บทที่ 5 ว่าที่เจ้าสาว 1

เรื่องราวของราเชนทร์กับกมลวรรณดังไกลไปทั่วทั้งอำเภอ ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รู้จักทั้งสองคน ต่างก็แปลกใจที่ท้ายที่สุดเจ้าสาวของสารวัตรหนุ่ม กลับไม่ใช่สาวงามอย่างนางพยาบาล หากแต่เป็นใครก็ไม่รู้ ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม แว่วๆ แค่เพียงว่าเป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทอดีตนายพล สามีผู้ล่วงลับของเจ๊อ๋า ทำธุรกิจด้วยกันมาตั้งแต่ตอนที่ฝั่งนี้เริ่มตั้งรกราก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาเนิ่นนาน ได้ข่าวว่าเป็นเจ้าของโรงไม้และโรงงานเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัด

ซึ่งไม่น่าเชื่อ ทว่าจำเป็นต้องเชื่อ… ว่าท้ายที่สุดราเชนทร์กลับไม่ได้สมหวังกับหญิงสาวที่ปักใจรักมาเนิ่นนาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะสำหรับคนที่มองเห็นความเป็นมาเป็นไปของสองครอบครัวมาตลอด ย่อมรู้ดีว่าอย่างไรแล้วทั้งสองคนคงลงเอยกันได้ยาก เนื่องจากว่าแม่ของฝ่ายชายประกาศกร้าวชัดเจนว่าไม่ปรารถนาที่จะดองกับคนบ้านนั้น ต่อให้นางมีเงินถุงเงินถังเหลือกินเหลือใช้ไปอีกนาน แต่ก็จะไม่มีวันออกเงินค่าสินสอดและจัดงานแต่งงานให้ ถ้าอยากได้ อยากมี และไม่อยากขึ้นชื่อว่าใช้ลูกสาวจับผู้ชาย ก็ให้เก็บหอมรอมริบด้วยตัวเอง

แต่ด้วยความที่ราเชนทร์เป็นตำรวจที่ค่อนข้างซื่อตรงต่อหน้าที่ของตัวเอง มือใสใจสะอาดถึงขั้นที่บางคนมองว่าโง่เง่าด้วยซ้ำ มันจึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะเก็บเงินได้จากงานที่ทำ ซึ่งเงินที่ได้อาจจะดูเยอะ หากมองว่าเขาไม่ได้จับจ่ายไปกับการซื้อรถซื้อบ้าน

ทว่าการมีว่าที่พ่อตาแม่ยายอย่างนายไหวกับนางมาลา ที่คอยตอดเล็กตอดน้อยไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้เรื่องราวของทั้งคู่นั้น ผ่านมาเป็นสิบๆ ปีก็เพิ่งจะเห็นวี่แววว่างานแต่งจะถูกจัดขึ้นในปีหน้า

ทว่าวันเวลายิ่งใกล้เข้ามาเท่าไร นางอารยาก็ยิ่งหาทางกีดกันเด็กทั้งสองมากเท่านั้น

เหมือนอย่างที่เขาว่าจริงๆ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ในเมื่อชัดเจนว่าจะไม่เป็นธุระเรื่องเงินทองให้ ทั้งที่ใครๆ ก็เห็นว่ามันกองอยู่เต็มบ้าน ท้ายที่สุดแล้วมันไม่ได้ผล คนเป็นแม่ก็เลือกทำวิธีอื่น แทนที่จะเล่นงานกมลวรรณ ก็มุ่งไปจัดการคนรอบข้าง

ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ใครๆ ก็ไม่ปรารถนาที่จะกัดก้อนเกลือกิน… โดยเฉพาะคนละโมบแบบนายไหวและคนหัวสูงอย่างนางมาลา

“ลุงไหว ผมขอคุยกับวรรณหน่อยเถอะ แค่เดี๋ยวเดียวก็ได้” ราเชนทร์อ้อนวอนเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่ทราบ นับได้แค่เพียงว่าเป็นวันที่สาม ที่เขาไล่ตามหาคนรักสาวที่ติดต่อทางไหนก็ไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือว่าที่บ้าน ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของกมลวรรณ

“นังหนูมันไม่อยู่”

แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเหมือนเดิม ราวกับภาพเหล่านี้มันฉายซ้ำ “กลับไปซะไอ้คิง วันก่อนแม่เอ็งก็เอาเงินมาฟาดหัวพวกข้าทีหนึ่งแล้ว คราวนี้เอ็งจะตามมาเหยียดหยามข้าอีกคนหรือยังไง”

“ผมเปล่า ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นลุงไหวก็ทราบ”

“กูไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบอะไรทั้งนั้น” นายไหวตะโกนข้ามรั้วเสียงดัง ไม่สนใจว่าใครจะเดินผ่านไปผ่านมาเห็น “มึงกลับไปเลยนะ มาทางไหนกลับไปทางนั้น…”

ไม่น่าเชื่อว่าคนเราจะเปลี่ยนไปจากเดิม อย่างที่เขาเรียกกันว่าหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ราเชนทร์ยังเป็นลูกเขยคนโปรด ทว่าวันนี้กลับกลายเป็นศัตรูที่คนตรงหน้าเกลียดชัง สารพัดคำด่าหยาบคายที่ออกมาจากปากคนที่เคยมองเขาเป็นลูกดังขึ้นยาวเหยียด ทั้งที่ท่านเองก็ยินดียอมรับข้อเสนอที่แม่ให้โดยไม่มีใครขู่บังคับ

เพราะเงินอย่างเดียว เงินที่มีอำนาจเหนือทุกอย่าง…

ไม่เพียงแต่สามารถทำให้คู่รักลาจาก หากแต่ยังเปลี่ยนความเมตตาเป็นความเคียดแค้น ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว ว่าไม่ใช่แค่แม่ของเขาหรอกที่ไม่ต้องการกมลวรรณ…

แต่เธอเองก็ไม่ต้องการเขาเช่นกัน

“ผมอยากมั่นใจว่าวรรณไม่แคร์ผมแล้วจริงๆ” แต่ราเชนทร์ยังสงสัย เพราะหลังจากที่กมลวรรณได้เห็นการ์ดแต่งงาน และโทร. มาต่อว่า เธอก็หายเข้ากลีบเมฆ ไม่ยอมแม้แต่จะโผล่หน้าออกมาคุย ทั้งที่นิสัยปกติ… แฟนสาวไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ

อย่างน้อยที่สุดเธอก็ควรจะจับมือกันสู้ต่อสิ ในเมื่อเงื่อนไขที่แม่ของเขาให้มันไม่ได้ยากเย็นอะไร ใช่ว่าท่านจะตัดญาติขาดมิตรกับเขาเสียเมื่อไร ที่สุดแล้วสิ่งที่แม่ตั้งใจจะทำก็แค่หวงสมบัติไว้ให้น้องๆ ก็เท่านั้น ซึ่งมันเป็นเพราะอะไร ราเชนทร์รู้ดี… คบกับกมลวรรณมาตั้งนานทำไมเขาจะไม่รู้เช่นเห็นชาติคนบ้านเธอล่ะ

“ลุงไหว ขอร้องล่ะ ขอผมเจอวรรณหน่อยเถอะครับ” ชายหนุ่มรู้ว่าพ่อกับแม่เธอมีพื้นฐานเป็นคนโลภ ชัดเจนเข้าไปอีกยามเมื่อพวกท่านรีบคว้าเงินล้านของแม่เอาไว้ แต่ด้วยความรักที่มีต่อกมลวรรณ เขาเชื่อเสมอว่าเธอจะไม่เป็นเหมือนพวกท่าน ซึ่งการที่เขาถูกตัดออกจากกองมรดก มันไม่น่าจะเป็นปัญหา ในเมื่ออย่างไรเขากับเธอก็มีหน้าที่การงานที่มั่นคง “เรารักกันมาเป็นสิบๆ ปี ไม่มีทางที่วรรณจะตัดขาดจากผม โดยไม่แคร์อะไรแบบนี้”

“ถ้ามันแคร์ มันจะหายหน้าไปอย่างนี้ไหมล่ะ” นายไหวตอบขึ้นมาทันควัน “เอ็งฟังข้านะไอ้คิง นังหนูมันไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขั้นที่ต้องยอมให้แม่เอ็งโขกสับ คนต่อคิวจีบมันมีเป็นร้อย ไม่ว่าบ้านไหนก็อยากได้ลูกข้าไปเป็นสะใภ้ทั้งนั้น ส่วนคนอย่างแม่เอ็ง ใครได้ไปเป็นแม่ผัวคงซวยทั้งชาติ แล้วทำกันถึงขนาดนี้ก็ไม่ต้องดองกันแล้วล่ะ จะมาพูดคุยให้ได้เรื่องอะไรอีก กลับไปเลย เสียเวลา”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป