บทที่ 3 เมื่อความจริงไม่มีใครฟัง

ชาลินีมองผู้จัดการนิ่ง สายตาคู่นั้นไม่มีทั้งความโกรธและความอ้อนวอน มีเพียงความผิดหวัง

“ผู้จัดการคะ...” เสียงของเธอเรียบกว่าทุกครั้ง “ฉันขอถามคุณอีกครั้ง ผู้หญิงในรูปพวกนั้น...ใช่ฉันหรือเปล่า”

ผู้จัดการเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนหลบสายตา

“ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง อย่าทำให้เรื่องมันวุ่นวายไปมากกว่านี้เลย”

คำตอบนั้น...ทำให้ชาลินีเข้าใจกับสิ่งที่ผู้จัดการกำลังสื่อแล้ว ว่าเขาจะไม่แก้ตัวให้เธอ แต่จะทำให้เธอกลายเป็นเมียน้อยแทนเมียน้อยตัวจริงของเขาต่างหาก

“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ และคุณก็ไม่ต้องอธิบายความจริงใดๆ แล้วค่ะ” เธอหันไปมองภรรยาของผู้จัดการ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ดิฉันเสียใจที่คุณถูกนอกใจ แต่ผู้หญิงที่คุณกำลังตามหาไม่ใช่ดิฉันจริงๆค่ะ”

“ยังจะกล้าโกหกอีก!”

ชาลินีส่ายหน้า “ดิฉันไม่มีเหตุผลต้องโกหก เพราะผู้หญิงในรูปพวกนั้น...ไม่ใช่ดิฉัน” เธอหันกลับมามองผู้จัดการอีกครั้ง “และคุณก็รู้ดีที่สุด”

ทั้งออฟฟิศเงียบสนิท ผู้จัดการกำมือแน่น แต่ยังคงเลือกนิ่ง ไม่พูดอะไร ชาลินีพยักหน้าช้าๆ ราวกับได้รับคำตอบสุดท้ายแล้ว

เธอค่อยๆ กวาดสายตามองคนทั้งแผนก คนที่เคยนั่งกินข้าวด้วยกัน คนที่เคยเข้ามาขอให้เธอช่วยแก้งาน คนที่เคยยิ้มให้เธอทุกเช้า วันนี้ ทุกคนกลับเลือกเชื่อข่าวลือ มากกว่าคนที่ทำงานอยู่ตรงหน้ามาหลายปี หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนจนได้ยินทั่วทั้งสำนักงาน

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าใครกันเป็นคนที่เริ่มปล่อยข่าวลือเรื่องพวกนี้เพื่อทำให้ฉันเสียหาย แต่ตลอดเวลาที่ฉันทำงานอยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยขอให้ใครช่วยเลื่อนตำแหน่ง ไม่เคยใช้เส้นสาย ไม่เคยขายศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อแลกกับความก้าวหน้า” ชาลินีหันไปมองเพื่อนร่วมงาน ก่อนที่จะพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

“ทั้งที่ทำงานกับฉันมาหลายปี ถ้าความไว้วางใจระหว่างเพื่อนร่วมงานมีค่าน้อยกว่า คำซุบซิบไม่กี่ประโยค ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ที่นี่เรียกว่าสถานที่ทำงาน หรือศาลที่พร้อมตัดสินคนโดยไม่เคยฟังคำแก้ตัว” หญิงสาวเว้นจังหวะ ก่อนหันไปมองผู้จัดการ

“และสำหรับคุณ ฉันเคารพคุณในฐานะหัวหน้ามาตลอด แต่วันนี้ คุณเลือกเอาชื่อเสียงของลูกน้องคนหนึ่ง ไปแลกกับการปกป้องความลับของตัวเอง คุณไม่แม้แต่จะกล้าพูดความจริง เพราะความจริงที่คุณกำลังปิดไว้ มันสำคัญกว่าศักดิ์ศรีของลูกน้องคนหนึ่ง...ใช่ไหมคะ”

สีหน้าของผู้จัดการเปลี่ยนไปทันที “พอได้แล้ว มันจะมากเกินไปแล้วนะชาลินี!”

“ไม่ค่ะ” ชาลินีตอบกลับทันที “คนที่ควรหยุด ไม่ใช่ฉัน แต่คือคนที่ปล่อยให้คนบริสุทธิ์กลายเป็นแพะรับบาป” คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ หญิงสาวปลดบัตรพนักงานออกจากคอก่อนจะวางลงบนโต๊ะเสียงดัง

“ตั้งแต่วันนี้...ฉันขอลาออก”

“อย่ามาใช้อารมณ์ตัดสินใจ” ผู้จัดการรีบพูดห้าม ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปมากกว่านี้

ชาลินียิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

“หลายปีที่ผ่านมา ฉันพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานมาตลอด เพราะฉันเชื่อว่า ผลงานจะเป็นสิ่งพิสูจน์คุณค่าของคน แต่วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่า สำหรับที่นี่ ข่าวลือมีน้ำหนักมากกว่าความทุ่มเท และคนที่ไม่เห็นคุณค่าของคน..ก็ไม่ใช่คนที่ฉันอยากร่วมงานด้วย” เธอหันไปมองภรรยาของผู้จัดการเป็นคนสุดท้าย น้ำเสียงไม่ได้เยาะเย้ย แต่สงบนิ่ง

“คุณผู้หญิงคะ…ต่อให้วันนี้ฉันลาออก สามีของคุณก็ไม่ได้เลิกมีเมียน้อยหรอกค่ะ” หญิงสาวสบตาเธอตรงๆ “เพราะคนที่คุณกำลังไล่ตบ... ไม่ใช่เมียน้อยของสามีคุณ หวังว่าคุณจะหาตัวเมียน้อยตัวจริงให้เจอนะคะ จะได้ไม่มีผู้หญิงบริสุทธิ์คนไหน ต้องกลายเป็นแพะรับบาปเหมือนฉันอีก” ชาลินีก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนหมุนตัวเดินออกจากสำนักงาน โดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย...

สามวันหลังจากยื่นใบลาออกชาลินีนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องพักเล็กๆ ของตัวเอง นิ้วเรียวเลื่อนดูประกาศรับสมัครงานทีละหน้า แม้หัวใจจะยังเจ็บจากเหตุการณ์ที่บริษัทเก่า แต่เธอรู้ดีว่า ชีวิตไม่อาจหยุดอยู่กับความผิดหวังได้

จนกระทั่งสายตาหยุดอยู่ที่ประกาศหนึ่ง

บริษัท ฟรังโก จีโอเอลลี กรุ๊ป จำกัด บริษัทผู้นำด้านเครื่องประดับและอัญมณีระดับประเทศ กำลังเปิดรับสมัครตำแหน่ง เลขาประธานบริษัท เงินเดือนและสวัสดิการอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่เธอเคยได้รับเกือบเท่าตัว แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับไม่ใช่ตัวเลขเงินเดือน หากเป็นหมายเหตุตัวหนาที่อยู่ท้ายประกาศ

“ผู้สมัครต้องเป็นผู้ที่มีความอดทนสูงเป็นพิเศษ” ชาลินีขมวดคิ้ว บริษัทไหน...เขียนเงื่อนไขรับสมัครแบบนี้กัน ?

เธออดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ ‘เลขาหรือทหารฝึกใหม่กันนะ...’ ถึงอย่างนั้น หญิงสาวก็ยังเลื่อนเมาส์กลับขึ้นไปอ่านรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง

บริษัทแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านความเป็นมืออาชีพ ผู้บริหารรุ่นใหม่สามารถพลิกธุรกิจครอบครัวให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่ปี เธอพอจะได้ยินข่าวลือมาบ้างว่าผู้บริหารที่นั้นมีฉายาว่า ‘ซีอีโอสุดโหด’ แต่ชาลินีไม่เคยสนใจข่าวลือ เธอเชื่อเสมอว่าคนเราควรตัดสินกันจากการได้ร่วมงานจริง หญิงสาวสูดหายใจลึก ก่อนกดปุ่มส่งใบสมัคร

“ลองอีกสักครั้ง ถ้าครั้งนี้ยังไม่ใช่...อย่างน้อยฉันก็จะได้รู้ว่าฉันพยายามเต็มที่แล้ว”

คืนก่อนวันสัมภาษณ์ ชาลินียืนอยู่หน้ากระจก หญิงสาวค่อยๆ ถอดต่างหูไข่มุกที่เคยใส่ประจำออก เก็บลิปสติกสีแดงลงลิ้นชัก เปลี่ยนรองเท้าส้นสูงคู่โปรดเป็นรองเท้าคัตชูสีดำธรรมดา

เสื้อสูทสีครีมถูกแทนที่ด้วยเสื้อเชิ้ตสีเทาหม่น รวบผมหางม้าต่ำ สวมแว่นกรอบสีดำ เธอมองตัวเองในกระจกอยู่นาน ไม่ใช่เพราะไม่มั่นใจ แต่เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ถ้าความสวยทำให้คนมองข้ามความสามารถครั้งนี้เธอจะทำให้ทุกคนมองเห็นแต่ผลงาน ขอเพียงบริษัทแห่งนี้วัดกันที่ความสามารถ เธอมั่นใจว่ายังไงก็ไม่แพ้ใครแน่นอน

ชาลินีมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ก่อนสูดหายใจเข้าลึกและหยิบแฟ้มเอกสารสำหรับการสัมภาษณ์ขึ้นมา

แต่หญิงสาวไม่รู้เลยว่า บริษัทใหม่ที่เธอกำลังจะก้าวเข้าไปนั้น...จะเป็นสถานที่ที่ทำให้เธอได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเอง หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องวุ่นวายครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมกันแน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป