บทที่ 10 คู่หมั้นของฟรานโก้
ท้ายที่สุด…ตัวแทนเอเวอเรสต์จึงยอมรับข้อเสนอ
“ตกลงตามเงื่อนไขนี้ครับ” ฟรานโก้ยื่นมือออกไป
“ยินดีที่ได้ร่วมงานครับ”
มือของทั้งสองฝ่ายจับกันแน่น ดีลมูลค่าหลายร้อยล้านบาท…ถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ เสียงพูดคุยดังขึ้นทันทีที่การประชุมสิ้นสุด
แต่คีรินยังนั่งอยู่ที่เดิม เขามองเอกสารตรงหน้า เงื่อนไขสามเปอร์เซ็นต์ที่เขาเป็นคนผลักดัน…ถูกแก้ไขจนไม่เหลือช่องให้เล่นงานฟรานโก้อีกแล้ว แผนของเขาพังอย่างสมบูรณ์
คีรินควรจะหงุดหงิด แต่กลับหัวเราะเบา ๆ “น่าเสียดาย…” เขาพึมพำ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังเก็บเอกสารอยู่ข้างฟรานโก้
หลังการประชุมจบลง ห้องประชุมใหญ่ยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของเหล่าผู้บริหาร ดีลซื้อวัตถุดิบมูลค่าหลายร้อยล้านบาทที่เกือบจะทำให้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มอีกหลายสิบล้าน กลับจบลงด้วยเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้หลายคนเดินเข้ามาแสดงความยินดีกับชาลินี
“คุณชาลินีเก่งมากเลยนะครับ”
“ถ้าไม่ได้คุณช่วยดูตัวเลข เราคงมองข้ามเรื่องนี้ไปแล้ว”
ชาลินีได้แต่ยิ้มรับอย่างเกรงใจ “ขอบคุณค่ะ แต่ฉันแค่ตรวจเอกสารตามหน้าที่เท่านั้นเองค่ะ”
ไม่ไกลจากตรงนั้น คีรินยืนมองภาพทั้งหมดอยู่เงียบ ๆ รองกรรมการผู้จัดการหนุ่มไม่ได้มีสีหน้าไม่พอใจแม้แต่น้อยตรงกันข้าม…มุมปากของเขากลับยกขึ้นเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เก่งแค่ตัวเลข เธอยังกล้าพูดในที่ประชุมต่อหน้าผู้บริหารระดับสูง โดยไม่ทำให้ตัวเองดูโดดเด่นเกินจำเป็น ที่สำคัญ เธอมองเห็นสิ่งที่แม้แต่คนที่ทำงานกับเอกสารพวกนี้มานานยังมองข้าม
คีรินเหลือบมองฟรานโก้ ลูกพี่ลูกน้องของเขากำลังพูดคุยกับผู้บริหารฝ่ายจัดซื้ออยู่ เหมือนทุกครั้ง…ฟรานโก้เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง ตั้งแต่เด็กก็เป็นแบบนี้ คนในครอบครัวมองเขาในฐานะทายาท ผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับเขาทุกคนเชื่อว่าเขาจะเป็นคนสืบทอดธุรกิจของตระกูลต่อไป
ส่วนเขา…ถึงจะอายุเท่ากันถึงจะเติบโตมาในบ้านหลังเดียวกันในช่วงวันหยุด ถึงจะเรียนรู้เรื่องธุรกิจมาพร้อมกัน ถึงจะทำงานหนักไม่ต่างกัน แต่สุดท้ายเขาก็ยังเป็นเพียง ลูกหลานสายรอง คำเรียกที่ไม่เคยมีใครพูดออกมาตรง ๆ คีรินหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เขาไม่ได้อิจฉาฟรานโก้เพราะอีกฝ่ายมีความสามารถ สิ่งที่ทำให้เขาไม่ยอมรับคือ…ฟรานโก้ได้รับสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่เกิด ในขณะที่เขาต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่า ตัวเองก็มีคุณค่าไม่ต่างกัน
“คุณคีรินครับ” เสียงของผู้บริหารคนหนึ่งเรียกขึ้น
คีรินหันกลับไปยิ้ม “ครับ?”
“เรื่องเอกสารสัญญา เดี๋ยวผมให้ฝ่ายกฎหมายจัดการต่อเลยนะครับ”
“ได้ครับ” เขาตอบอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาของเขาเลื่อนไปยังชาลินีอีกครั้ง หญิงสาวกำลังเก็บเอกสารอยู่คนเดียว เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ ๆ กระโปรงสีเข้มผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับราคาแพง ไม่มีการแต่งหน้าจัด ไม่มีท่าทีพยายามดึงดูดสายตาใครถ้าเทียบกับเลขาคนก่อน ๆ ของฟรานโก้…เธอแทบไม่โดดเด่นเลยด้วยซ้ำ
แต่แปลก…ยิ่งมองกลับยิ่งน่าสนใจ คีรินหรี่ตาลงเล็กน้อย ถ้าปัดฝุ่นอีกสักหน่อย…เปลี่ยนทรงผม เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับตัวเองกว่านี้ ผู้หญิงคนนี้คงดูแตกต่างไปจากเดิมหลายเท่า
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขา “น่าสนใจจริง ๆ”
ช่วงเย็น
ร้านอาหารหรูใจกลางเมือง
วาเนสซ่านั่งอยู่ตรงข้ามคีริน หญิงสาวสวยในชุดเดรสสีครีมเรียบหรู ผมยาวสีน้ำตาลเข้มถูกจัดแต่งอย่างประณีต ทุกองค์ประกอบบนตัวเธอดูพอดี ไม่มากจนเกินไปและไม่น้อยจนถูกมองข้าม ใบหน้าหวานรับกับดวงตาคู่สวยที่มีแววมั่นใจ ทำให้วาเนสซ่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มักได้รับความสนใจโดยไม่จำเป็นต้องพยายาม
เธอเป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูลนักธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับตระกูลของฟรานโก้ อีกทั้งยังเป็นคู่หมั้นของชายหนุ่ม ด้วยสถานะนั้น วาเนสซ่าจึงมีโอกาสพบกับคีรินอยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากงานเลี้ยงของครอบครัว การพบปะทางธุรกิจ ไปจนถึงมื้ออาหารแบบนี้
แม้คีรินจะไม่ได้มีความสนิทสนมกับเธอมากนัก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขากลับรักษาความสัมพันธ์กับวาเนสซ่าเอาไว้อย่างดี
“วันนี้ได้ข่าวว่าดีลสำเร็จแล้วนี่คะ” วาเนสซ่าถามขึ้นพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ
“ครับ” คีรินยิ้มบาง ๆ
“ฟรานโก้คงพอใจมาก”
“แน่นอน” คีรินตอบด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องประชุมเมื่อช่วงเช้าไม่ได้มีอะไรน่าพูดถึงเป็นพิเศษ
วาเนสซ่ายิ้มบาง ๆ ก่อนถอนหายใจ “ฉันดีใจแทนเขานะคะ แต่ช่วงนี้เขาดูยุ่งมาก จนแทบไม่มีเวลาออกมาทานมื้อเย็นด้วยกันเลย”
คีรินหัวเราะเบา ๆ “หมอนั่นก็เป็นแบบนี้แหละครับ ตั้งแต่เด็กแล้ว เวลาตั้งใจจะทำอะไร ก็ลืมอย่างอื่นไปหมด”
“จริงค่ะ” วาเนสซ่าหัวเราะตาม
“จริงสิครับ” คีรินเปลี่ยนเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ “ช่วงนี้ฟรานโก้มีเลขาคนใหม่ใช่ไหมครับ”
วาเนสซ่าเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เลขาคนใหม่?”
“ครับ ชื่อชาลินี”
“อ๋อ...ฉันเคยได้ยินชื่อจากฟรานโก้อยู่บ้างค่ะ แต่ยังไม่เคยเจอตัวจริง” น้ำเสียงของเธอฟังดูเป็นธรรมชาติ ทว่าความจริงแล้วเธอแทบไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับงานของฟรานโก้เลย เธอรู้เพียงว่าเขามีเลขาคนใหม่เข้ามาทำงานแทนคนก่อน และฟรานโก้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้มากนัก
“อย่างนั้นเหรอครับ”
คีรินยกแก้วขึ้นจิบ สีหน้าดูเหมือนไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ
“วันนี้ผมเพิ่งได้เห็นเธอในที่ประชุม”
“เป็นยังไงบ้างคะ?” วาเนสซ่าถามด้วยความสนใจ อย่างน้อยเธอก็อยากรู้จักคนที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับคู่หมั้นของตัวเอง
คีรินวางแก้วลงบนโต๊ะ “น่าสนใจครับ...”
