บทที่ 6 ว่าที่เจ้าสาว 2

“แต่ลุงไหวไม่ใช่เหรอที่เป็นคนเลือกเงิน…”

“หน็อย กะอีแค่เงินล้านเดียว มันก็แค่ค่าเสียเวลาของลูกสาวข้าแหละวะ” อดีตพ่อตาของราเชนทร์ขึ้นเสียงสูง แทบไม่เหลือคราบคนที่เคยญาติดีกัน “ถ้าเป็นค่าสินสอดทองหมั้น ข้าคิดที่จะเรียกเป็นสิบๆ ล้านด้วยซ้ำ ซึ่งคนอย่างเอ็งมันก็คงไม่มีปัญญา แค่งานแต่งเอ็งยังหามาจัดไม่ได้ แล้วถามหน่อยเถอะต่อไปจะเอาปัญญาที่ไหนมาเลี้ยงลูกสาวข้า ไหนจะหลานๆ ข้าอีกล่ะ จะเอาความมั่นคงที่ไหนมาเป็นหลักยึด… แล้วถ้าไม่มีเงิน ไม่มีมรดกจากแม่เอ็งเสียอย่าง คิดเหรอว่าข้าจะยอมให้นังหนูมันคบหา คนอย่างเอ็งน่ะ ไปนู่นเลย ไปได้กับพวกอีหมวยหน้าแป๊ะยิ้มที่อีอ๋ามันหามาประเคนให้”

ราเชนทร์โกรธ… ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยโกรธใครเท่านี้มาก่อน เพราะไม่เพียงแค่คำพูดที่อีกฝ่ายโยนใส่หน้า

แต่ยังมีกิริยาท่าทางที่ดูถูก เหยียดหยาม แม้เป็นคนที่เคยเคารพรักยังรู้สึกว่ามันน่าชัง เมื่อมันเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน แสดงออกชัดเจนว่านับตั้งแต่นี้คงไม่มีวันได้ญาติดีกันอีกต่อไป

ถึงอย่างนั้นราเชนทร์ก็ได้แต่นิ่ง เพราะในความเป็นจริงก็ไม่มีอะไรต่างจากที่อีกฝ่ายพูด ถ้าไม่มีแม่เสียคนเขาก็คงเป็นนายตำรวจต๊อกต๋อย อย่าหวังเลยว่าจะได้กินดีอยู่สบาย เพราะอาชีพแบบนี้ พูดตามตรงหากไม่กินใต้โต๊ะคงยากที่จะรวยได้ ซึ่งในส่วนของเขาเอง อย่าว่าแต่เงินค่าสินสอดเป็นสิบๆ ล้านเลย แค่จัดงานแต่งให้สมฐานะตัวเองและอีกฝ่าย เขายังไม่มีด้วยซ้ำ

“อย่างไรผมก็ขอฟังคำพูดพวกนี้จากปากของวรรณ ลุงไหวให้วรรณมาพูดเองได้ไหม”

“ไม่จำเป็นโว้ย คำพูดของข้านี่แหละที่เป็นคำขาด!” นายไหวตะโกนลั่น “ต่อให้เอ็งง้อจนนังหนูมันใจอ่อน แต่ถ้าข้าไม่ยอมเสียอย่างคนอย่างเอ็งจะทำอะไรได้”

“ไม่ใช่ว่าลุงไม่มีเงินหนึ่งล้านมาคืนแม่หรอกเหรอ ผมกับวรรณเลยลงเอยกันไม่ได้”

“ไอ้คิง กะอีแค่เงินหนึ่งล้านมันไม่ได้ขี้ตีนกูด้วยซ้ำ!” คราวนี้เจ้าของบ้านไม่ได้พูดข้ามรั้วแค่เพียงอย่างเดียว หากแต่เดินไปหยิบจอบที่วางเอาไว้ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้านมาเป็นอาวุธ ไม่แคร์และไม่สนต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นคนมียศก็ตาม “มึงไปเลยนะ ไปให้พ้นบ้านกู แล้วไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีก ถุย! กล้าดียังไงมากล่าวหากูแบบนี้ คิดจะดูถูกคนอื่นแต่ไม่ดูสภาพตัวเอง ไม่มีปัญญาหาเงินมาขอลูกสาวข้าแต่กลับไม่ยอมรับความจริง คนอย่างมึงมันไม่คู่ควรกับอีวรรณของกูหรอกโว้ย… ตำรวจจนๆ อย่างมากก็ได้แค่ผู้หญิงข้างทาง ไม่ก็อีหมวยหน้าขาวที่ไม่มีผู้ชายเอามาทำเมีย พ่อแม่เลยต้องเอามาเร่ขาย หึ ไม่เอาลูกกู ไม่อยากได้ลูกกู ทั้งมึงทั้งแม่มึงมันก็โง่พอกัน มีเพชรแต่กลับไม่รู้จักรักษาไว้ ไอ้พวกควาย ควายทั้งโคตร”

คงถึงคราวต้องแตกหักกันคราวนี้ เมื่อราเชนทร์มองเห็นแต่สายตาที่ดูถูกเหยียดหยามของอีกฝ่าย ซึ่งต่อให้เขาพยายามมองข้ามความจริงที่ว่าตัวเองจน ไม่มีปัญญาแน่นอนหากไม่มีแม่หนุนหลัง แต่การที่พ่อของหญิงสาวอันเป็นที่รักด่ากราดถึงโคตรเหง้า ไม่ให้เกียรติอาชีพที่เขาทำ ใจเย็นแค่ไหน ทำความเข้าใจแทบตาย…

ท้ายที่สุดก็ยากที่จะทนได้

ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา หากไม่หลอกตัวเองราเชนทร์ก็รู้ดี…

ไอ้ความคิดพวกนี้มันไม่ได้เพิ่งมาเกิด ตอนที่เรื่องราวมันไปกันใหญ่แบบนี้หรอก ทว่ามันมีมาตั้งแต่ตอนที่พวกท่านรู้ว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานที่บ้าน ได้เงินปันผลจากกิจการของแม่น้อยกว่าน้องๆ ทั้งที่ตัวเองเป็นพี่ชายคนโตแล้วด้วยซ้ำ

ไม่มีแล้วคำพูดหรือต่อให้มีก็คงเป็นอะไรที่ร้ายกาจ ซึ่งอาจจะทำให้เรื่องราวมันไปกันใหญ่… ที่สุดแล้วราเชนทร์เลยตัดสินใจที่จะถอยหลังกลับ แต่วินาทีที่นายตำรวจหนุ่มถอยออกมา หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นม่านสีสวยบนห้องนอนของกมลวรรณปลิวไหว

ทันทีที่หันขวับไปมองเขาก็เห็นใบหน้างามของสาวคนรัก ซึ่งกำลังจับจ้องมาด้วยสายตาที่เฉยชา แทบไม่หลงเหลือความรู้สึกเดิมอีกต่อไป “วรรณ…”

ร่างสูงใหญ่ก้าวพรวดกลับไปที่รั้วทันที ทว่าต้องชะงักเมื่อนายไหวเงื้อจอบขึ้นมาขวาง

“มึงกลับไปซะ”

คราวนี้คนเป็นพ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นังหนูมันเลือกทางของมันแล้ว คนอย่างมึง… ไม่มีค่ามากพอให้มันจดจำด้วยซ้ำ”

คำพูดของคนที่อยู่ตรงหน้า ยังไม่เจ็บปวดเท่าสายตาที่มองมาของหญิงสาวผู้เป็นที่รัก…

ด้วยความที่คบกันมานาน เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าสายตาแบบนี้มันหมายความว่าเธอเองก็หมดแล้วซึ่งความอดทนเช่นกัน ซึ่งมันไม่เป็นที่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะอย่างที่รู้ๆ ว่ากมลวรรณเองก็อดทนกับความเกลียดชังที่แม่เขามีให้ อย่างสุดความสามารถ

สิบกว่าปีที่ผ่านมา อาจจะเนิ่นนานก็จริง แต่ทั้งชีวิตที่เหลือมันยาวนานยิ่งกว่านั้นหลายเท่านัก และไม่ใช่แค่เธอหรอกที่คิดหนัก หากแต่ในความเป็นจริงเขาเองก็แอบคิด ว่าในอนาคตความสัมพันธ์ที่มีอาจจะสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมให้ต้องแก้ไข

แต่เมื่อมันเกิดเป็นความรัก ย่อมมีความคาดหวังตามมา ราเชนทร์ได้แต่หวังว่ากมลวรรณจะมีความอดทนมากพอ

และสักวันแม่จะยอมอ่อนลงหากว่ามีหลานให้ท่านอุ้ม มีสิ่งอื่นให้ท่านได้โฟกัส ไม่ได้มองแค่เรื่องเงินทองหรือทรัพย์สมบัติที่อาจจะละลายหายไปกับครอบครัวของอีกฝ่าย

ทว่าเอาเข้าจริง หากได้ลองทำความเข้าใจ… ราเชนทร์ก็รู้ว่าเรื่องของเขาคงเป็นไปไม่ได้ คงไม่มีใครมีความสุขหรืออยู่อย่างสงบได้ ถ้าหากว่ายังเอาแต่จับจ้องอยู่ที่สิ่งสิ่งเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป