บทที่ 6 ผู้หญิงที่เขาเลือก
ชาลินีสบตาเขาโดยไม่หลบ
“ถ้าดิฉันปล่อยให้เซ็น สัญญาห้าร้อยล้านอาจกลายเป็นคดีห้าร้อยล้าน แต่ถ้าหยุดตอนนี้ เรายังรักษาความน่าเชื่อถือไว้ได้”
ฟรานโก้วางปากกาลง ครั้งแรกตั้งแต่เริ่มสัมภาษณ์
เขาปิดแฟ้มประวัติของเธอ
“คำถามสุดท้าย เลขานุการที่ดีสำหรับเธอ คืออะไร”
ชาลินีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เลขานุการไม่ใช่คนที่รับคำสั่งเก่งที่สุดค่ะ แต่ต้องเป็นคนที่เห็นปัญหาก่อนผู้บริหาร เตรียมทางออกก่อนเกิดปัญหา และเมื่อผู้บริหารตัดสินใจแล้ว ต้องสนับสนุนการตัดสินใจนั้นอย่างดีที่สุด”
เธอเว้นจังหวะ ก่อนสบตาฟรานโก้ตรง ๆ “เพราะสำหรับดิฉัน...งานของเลขานุการ คือการคิดให้ไกลกว่าท่านประธานหนึ่งก้าวเสมอค่ะ”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เลขาอาวุโสหันไปมองผู้บริหารหนุ่มอย่างไม่รู้ตัว นั่นคือประโยคเดียวกัน...กับที่ฟรานโก้เคยใช้สอนเลขานุการทุกคน แต่เป็นครั้งแรก ที่มีผู้สมัครคนหนึ่งพูดมันกลับมา โดยไม่ได้ท่องจำ หากพูดออกมาจากวิธีคิดของตัวเอง
ฟรานโก้ มองหญิงสาวตรงหน้าอยู่นาน และนานกว่าผู้สมัครคนไหนที่ผ่านมา ก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมา เขียนคำสั้น ๆ ลงบนมุมแฟ้ม
“คิดเป็น”
มุมปากของเขายกขึ้นเพียงเสี้ยวเดียว ที่แทบมองไม่เห็น แต่สำหรับเลขาอาวุโสที่ทำงานกับเขามาหลายปี
เขารู้ดี...นั่นคือสัญญาณว่า ผู้หญิงคนนี้ ผ่านการสัมภาษณ์แล้ว ถึงแม้ว่าท่านประธานสุดเนี๊ยบของเขาจะไม่พูดคำว่า “ผ่าน” ออกมา
ถึงแม้เลขาอาวุโสจะรู้ดีว่าการสัมภาษณ์สิ้นสุดลงแล้ว แต่จู่ ๆ ฟรานโก้กลับเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง
คำถามนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทำงานเลยสักนิด ทว่ากลับทำให้ชาลินีชะงักไปเล็กน้อย
“คุณชาลินี ถ้าคุณได้ทำงานที่นี่...”
“คะ?”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“คุณคิดว่าตัวเองจะอยู่ได้นานแค่ไหน”
หญิงสาวมองคนตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบโดยแทบไม่ต้องคิด
“ถ้าท่านประธานไม่ไล่ออกก่อน...ดิฉันคิดว่าอยู่ได้นานค่ะ”
เลขาอาวุโสเผลอเบิกตากว้าง
ส่วนฟรานโก้...กลับหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นครั้งแรก เสียงหัวเราะสั้น ๆ ที่แทบไม่ต่างจากลมหายใจ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศตึงเครียดตลอดการสัมภาษณ์คลายลงอย่างประหลาด
เขามองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
“งั้นก็ลองดูครับ”
ประตูห้องสัมภาษณ์ปิดลงเบื้องหลัง ชาลินีถอนหายใจยาวเป็นครั้งแรกตั้งแต่ก้าวเข้าไปในห้องนั้น
“เหนื่อยชะมัด” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางก้มมองแฟ้มเอกสารในมือ ก่อนจะเดินออกจากอาคารสำนักงานใหญ่
ผู้ชายคนนั้น...เย็นชากว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก ตลอดการสัมภาษณ์ ฟรานโก้แทบไม่ยิ้ม ไม่พูดคำเกินความจำเป็น ทุกคำถามเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อกดดันให้ผู้สมัครเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา แม้แต่ตอนตอบคำถามได้ เขาก็ไม่มีคำชม ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีสีหน้าที่อ่านออก เหมือนกำลังสัมภาษณ์เครื่องจักรมากกว่าสัมภาษณ์คน
“ผู้ชายคนนี้มีอารมณ์อยู่บ้างหรือเปล่านะ” เธอหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า ช่างเถอะอย่างน้อยวันนี้เธอทำเต็มที่แล้ว ถึงไม่ได้งาน อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังว่า ‘รู้อย่างนี้น่าจะตอบแบบนั้น’ เพราะเธอทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ
...
สามวันต่อมา
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นตั้งแต่เช้า ชาลินีรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูทันที
เรียน คุณชาลินี
บริษัทมีความยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า คุณได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานบริษัท...
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง
“...ผ่าน...” เธออ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง
“ผ่านจริง ๆ ด้วย...” รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า ความโล่งใจ ความตื่นเต้น และความหวังใหม่ ถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนหัวใจเต้นแรง
ในที่สุด...เธอก็มีโอกาสเริ่มต้นใหม่เสียที ไม่มีใครรู้จักเธอ ไม่มีใครเคยได้ยินคำครหาพวกนั้น ที่นี่เธอจะเริ่มต้นจากศูนย์ และครั้งนี้ เธอจะไม่ยอมให้เรื่องเดิมเกิดขึ้นอีก
เย็นวันเดียวกัน ชาลินีเดินออกจากร้านเสื้อผ้าพร้อมถุงกระดาษหลายใบ เธอเลือกซื้อเสื้อเชิ้ตสีขาว สีครีม สีเทาอ่อน และสีฟ้าอ่อน กระโปรงทรงตรงสีดำ รองเท้าคัทชูสีดำ นาฬิกาหน้าปัดเรียบ ๆ เครื่องประดับแทบไม่มี
เธอยืนมองตัวเองในกระจก ผมถูกรวบเป็นมวยเรียบร้อย แว่นตากรอบบางถูกหยิบมาสวม เครื่องสำอางเหลือเพียงลุคสุภาพจนแทบมองไม่ออกว่าแต่งหน้า เธอพยักหน้าให้เงาสะท้อนของตัวเอง
ชาลินีมองปฏิทินบนผนัง นิ้วเรียววงวันที่เริ่มงานเอาไว้ ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
“เอาล่ะ...เริ่มต้นชีวิตใหม่กัน”
ชาลินีไม่รู้เลยว่า...ชีวิตใหม่ที่วางแผนเอาไว้ กำลังจะพังไม่เป็นท่า ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าไปในห้องทำงานของฟรานโก้...
เช้าวันจันทร์
ชาลินียืนอยู่หน้าตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง ทั้งที่เวลาเข้างานคือแปดโมงครึ่ง เธอเงยหน้ามองอาคารกระจกสูงตระหง่านเบื้องหน้า ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก แม้จะผ่านการทำงานมาหลายปีแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกเหมือนนักเรียนที่กำลังจะเข้าเรียนวันแรกอยู่ดี ทั้งตื่นเต้น ทั้งประหม่า ทั้งคาดหวังและแอบกลัวนิด ๆ ว่าจะทำได้ดีพอหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไร...ครั้งนี้เธอสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ยอมให้เรื่องในอดีตย้อนกลับมาอีก
“สู้นะ...ชาลินี” เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนก้าวเข้าไปในอาคาร
