บทที่ 7 ว่าที่เจ้าสาว 3

นายตำรวจหนุ่มกลับบ้านด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยว…

การเลิกรากับคนรักที่วางอนาคตเอาไว้ร่วมกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเอาการ แต่ด้วยอายุอานาม ด้วยหน้าที่การงาน ด้วยวุฒิภาวะ ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่ประกอบเข้าด้วยกัน ท้ายที่สุดทางเลือกเดียวที่มีอยู่ตอนนี้ ก็คือเก็บทุกสิ่งไว้ในอกในใจแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ฟูมฟายไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก

แม้แต่น้ำตาสักหยดยังไม่มีโอกาสได้ไหลออกมาจากดวงตาคม ทั้งที่ชีวิตรักเข้าใกล้คำว่าหมดหนทาง สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าอาจจะเป็นความว่างเปล่า และไม่เหลือแม้แต่ความเป็นตัวเองอีกต่อไป ซึ่งเอาเถอะ… ถ้าแม่ไม่อยากให้เขาสุขสมหวัง เขาก็จะทำให้ท่านได้สมใจอยาก เขาจะยอมจบกับกมลวรรณและในทางตรงกันข้ามก็จะไม่มีวันรักผู้หญิงหน้าไหนอีกต่อไป

ส่วนงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็จัดไปเถอะ แต่เขาจะไม่มีวันไปเป็นเจ้าบ่าวให้ ไม่แคร์ต่อให้แม่จะต้องอับอายหลังจากที่ท่านแจกการ์ดไปทั่วบ้านทั่วเมือง

จะแคร์ทำไมในเมื่อท่านเองยังไม่เห็นคุณค่าของหัวใจเขาเลย

แต่ถึงอย่างไรความเป็นแม่ลูกก็ใช่ว่าจะขาดจากกันโดยง่าย อย่างไรแล้วราเชนทร์ก็ต้องทำหน้าที่ลูกต่อไป และต้องทำใจให้สงบยามเมื่อเจอหน้าท่าน เหมือนอย่างตอนนี้… ตอนที่ขับรถเข้าไปในบ้านแล้วเห็นรถคันใหญ่ของคนเป็นแม่จอดรอคอยอยู่ในนั้น นายตำรวจหนุ่มก็ถอนหายใจออกมา และทำใจอยู่นานกว่าที่จะเดินเข้าไปได้

ทว่าไม่นานความเศร้าหมองก็หายไป และถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกหวาดระแวงแปลกประหลาด เมื่อเงาที่เดินผ่านไปแวบมาภายในบ้าน ไม่ได้ให้ความรู้สึกคุ้นตาเหมือนยามที่คนเป็นแม่เข้ามาดูแลให้ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ห้องครัว ราเชนทร์ก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ใช่ เพราะไม่เพียงแค่กระเป๋าถักสีหวานที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าวเท่านั้นที่แปลกประหลาด หากแต่กระโปรงบานพลิ้วของคนที่เดินว่อนอยู่ในครัวก็เช่นกัน

ราเชนทร์จึงย่างสามขุมเข้าไปในครัว ด้วยความรู้สึกที่ร้อนรุ่มขึ้นกลางอก ไม่ว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นใครก็ตาม แต่หล่อนไม่สามารถเดินเหินอยู่ในบ้านของเขาอย่างสบายใจเฉิบอย่างนี้ได้

“คุณเป็นใคร เข้ามาในบ้านผมได้ยังไง” เสียงเข้มแผดลั่นขึ้นมา ส่งผลให้เจ้าของร่างเพรียวหันขวับมามองพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้าง ตะหลิวที่อยู่ในมือก็บินว่อน จนชายหนุ่มต้องเบี่ยงตัวหลบ ไม่อย่างนั้นคงเปรี้ยงเข้าให้ที่หน้าผาก

‘พลอยไพลิน’ กรี๊ดไม่ออกเพราะปกติไม่ใช่คนวี้ดว้าย แต่อารามตกใจก็ทำให้ของที่อยู่ในมือหลุดลอยไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

มีสติอีกทีก็ตอนที่เสียงตะหลิวกระทบพื้นดังสนั่น นั่นแหละ เธอถึงมีโอกาสได้พิจารณาว่าดวงตาคมของเขา จ้องมองมาด้วยความรู้สึกโกรธเคืองแค่ไหน

ใบหน้าคมสัน ทุกอย่างชัดไปหมดไม่ว่าจะเป็นดวงตา จมูก และริมฝีปาก หากแต่ไม่บอกก็เดาได้ว่านิสัยส่วนตัวของคนตรงหน้า คงดุดันสมคำร่ำลือที่แม่กับป๊าของเธอข่มขู่เอาไว้ เพราะเพียงแค่แวบแรกที่ได้มองตา คิ้วเข้มของเขาก็ขมวดเข้าหากัน นอกเหนือจากความสงสัยใคร่รู้ก็ยังแฝงไปด้วยความไม่พอใจ

“ฉะ ฉัน… เอ่อ ลิน” พลอยไพลินเสียสติ ทันทีที่หาเสียงของตัวเองเจอ เธอกลับพูดออกมาไม่เป็นประโยคเสียอย่างนั้น ทำหน้าไม่ถูก ทำตัวไม่ถูก ยิ่งถูกจ้องมองด้วยสายตาคมกล้ายิ่งลนลาน แทนที่จะแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเธอกลับก้าวไปเก็บตะหลิวที่ตกอยู่ด้านล่างมาล้าง ก่อนจะผินหน้าไปหาหม้อแกงที่เคี่ยวเอาไว้

“ผมถามว่าคุณเป็นใคร!?” ราเชนทร์ไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ หรอก มือใหญ่เอื้อมไปกระชากแขนเรียวของคนที่หลบหน้าหลบตา “จะตอบมาดีๆ หรือจะให้โยนออกไปนอกบ้าน”

พลอยไพลินกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะแนะนำตัว “ลินค่ะ มาที่นี่กับคุณป้าอ๋า”

พอรู้ว่ายัยเด็กที่อยู่ตรงหน้าติดสอยห้อยตามมากับคนเป็นแม่ ราเชนทร์ก็สลัดแขนนิ่มทิ้งไปอย่างรุนแรง ราวกับเพิ่งจับของร้อนอย่างไรอย่างนั้น ส่งผลให้อีกฝ่ายหน้าเสีย ดวงตาเรียวที่มีเพียงชั้นเดียวเหลือบมองที่เขาด้วยความหวาดหวั่น ยิ่งถูกมองด้วยความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ แก้มขาวอมชมพูในยามปกติ ยิ่งซีดเผือดไปกันใหญ่

“แม่อยู่ไหน ทำไมถึงปล่อยให้ใครก็ไม่รู้เพ่นพ่านอยู่ในบ้าน”

“คุณป้าอยู่ข้างบนค่ะ”

“แล้วคุณเป็นอะไรกับแม่ผมไม่ทราบ” เจ้าของร่างสูงเท้าเอวจ้องมองคนที่ก้มหน้างุดลงไปอย่างไม่วางตา เริ่มตั้งแต่เส้นผมดำขลับที่ถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ลามมาที่ใบหน้าซึ่งบอกยี่ห้อได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นดวงตาชั้นเดียว จมูกเล็ก ปากกระจับ ผิวเนื้อที่ขาวนวลเนียนไปทั้งร่าง… สภาพเหมือนเต้าหู้ที่ไม่ผ่านการปรุงรส จะมองมุมไหนก็ไม่สามารถเทียบเคียงกับสาวงามอย่างกมลวรรณได้

“ลิน…”

แต่ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดอะไร ราเชนทร์ก็สวนกลับ “ลิน? พลอยไพลิน?”

“ค่ะ ลิน พลอยไพลิน…”

อ้อ… ผู้หญิงคนนี้สินะ เจ้าของชื่อที่อยู่ในการ์ดแต่งงานที่แม่เพิ่งร่อนไป ราเชนทร์ยิ้มเยาะพร้อมกับมองพลอยไพลินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ไม่มีปัญญาหาผัวหรือไง ถึงกับยอมให้ผู้ใหญ่คลุมถุงชน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป