีพนักงานประจำอยู่ด้วย” เขาพูดแทน น้ำเสียงกลับมาเป็นคำสั่งเหมือนเดิม
มินตรานิ่งไป ก่อนจะพยักหน้า“ค่ะ ฉันจะระวังค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ แต่มีคำบรรยายของความห่างเหินอยู่ในน้ำเสียง
“และถ้ามีใครโยนงานเกินหน้าที่ให้คุณ ให้แจ้งหัวหน้าทีม ไม่ใช่รับไว้ทั้งหมดแล้วทำจนตัวเองเกือบล้ม” เขากล่าวต่อด้วยความไม่พอใจที่ปิดไม่มิด
“ฉันไม่อยากให้ใครคิดว่าเลือกงานหรือทำงานไม่ได้ค่ะ” มินตราอธิบายเบา ๆ เพราะรู้ว่าสำหรับเด็กฝึกงาน การบอกปฏิเสธงานอาจถูกมองไม่ดีได้ง่ายมาก
“การทำงานได้ ไม่ได้แปลว่าต้องยอมให้ทุกคนใช้คุณอย่างไรก็ได้” รามิลพูดเสียงหนักแน่น ดวงตาคมจับอยู่ที่ใบหน้าเธอเหมือนต้องการให้จำ
มินตรามองเขาอย่างสับสน คำพูดของเขาเหมือนห่วงใย แต่สถานะที่เขาวางไว้กลับห้ามไม่ให้เธอรับมันเป็นความห่วงใย เธอจึงเลือกตอบอย่างเป็นทางการที่สุด
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ ดิฉันจะนำไปปรับใช้ในการทำงานค่ะ” เธอกล่าวพร้อมก้มศีรษะเล็กน้อย ความเป็นทางการนั้นทำให้รามิลเจ็บแปลบอย่างน่าหงุดหงิด เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ สายตาคมมองเธอเหมือนกำลังพยายามอ่านความคิดที่เธอไม่ยอมเปิดเผย
“คุณโกรธผมหรือเปล่า” เขาถามขึ้นอย่างไม่คาดคิด น้ำเสียงต่ำลงกว่าเดิมมาก
มินตราชะงัก หัวใจเธอสั่นไหวอย่างแรง เธอไม่คิดว่าเขาจะถามคำถามนี้ และไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรให้สมกับฐานะเด็กฝึกงานที่นั่งอยู่ต่อหน้าประธานบริษัท
“ฉันไม่มีสิทธิ์โกรธท่านประธานค่ะ” เธอตอบในที่สุด น้ำเสียงเบาจนเกือบเป็นกระซิบ
รามิลขมวดคิ้วทันที“ผมไม่ได้ถามว่าคุณมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ ผมถามว่าคุณโกรธหรือเปล่า” เขาย้ำ ช้า ๆ ดวงตาคมไม่ยอมปล่อยให้เธอหลบ
มินตราเม้มปากแน่น ความรู้สึกที่กดไว้ทั้งวันเริ่มไหวราวกับผิวน้ำถูกโยนหินลงไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะตอบด้วยความจริงเพียงครึ่งเดียว
“ฉันเสียใจค่ะ แต่ไม่อยากโกรธ เพราะถ้าโกรธ ดิฉันคงทำงานที่นี่ต่อได้ยาก และดิฉันจำเป็นต้องทำงานที่นี่ให้ดีที่สุดค่ะ” เธอพูดช้า ๆ ทุกคำเรียบร้อย แต่แววตาเจ็บจนรามิลไม่อาจมองข้ามได้
รามิลนิ่งงัน ความรู้สึกผิดที่เขากดไว้ตั้งแต่เช้ายิ่งชัดขึ้นจนเกือบทำให้เขาหายใจไม่สะดวก เขาอยากเอ่ยคำขอโทษ แต่คำคำนั้นเหมือนหนักเกินกว่าจะหลุดจากปากชายที่คุ้นชินกับการสั่งและควบคุมทุกอย่าง
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวกลับไปทำงานต่อนะคะ เอกสารชุดสรุปยังเหลือตรวจอีกสองแฟ้มค่ะ” มินตรากล่าวขึ้นเมื่อความเงียบเริ่มยืดยาว เธอไม่อยากนั่งอยู่ตรงนี้ให้หัวใจตัวเองอ่อนแอไปมากกว่านี้
รามิลมองเธออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“ไปได้” เขาตอบสั้น ๆ แต่เสียงต่ำกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
มินตราลุกขึ้น ก้มศีรษะให้เขาอย่างสุภาพ แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมอง เมื่อประตูปิดลง รามิลยังนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน เขามองเก้าอี้ที่เธอเพิ่งนั่ง เหมือนยังเห็นเงาของหญิงสาวที่พูดว่าเสียใจแต่ไม่อยากโกรธประโยคนั้นเจ็บกว่าการถูกต่อว่าเสียอีก
“น่ารำคาญชะมัด” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ แต่ไม่รู้ว่ากำลังด่าความรู้สึกของตัวเอง หรือด่าความจริงที่มินตราทำให้เขาเสียศูนย์ได้ง่ายเกินไป
ด้านนอกห้อง มินตราเดินกลับลงไปชั้นฝ่ายโครงการด้วยหัวใจที่เหนื่อยล้ากว่าเดิม เธอพยายามบอกตัวเองว่าการสนทนาเมื่อครู่คือการปิดเรื่องทุกอย่างให้ชัดเจนแล้ว จากนี้เธอต้องเป็นแค่เด็กฝึกงาน เขาเป็นท่านประธาน ไม่มีอะไรเกินกว่านั้นแต่ยิ่งบอกตัวเอง ความเจ็บยิ่งตอกย้ำว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ และมันไม่ได้หายไปเพราะคำสั่งของเขา
เมื่อกลับถึงโต๊ะทำงาน เธอพบว่าแฟ้มเอกสารเพิ่มขึ้นอีกหลายกองบนโต๊ะ บางแฟ้มไม่ใช่งานที่เธอรับผิดชอบโดยตรง แต่มีโน้ตแปะไว้ว่า “ช่วยตรวจให้ด้วยก่อนพรุ่งนี้เช้า” จากพนักงานหลายคนที่ทยอยกลับบ้านไปแล้ว
มินตรายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความเหนื่อยล้าทำให้ขอบตาร้อนผ่าว แต่เธอไม่อยากสร้างปัญหา ไม่อยากถูกมองว่าเพิ่งเข้ามาก็เลือกงาน เธอจึงค่อย ๆ นั่งลง เปิดแฟ้มแรก และเริ่มตรวจอย่างเงียบ ๆ
เวลาผ่านไปจากหนึ่งทุ่มเป็นสองทุ่ม จากสองทุ่มเป็นสามทุ่ม พนักงานในแผนกลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงไฟบางโซนที่ยังเปิดอยู่ มินตรายังนั่งอยู่ที่เดิม ดวงตาเริ่มพร่าจากการอ่านตัวเลขและตัวอักษรต่อเนื่อง มือเล็กจดแก้ไขเอกสารทีละจุด แม้ท้องจะเริ่มว่างจนปวดหน่วงเพราะยังไม่ได้กินอาหารเย็น
ธันวาซึ่งเพิ่งกลับจากประชุมนอกบริษัทเดินผ่านแผนกแล้วชะงักเมื่อเห็นเธอยังอยู่
“มินตรา ทำไมยังไม่กลับอีก นี่จะสามทุ่มครึ่งแล้วนะ” ธันวาถามด้วยความตกใจ ขณะเดินเข้ามาหาและมองแฟ้มจำนวนมากบนโต๊ะ
“ยังเหลืองานตรวจอีกนิดหน่อยค่ะ พรุ่งนี้เช้าต้องใช้ ดิฉันเลยอยากทำให้เสร็จก่อนกลับค่ะ” มินตราตอบพร้อมพยายามยิ้ม แต่ใบหน้าซีดจนธันวาขมวดคิ้ว
“นี่ไม่ใช่นิดหน่อยแล้วนะ ใครเอางานทั้งหมดมาให้เธอทำ คนเดียวตรวจทั้งแผนกแบบนี้ได้ยังไง” ธันวาพูดเสียงจริงจัง พลางหยิบแฟ้มขึ้นมาดูทีละเล่ม
“ไม่เป็นไรค่ะ พี่ ๆ เขาคงยุ่งกัน ดิฉันช่วยได้ก็อยากช่วยค่ะ” เธอตอบตามนิสัยเดิม ทั้งที่มือเริ่มสั่นจากความเหนื่อย
“ช่วยได้กับถูกใช้มันคนละเรื่องกันนะมินตรา” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง แต่แฝงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน
มินตรายิ้มบาง ๆ แต่ยังไม่ทันตอบ ดวงตาของเธอก็พร่ามัวขึ้นกะทันหัน ตัวอักษรบนกระดาษเหมือนลอยซ้อนกันเป็นเงา เธอพยายามกะพริบตาและจับขอบโต๊ะไว้ แต่โลกตรงหน้ากลับหมุนวูบจนร่างบางเอนเอียง
“มินตรา!” ธันวารีบคว้าแขนเธอไว้ทัน ก่อนที่เธอจะทรุดลงจากเก้าอี้
เสียงเรียกของธันวาดังพอให้คนที่เพิ่งเดินออกจากลิฟต์ผู้บริหารชะงักทันที
รามิลตั้งใจลงมาตรวจเอกสารบางส่วนด้วยตัวเองหลังเห็นไฟแผนกยังเปิดอยู่ เขาไม่ได้ยอมรับกับตัวเองว่าลงมาเพราะคิดถึงคำสั่งที่บอกมินตราว่าอย่าอยู่ดึก แต่ทันทีที่เห็นธันวาประคองร่างหญิงสาวไว้ใกล้ชิดเกินควร เลือดในกายเขาก็ร้อนวูบอย่างควบคุมไม่ได้
“เกิดอะไรขึ้น” รามิลถามเสียงเย็นจัดขณะเดินเข้ามา ดวงตาคมตวัดมองมือของธันวาที่จับแขนมินตราอยู่
ธันวารีบเงยหน้าขึ้นแล้วปล่อยมืออย่างเหมาะสม แต่ยังยืนใกล้พอจะรับหากมินตราทรุดลงอีก
“น้องมินตราเหมือนจะเป็นลมครับ ท่านประธาน เธอนั่งตรวจเอกสารอยู่คนเดียวมาหลายชั่วโมงแล้วครับ” ธันวารายงานด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่มีความไม่พอใจแฝงอยู่เพราะรู้สึกว่าเด็กฝึกงานถูกใช้งานเกินควร
รามิลมองโต๊ะของมินตราที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารจำนวนมาก สีหน้าของเขาเย็นลงจนน่ากลัว
“ใครมอบหมายงานทั้งหมดนี้ให้เธอ” เขาถามเสียงต่ำ ทุกคำเหมือนน้ำแข็งที่ค่อย ๆ กดลงบนบรรยากาศในแผนกไม่มีใครตอบทันที พนักงานสองสามคนที่ยังอยู่ต่างหน้าซีดและหลบตา เพราะแฟ้มบางส่วนมาจากพวกเขาเอง สุชาดาซึ่งกำลังจะกลับบ้านรีบเดินเข้ามา สีหน้าตกใจเมื่อเห็นท่านประธานยืนอยู่กลางแผนก
“ท่านประธานคะ งานบางส่วนเป็นเอกสารที่ต้องใช้พรุ่งนี้ ดิฉันให้น้องช่วยตรวจเท่านั้นค่ะ ไม่คิดว่าน้องจะยังทำจนดึกขนาดนี้” สุชาดาพูดด้วยน้ำเสียงตื่น ๆ พยายามอธิบายสถานการณ์
“คุณไม่คิด หรือคุณไม่ได้สนใจ” รามิลถามกลับเสียงเรียบ แต่ทำให้สุชาดาหน้าซีดกว่าเดิม
“ขอโทษค่ะ ฉันจะรับผิดชอบเองค่ะ” สุชาดารีบก้มศีรษะอย่างหวาดกลัว
มินตราที่พอมีสติขึ้นรีบยกมือขึ้นเล็กน้อย เธอไม่อยากให้ใครถูกตำหนิเพราะเธออีกแล้ว
“ท่านประธานคะ อย่าตำหนิพี่สุชาดาเลยค่ะ ดิฉันเป็นคนรับงานไว้เอง และคิดว่าจะทำเสร็จทันค่ะ” เธอพูดเสียงเบา ใบหน้ายังซีด แต่ยังพยายามปกป้องคนอื่นตามนิสัย
รามิลหันมามองเธอทันที ดวงตาคมทั้งดุทั้งห่วงจนเธอต้องหลบตา
“คุณเงียบไปเลย” เขาพูดเสียงเข้ม แต่ประโยคนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัวเท่าความสั่นไหวเล็ก ๆ ในแววตาของเขา
มินตรานิ่งไปทันที ไม่กล้าพูดต่อ“ตั้งแต่นี้ไป ห้ามให้นักศึกษาฝึกงานรับงานนอกเหนือหน้าที่โดยไม่มีหัวหน้าทีมอนุมัติ และห้ามปล่อยให้ทำงานเกินเวลาโดยไม่มีคนรับผิดชอบชัดเจน ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้อีก ผมจะพิจารณาความเหมาะสมของคนที่สั่งงานทั้งหมด” รามิลประกาศเสียงเรียบ ทว่าทุกคนในแผนกต่างก้มหน้ารับเหมือนถูกตัดสินโทษ
“รับทราบค่ะท่านประธาน” สุชาดาตอบเสียงสั่น มือจับแฟ้มแน่นอย่างทำอะไรไม่ถูก
รามิลไม่พูดอะไรต่อ เขาหันกลับมามองมินตราที่พยายามยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้
“กลับบ้าน” เขาสั่งสั้น ๆ แต่เด็ดขาด
“ฉันยังตรวจเอกสารไม่เสร็จค่ะ ถ้าทิ้งไว้ พรุ่งนี้อาจมีปัญหากับการประชุม” มินตราพยายามอธิบาย แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ตรง
“เอกสารไม่สำคัญเท่าชีวิตคน และผมไม่อยากให้เด็กฝึกงานตายในบริษัทของผม” รามิลพูดเสียงเย็น ประโยคนั้นฟังเหมือนประชด แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกังวลที่เขาปิดไม่มิด
มินตราหน้าชาเล็กน้อย เธอรู้ว่าคำพูดของเขาไม่อ่อนโยน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขากำลังบังคับให้เธอหยุดเพราะเป็นห่วงในแบบของเขา
“ฉันกลับเองได้ค่ะ ไม่ต้องรบกวนท่านประธาน” เธอตอบเบา ๆ เพราะไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าเขาให้ความสนใจเธอมากเกินไป
“ผมไม่ได้ถามว่าคุณกลับเองได้ไหม” เขากล่าวเสียงต่ำ ก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋าของเธอจากเก้าอี้แล้วส่งให้ “ผมบอกให้กลับบ้าน และผมจะไปส่ง”
มินตราเบิกตาเล็กน้อย เสียงกระซิบเบา ๆ จากพนักงานที่เหลือทำให้เธอยิ่งอึดอัด เธอรีบรับกระเป๋ามากอดไว้แนบอก
“ท่านประธานคะ แบบนี้คนอื่นจะเข้าใจผิดได้ค่ะ” เธอพูดเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
“คนอื่นจะเข้าใจอะไรไม่สำคัญเท่าคุณจะเป็นลมกลางทาง” รามิลตอบทันที น้ำเสียงเด็ดขาดจนเธอพูดไม่ออก
ธันวายืนมองทั้งคู่เงียบ ๆ แววตาเริ่มมีความสงสัยบางอย่าง แต่เขาเลือกไม่พูดอะไร รามิลปรายตามองเขาเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันกลับไปประคองมินตราอย่างระมัดระวัง ไม่ใกล้เกินควรต่อหน้าคนอื่น แต่ก็ชัดเจนว่าไม่ยอมให้เธอเดินเองหากยังเซ
