บทที่ 8 ปะทะ

ซูเซียวหันกลับไปมองตามเสียงร้องก็เห็นว่าใบหน้าของซูเมิ่งซีดเผือดก่อนจะก้มลงไปมองเบื้องล่าง ซูเซียวจึงมองตามไปเห็นปิ่นหยกเรียบง่ายที่ซูเมิ่งได้รับก่อนหน้านี้แตกหักจากกันเป็นสองชิ้น

ซูเมิ่งก้มลงเก็บปิ่นที่หักมาถือเอาไว้ในมือก่อนจะมองซูฉีน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเสียใจ ไม่คิดว่าปิ่นที่ตนเองได้รับมาจากท่านย่าจะมาตกลงพื้นจนแตกเช่นนี้ แล้วอย่างนี้นางจะเอาปิ่นชิ้นใดปักผมไปงานเลี้ยงชมบุปผากัน

“เจ้ามองข้าเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน” ซูฉีตวาดเสียงใส่ซูเมิ่งดังลั่นด้วยความโมโห แค่นางเดินชนนิดชนหน่อยถึงกับมืออ่อนทำปิ่นตกแตกแล้วคิดจะโยนความผิดมาให้นางหรืออย่างไร

“เปล่าเจ้าค่ะพี่สาม” ซูเมิ่งเอ่ยปฏิเสธพร้อมกับส่ายหน้าไปมาก่อนจะหันไปมองจางซื่ออย่างขอความช่วยเหลือ แต่จางซื่อก็ทำเหมือนไม่เห็น หันไปพูดคุยกับซูหลันแทน ราวกับว่าเห็นด้วยที่ซูเมิ่งโดนซูฉีรังแก

“ในเมื่อเจ้าชนน้องสี่ทำให้ปิ่นของน้องสี่เสียหาย น้องสามก็คงต้องยอมเสียสละมอบเครื่องประดับที่ตนเองได้ให้น้องสี่สักชิ้น” ซูเซียวเดินเข้าไปเอ่ยบอก ทำเอาซูฉีที่ได้ยินถึงกับใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความโมโห จะได้อย่างไรกัน ให้ตายนางก็ไม่มีวันยกเครื่องประดับที่เลือกมาได้ให้กับนังลูกของนางคณิกาหรอก

“ไม่มีทาง เรื่องอะไรข้าจะต้องยกให้น้องสี่ด้วย ใครใช้ให้น้องสี่ถือไม่ระวังเอง” ซูฉีเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพร้อมกับถือเครื่องประดับในมือเอาไว้แน่นเพราะกลัวว่าจะโดนแย่งไป

"ถ้าหากว่าเจ้าไม่ยอมมอบเครื่องประดับให้กับน้องสี่ พี่ใหญ่เช่นข้าคงต้องเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้ท่านย่าทราบ เพื่อให้ท่านย่าเป็นคนตัดสิน ท่านแม่เห็นว่าเป็นอย่างไรเจ้าคะ" ซูเซียวเอ่ยบอกพร้อมกับหันใบหน้าไปเอ่ยถามจางซื่อ ความจริงแล้วนางก็ไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องนี้หรอก แต่นางไม่อยากเห็นคนที่ไร้ทางสู้อย่างซูเมิ่งโดนคนในจวนรังแกก็เท่านั้น

"ฉีเอ๋อร์ในเมื่อเจ้าก็มีส่วนทำให้ปิ่นของเมิ่งเอ่อร์เสียหาย เจ้าก็แบ่งเครื่องประดับให้กับเมิ่งเอ๋อร์สักชิ้นเถอะ" จางซื่อที่โดนถามตรงๆ จะทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ก็ไม่ได้ จึงเอ่ยบอกซูฉีอย่างใจเย็น ถึงอย่างไรบุตรของนางก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร แค่ซูฉียอมมอบปิ่นปักผมให้ซูเมิ่งสักชิ้นเรื่องนี้ก็ถือว่าจบกันไป อย่าให้ต้องไปถึงหูของแม่สามีเลย ไม่อย่างนั้นนางอาจจะโดนตำหนิเอาได้

"นั่นสิน้องสาม เจ้าก็มอบปิ่นให้น้องสี่ไปเถอะ" ซูหลันเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังทำเอาซูฉีได้ยินก็อยากจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น ไม่คิดเลยว่าท่านแม่ใหญ่กับพี่รองที่นางเห็นเป็นพวกเดียวกันมาตลอดจะเอ่ยปากเข้าข้างคนอื่นมากกว่านาง ซูหลันก็พูดได้สิในเมื่อเป็นนางที่ต้องมอบเครื่องประดับให้กับซูเมิ่ง ถ้าหากว่าซูหลันต้องมอบปิ่นนกยูงทองให้กับคนอื่น นางอยากจะรู้เหลือเกินว่าซูหลันจะยอมหรือไม่

"หรือว่าเจ้าอยากให้นางไปบอกฮูหยินผู้เฒ่า" จางซื่อเดินเข้าไปกระซิบข้างหูของซูฉี นี่ไม่เท่ากับบอกว่าถ้าหากนางไม่ยอมยกปิ่นให้ซูเมิ่งก็จะไม่มีใครช่วยนางหรอกหรือ ซูฉีครุ่นคิดด้วยความหงุดหงิด นางแค่อยากจะแกล้งไม่อยากให้ซูเมิ่งได้มีปิ่นปักผมแบบงดงามปักไปงานเลี้ยงชมบุปผาก็เท่านั้นเอง ไม่คิดว่าซูเซียวจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้จนทำให้นางต้องเสียปิ่นหยกเนื้อดีไปชิ้นหนึ่ง

"เอาไปสิน้องสี่" ซูฉีเอ่ยบอกพร้อมกับยื่นปิ่นปักผมในมือให้กับซูเมิ่งอย่างไม่เต็มใจก่อนจะเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปด้วยความโมโห พอเรื่องทั้งหมดคลี่คลายแล้วทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับเรือน

ซูเซียวเห็นจางซื่อกับซูหลันเดินจากไปแล้วหญิงสาวก็หันหลังกลับเดินไปที่เรือนทันที ระหว่างทางมีซูเมิ่งเดินตามหลังไม่ห่าง พอหญิงสาวเข้ามานั่งในเรือน อ้ายเสินที่อยู่เฝ้าเรือนก็รีบยกน้ำชามาให้เจ้านายสาวทันที ซูเซียวหันไปมองคนที่เดินตามนางมาตลอดทางยืนอยู่ไม่ไกลก็เชิญอีกฝ่ายเข้ามานั่งก่อนจะเอ่ยถาม

"เจ้าเข้ามานั่งเถอะ แล้วตามข้ามามีเรื่องอะไรหรือไม่" เอ่ยถามจบมือนางก็ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น

"ข้ามาขอบใจพี่ใหญ่ที่ช่วยพูดแทนเจ้าค่ะ" ซูเมิ่งกำปิ่นในมือแน่นก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง ถ้าหากว่าไม่ได้พี่ใหญ่ช่วยเอาไว้ก็ไม่รู้ว่านางจะทำอย่างไร บางทีอาจจะปล่อยให้ซูฉีรังแกอยู่ฝ่ายเดียว ตั้งแต่นางเกิดมาก็มีแต่ยอมเท่านั้น คนอย่างนางจะมีอะไรไปสู้กับคนเหล่านั้นกัน ซูเมิ่งได้แต่น้อยใจในโชคชะตาของตนเอง

"ข้าก็แค่ไม่อยากเห็นคนผิดอย่างน้องสามได้ใจก็เท่านั้น กลัวว่าหากไปทำนิสัยเช่นนี้นอกจวนจะโดนคนด่าว่าคนตระกูลซูเอาได้" ซูเซียวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ความจริงแล้วนางก็ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอก เพียงแค่เห็นขัดหูขัดตาก็เท่านั้น นางย้อนกลับมาไม่ใช่เพื่อปกป้องซูเมิ่ง นางมีจุดมุ่งหมายที่จัดเจนมากว่านี้นั่นก็คือการได้แก้แค้นคนที่ทำร้ายนางในชาติที่แล้ว

"ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบใจพี่ใหญ่อยู่ดีเจ้าค่ะ" มีคนมาปกป้องเช่นนี้แล้วให้ความรู้สึกอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สักวันนางจะต้องตอบแทนคนตรงหน้านี้แน่

"ในเมื่อเจ้าขอบใจข้าแล้วก็กลับเรือนไปได้แล้ว ข้าจะพักผ่อน" ซูเซียวเอ่ยบอกก่อนจะยกน้ำชาขึ้นมาจิบไม่ใส่ใจคนตรงหน้า ซูเมิ่งเห็นเช่นนั้นก็รีบกล่าวลาก่อนจะเดินออกไปจากเรือน พอซูเมิ่งเดินออกไปจากเรือนแล้วมือบางก็วางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะ

"คุณหนูสี่ช่างน่าสงสารเหลือเกินเจ้าค่ะคุณหนู" อ้ายเหม่ยเอ่ยขึ้น

"ทุกคนต่างมีชะตากรรมเป็นของตัวเอง ครั้งนี้ข้าอาจจะช่วยได้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ตลอดชีวิต นางจะต้องช่วยตัวเองบ้าง" ซูเซียวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใครบางอยากจะถูกรังแก นางเองชาติที่แล้วก็ไม่ใช่คนที่เข้มแข็งหรือเก่งกาจอะไร จุดจบถึงได้น่าอนาจนัก ยังโชคดีที่สวรรค์กลับเมตตาให้นางมาเกิดอีกครั้ง ชาตินี้นางจะต้องให้พวกมันได้ชดใช้หนี้เลือดที่กระทำกับนางและลูกของนางเอาไว้อย่างสาสม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป