บทที่ 1 คำสาปของความงาม

เสียงเครื่องปรับอากาศดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบของออฟฟิศชั้นสิบแปด โต๊ะทำงานหลายสิบตัวดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงจากมอนิเตอร์หน้าหนึ่งที่ยังส่องสว่าง ชาลินีนั่งหลังตรง ดวงตาจับจ้องตัวเลขในรายงานยอดขายประจำไตรมาสอย่างตั้งใจ นิ้วเรียวเลื่อนเมาส์กลับขึ้นไปอ่านข้อมูลเดิมเป็นรอบที่สาม

“ตัวเลขหน้านี้ไม่ตรง...” หญิงสาวขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนรีบเปิดแฟ้มต้นฉบับขึ้นมาเปรียบเทียบทีละบรรทัด ไม่นานเธอก็พบความผิดปกติ ตัวเลขต้นทุนถูกคีย์สลับหลัก หากปล่อยให้รายงานฉบับนี้เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ในเช้าวันพรุ่งนี้ การวิเคราะห์ผลประกอบการของทั้งไตรมาสอาจคลาดเคลื่อนไปหลายสิบล้านบาท

ชาลินีรีบแก้ไขข้อมูลอย่างละเอียด ก่อนตรวจทานซ้ำอีกครั้ง

หนึ่งรอบ...

สองรอบ...

จนมั่นใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดหลงเหลืออยู่ หญิงสาวกดบันทึกไฟล์ ก่อนส่งรายงานเข้าสู่ระบบของบริษัท เธอเอนหลังพิงเก้าอี้ ถอนหายใจเบาๆ

“...เสร็จสักที”

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากปลายทางเดิน ยามรักษาความปลอดภัยวัยกลางคนเดินตรวจความเรียบร้อยของอาคารตามรอบ ก่อนชะงักเมื่อเห็นแสงไฟจากโต๊ะทำงานของเธอ

“ยังไม่กลับอีกเหรอครับ คุณชาลินี”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นก่อนส่งยิ้มบางๆ “คุณลุงถามตอนเสร็จพอดีเลยค่ะ”

ยามหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า

“ผมเดินตรวจอาคารรอบสุดท้ายทีไร ก็เห็นคุณนั่งอยู่โต๊ะนี้ทุกที”

ชาลินีหัวเราะตามอย่างเก้อๆ

“พรุ่งนี้มีประชุมใหญ่ค่ะ เลยอยากตรวจให้เรียบร้อย”

“ขยันจริงๆ ครับ ผมว่านะ รางวัลพนักงานดีเด่นปีนี้ต้องเป็นคุณชา แล้วล่ะครับ”ยามยกนิ้วโป้งให้เธอ ก่อนเดินตรวจอาคารต่อ

ชาลินีมองแผ่นหลังของชายวัยกลางคน ก่อนเหลือบสายตาไปยังนาฬิกามุมจอคอมพิวเตอร์

22.47 น.

เวลาแบบนี้...ก็มีเพียงยามเวรกลางคืนกับเธอเท่านั้นแหละที่ยังอยู่ในอาคาร หญิงสาวหยิบแก้วกาแฟที่เย็นชืดขึ้นมาจิบ รสขมเฝื่อนทำให้เธอย่นจมูกเล็กน้อย พักหลังมานี้ เธอแทบจำไม่ได้แล้วว่ากาแฟร้อนมีรสชาติอย่างไร เข้าออฟฟิศแปดโมงเช้า เลิกงาน...ไม่เคยต่ำกว่าสองทุ่ม บางวันก็สี่ทุ่ม บางวันก็เกือบเที่ยงคืน แต่เธอไม่เคยคิดว่ามันเป็นภาระ ตรงกันข้าม...เธอกลับสนุกกับการแก้ปัญหาเสียมากกว่า เพื่อนร่วมงานหลายคนเรียกเธอว่า ‘ตัวตึงงานหิน’ เพราะทุกครั้งที่หัวหน้าถามว่า "โปรเจกต์นี้ใครจะรับ"

คนแรกที่ยกมือขึ้นเสมอ...คือชาลินี ไม่ใช่เพราะเธออยากเด่น แต่เพราะเธอเชื่อว่า งานที่ยากที่สุด คือโอกาสที่ดีที่สุดในการพิสูจน์ตัวเอง บางทีอาจเป็นเพราะเธอต้องพิสูจน์ตัวเองมาตลอดชีวิต

ตั้งแต่จำความได้ ชาลินีไม่เคยรู้สึกว่าความสวยเป็นของขวัญ ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกว่ามันเป็นภาระ ผู้คนมักมองเห็นใบหน้าของเธอก่อนเสมอ และเมื่อพวกเขาตัดสินเธอจากรูปลักษณ์แล้ว

ความพยายามทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังก็มักถูกมองข้ามไปอย่างง่ายดาย สมัยเรียนมัธยม ชาลินีเป็นนักเรียนดาวเด่นของโรงเรียนเพราะความสามารถด้านบัลเล่ต์ เธอเริ่มเรียนตั้งแต่อายุห้าขวบ

ทุกเย็นหลังเลิกเรียน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ จะใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ในห้องซ้อม ก่อนกลับบ้านไปฝึกหน้ากระจกต่อจนดึก เวทีทุกเวทีที่เธอได้รับรางวัล มันไม่เคยได้มาง่ายๆ แต่มันแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ความอดทน และวินัยที่สั่งสมมานานนับปี

จนกระทั่งวันหนึ่ง...เธอได้รับเลือกให้รับบทตัวเอกในการแสดงประจำปี ชาลินีคิดว่าความพยายามของตัวเองได้รับการตอบแทนแล้ว แต่สิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่เสียงปรบมือ หากเป็นเสียงกระซิบจากเพื่อนคนอื่นๆ

“ก็สวยนี่...ครูเลยเลือก”

ตอนแรกเธอเลือกจะเงียบ เพราะคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนคงเห็นความสามารถของเธอเอง แต่ความเงียบของเธอ กลับกลายเป็นโอกาสให้การกลั่นแกล้งรุนแรงขึ้น เริ่มจากรองเท้าบัลเลต์คู่โปรดถูกกรีดจนใช้งานไม่ได้หนักที่สุดคือ ชุดการแสดงถูกตัดเสียหายในวันขึ้นเวที กระทั่งวันหนึ่ง มีข้อความถูกสอดไว้ในล็อกเกอร์ของเธอ “เลิกใช้หน้าตาแย่งที่ของคนอื่นสักที” ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนทำ แม้เรื่องนี้เธอจะแจ้งโค้ชผู้ฝึกสอนอยู่ตลอดเวลาที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ก็ไม่สามารถหาตัวคนทำผิดได้ และสุดท้าย...คนที่เดินออกจากห้องซ้อมพร้อมน้ำตา กลับเป็นชาลินีเอง

วันนั้น…เธอตัดสินใจเลิกเต้นบัลเล่ต์ ทั้งที่มันคือ สิ่งที่เธอรักที่สุดและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอมีวิธีในการพิสูจน์ตัวเอง คือ หากใบหน้าทำให้คนไม่เชื่อในความสามารถ งั้นเธอจะทำงานให้ดีที่สุดจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธผลงานของเธอ จนไม่มีใครสามารถพูดได้ว่า สิ่งที่เธอได้รับนั้นเป็นเพราะโชค เพราะความสวย หรือเพราะใครหยิบยื่นมันมาให้

แต่เมื่อโตขึ้น ชาลินีกลับพบว่า...โลกของผู้ใหญ่ไม่ได้ต่างจากสนามบัลเล่ต์ในวันนั้นมากนัก เพียงแค่เปลี่ยนจากรองเท้าบัลเลต์ เป็นรองเท้าส้นสูง เปลี่ยนจากห้องซ้อม เป็นออฟฟิศ และเปลี่ยนจากคำอิจฉาของเพื่อนร่วมชั้น...เป็นคำตัดสินจากเพื่อนร่วมงาน ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เวลาได้เกรดดี ก็มีคนพูดว่า “ลูกรักของอาจารย์แหละคนนี้” พอได้งานในบริษัทใหญ่ ก็มีเสียงกระซิบตามหลังว่า “ก็ได้สิ...คนสวยใครๆ ก็อยากรับเข้าทำงาน” แม้กระทั่งวันที่เธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการคำยินดีที่ควรได้รับ กลับถูกแทนที่ด้วยคำครหาว่า “ก็งี้แหละ หน้าตาตรงสเปกผู้จัดการเลย” ชาลินีไม่เคยตอบโต้ เธอเลือกตอบทุกคำดูถูกด้วยการทำงาน เข้าออฟฟิศก่อนใคร รับงานที่ยากที่สุด แก้ปัญหาที่ไม่มีใครอยากแตะ เพราะเธอเชื่อมาตลอดว่า สักวันหนึ่ง ผลงานของเธอจะดังพอจนกลบเสียงนินทาทั้งหมด

ตึ๊งงง….

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น ดึงสติของหญิงสาวกลับมาโฟกัสที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง ชาลินีรีบหยิบขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ

"รายงานผ่านแล้ว ขอบใจมาก พรุ่งนี้เข้าประชุมสิบโมง"

เธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว พรุ่งนี้ จะเป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้าร่วมการประชุมใหญ่กับคณะผู้บริหาร และนำเสนอรายงานที่เธอทุ่มเทตรวจแก้ด้วยตัวเองมานานเกือบสองเดือนเต็ม หญิงสาวหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กขึ้นมา จดหัวข้อสำคัญที่ต้องนำเสนอ ก่อนปิดสมุดด้วยรอยยิ้มบางๆ ความเหน็ดเหนื่อยตลอดหลายสัปดาห์...อย่างน้อยก็คุ้มค่า

บทถัดไป