บทที่ 1 เด็กดียั่วรัก 1
เด็กดียั่วรัก
เด็กดียั่วรัก 1
ปิ่นแก้ว พาร่างงดงามสมวัยในชุดทำงานสมัยใหม่ลงบันไดบ้านด้วยความเร่งรีบ
“อ้าว ๆ อย่ารีบนักสิ ประเดี๋ยวพวกคุณ ๆ บนบ้านตื่นตกใจหมด”
“จ้าแม่”
เธอพูดแต่ร่างกลับทำตรงข้าม ยังวิ่งปนกระโดดด้วยความเร็วไปยังโรงจอดรถ
“พูดแล้วยังไม่ฟังอีก อย่าคิดว่าคุณประวิตรอุปถัมภ์แล้วจะทำอะไรก็ได้นะ อย่าลืมกำพืดตัวเอง”
ปิ่นแก้วหยุดชะงักทันทีเอี้ยวหน้ากลับไปมองแม่บังเกิดเกล้า ที่ยังทำงานเป็นแม่บ้านของมหาเศรษฐีหลังนี้มานานตั้งแต่เธอยังเด็ก จนกระทั่งบิดาของคุณคินท์ ชายไทยแท้เจ้าของบริษัทก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เบอร์ต้น ๆ ของไทย ได้มองเห็นความน่ารักของเธอแล้วมีเมตตา อุ้มชูรับเธอเป็นลูกบุญธรรมท่ามกลางเสียงคัดค้านของลูกตัวจริง โดยเฉพาะคุณคินท์
“ไม่ลืมหรอกค่ะแม่ แต่หนูสายมากแล้ว กลัวไปเข้างานไม่ทัน วันนี้วันแรกนะคะ”
เธอพูดจบหันหลังวิ่งลงบ้านทันทีขึ้นรถคันใหญ่ที่จอดรออยู่หน้าบ้าน
“ลุงสัน รีบหน่อยนะคะ หนูกำลังจะสายแล้ว”
“ได้เลยหนูปิ่น”
เธอเอนกายพิงเบาะหนังแล้วหลับตา นิ่งคิดว่าเธอกลายมาเป็นคุณหนูของบ้านนี้ได้อย่างไรกัน
คงเพราะความน่ารักในวัยเด็ก ผิวขาวใสและดวงหน้าหวานละมุน ทำให้เธอต้องใจคุณท่านที่มีแต่บุตรชาย
คุณประวิตรหรือพ่อ คำที่เธอเรียกขานมานานหลายปี พ่อบุญธรรม มีบุญคุณกับเธอมากมายจนไม่อาจชดใช้จนหมด และทุกวันนี้เธอยังได้รับสิทธิ์พิเศษเข้าทำงานในบริษัท ตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวคุณคินท์ ซึ่งเธอยังไม่รู้เลยว่าเขาจะว่ายังไงบ้าง
“ว่าไงนะครับพ่อ”
คินท์แทบตะโกนกร้าวออกมาเมื่อได้ยินบิดาพูดเรื่องให้ปิ่นแก้วขึ้นมาเป็นเลขานุการส่วนของเขา
“พ่อสั่งไปแล้ว หนูปิ่นกำลังขึ้นมา”
“แต่พ่อไม่ถามผมก่อน อีกอย่างผมมีเลขาส่วนตัวอยู่แล้ว”
“ก็แค่ช่วยฝึกงานให้น้อง อีกหน่อย น้องจะได้เป็นมือเป็นเท้าให้กับแก”
“เป็นมือเป็นเท้า! พ่อพูดเหมือนว่าน้องเขาเป็นผู้ชายหรือทาสรับใช้”
“พ่อไม่ได้คิดกับน้องปิ่นแบบนั้น แกก็รู้ดี แต่พ่อพูดขึ้นเนี่ยคิดแทนแก! ให้คิดเสียว่าอีกหน่อยน้องจะต้องช่วยงานแก”
“อีกหน่อยหมายถึงอะไร น้องไม่แต่งงานหรือครับ ไม่มีผัวแยกบ้าน”
“ไอ้คินท์!!”
“เอาล่ะ ๆ ผมขี้เกียจเถียงกับพ่อแล้ว เอาเป็นว่าถ้าปิ่นเขาทนมือทนเท้าผมได้ ก็เอา...ผมจะช่วยฝึกให้น้องเป็นเลขานุการส่วนตัวที่สุดเพอร์เฟค อย่างที่พ่อจะคาดไม่ถึงเลยครับ”
คินท์เค้นเสียงแล้วลุกออกจากห้องไปทันที กลับไปยังห้องทำงานรองประธานบริษัทที่อยู่ไม่ห่างกันมากนัก แล้วพอไปถึงจึงเห็นว่าเด็กชื่อปิ่นแก้ว ลูกบุญธรรมของพ่อได้มารออยู่ก่อนแล้ว
ลูกชายท่านประธานจึงกวาดสายตาไปทั่วร่างบอบบางแต่อวบอิ่มในชุดทำงานกระโปรงสั้นเลยเข่า และเสื้อเชิ้ตพอดีตัวทับด้วยสูทปิดมิดชิด เกล้าผมทรงสูงคล้ายซาลาเปา จึงยกยิ้ม
“สวัสดีค่ะคุณคินท์” ปิ่นแก้วยกมือไหว้สวัสดี ทั้งที่พบกันเสมอในบ้าน
เขาไม่ตอบรับ แถมเดินเลยเข้าไปในห้องทิ้งให้ปิ่นแก้วยืนเคว้งก่อนจะตั้งสติได้ รีบเดินตามเข้าไปข้างในห้อง
ในเมื่อคุณคินท์เงียบ ปิ่นแก้วเลยไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เมื่อเข้าไปจึงได้แต่ยืนนิ่งเฉยรอให้เขาสั่ง แต่พี่ชายบุญธรรมคนนี้ช่างเป็นคนไร้หัวใจและใจร้ายกับเธอมาตลอดตั้งแต่เด็ก
อย่างในเวลานี้ เขาปล่อยให้เธอยืนนิ่ง ส่วนเขาเปิดคอมพิวเตอร์ทำงานหน้าตาเฉยกระทั่งเวลาผ่านล่วงเลยไปราวครึ่งชั่วโมง
“คุณคินท์มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”
เขาเหลือบสายตาเย็นชาขึ้นมองแวบหนึ่งแล้วหลุบลงต่ำไปทางปลายเท้าเล็กบนรองเท้าส้นเตี้ย
“ช่วยไปเปลี่ยนรองเท้าแล้วกัน”
“รองเท้า?”
“ใช่ มันดูแล้วขัดตา ทำให้ฉันคิดงานไม่ออก” เขาชี้นิ้วไปยังรองเท้าแล้วแสยะยิ้มเบา ๆ “เอารองเท้าส้นสูงสีแดงนะ ฉันชอบ”
เธอตะลึงงันแต่ยังพยักหน้ารับ ทำไงได้ในเมื่อตอนนี้เธอเล่นบทลูกน้องส่วนเขามันนายจ้าง กำลังจะหมุนตัวกลับเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอีก
“อ๋อ! อีกเรื่อง เข้ามาอีกครั้งหลังจากได้รองเท้าคู่ใหม่ ช่วยถอดเสื้อสูทตัวนอกออกด้วย แล้วปลดกระดุมลงอีกสามเม็ดให้เห็นเสื้อใน”
ปิ่นแก้วพวงแก้มแดงซ่านเผลอยกมือรวบคอเสื้อแล้วรีบหันหลังกลับออกไปด้านนอก ยืนพิงประตูอยู่เป็นครู่แล้วจึงฮึดขึ้น
“เอาว่ะ ปิ่น ถ้าคุณคินท์จะเล่นแกหนักขนาดนั้น แกก็สู้กลับไปเลย”
ตั้งแต่เล็กจนโต ปิ่นแก้วอยู่ในฐานะลูกบุญธรรมของบ้านนี้ก็จริง แต่ลึก ๆ เธอยังคงเป็นลูกของสาวใช้อยู่ดี
คุณคินท์ไม่เคยเห็นหัวเธอ แม้แต่หน้ายังไม่มอง ทว่าวันนี้พอเธอได้มาเป็นเลขาส่วนตัว กลับมองเธอขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ดูสิ ปิ่นแก้วลอบยิ้มเมื่อกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมรองเท้าส้นสูงตามสั่ง และถอดเสื้อสูทออกไว้ด้านนอก มือถือถ้วยกาแฟร้อนจนควันขึ้นเดินเฉียดไปใกล้โต๊ะทำงานแล้วโน้มตัวลงวางแก้ว จงใจให้สองเต้าลูกกลมทั้งขาวอวบห้อยย้อยเตะตา อย่างที่เขาสั่ง ปลดกระดุมลงสามเม็ดเป๊ะ!
กึก!
เธอวางแก้วกาแฟเรียบร้อยจึงถอยหลังออกเพียงหนึ่งก้าว ยังใกล้พอให้คุณคินท์ได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่เธอบรรจงฉีดเพิ่มก่อนเข้ามา กลิ่นที่เขาว่ากันว่า ใครได้กลิ่นเป็นหลงใหล
ปิ่นแก้วลอบสังเกตอีกว่า ดวงตาคมกล้าที่เอาแต่มองอย่างเหยียดหยามในเช้านี้ เปล่งประกายจ้าขึ้นแม้เพียงแวบหนึ่ง แต่มันทำให้เธอรู้ว่า ตนเองมาถูกทางแล้ว
“คุณพ่อสั่งไว้ให้ปิ่นขึ้นมาเป็นเลขานุการส่วนตัว”
“อืม”
“ไม่ทราบว่าวันนี้คุณคินท์ มีอะไรสั่งสอนไหมคะ เอ้ย! ไม่ใช่ ปิ่นหมายถึงสั่งงานน่ะค่ะ”
เธอเอ่ยยั่วอารมณ์แล้วได้ผลเกินคาด สีหน้าบึ้งตึงหนักกว่าเก่าแล้วเลื่อนแก้วกาแฟออกห่าง
“ไม่มี เอากาแฟไปเก็บ ฉันไม่ดื่ม”
“แต่นี่เป็นกาแฟโปรดของคุณคินท์เลยนะคะ ปิ่นไปถามพี่เลขาด้านนอกมาแล้ว”
เลขาด้านนอกก็คือเลขานุการส่วนตัวอีกคน สาวและสวยเช่นกัน ทว่าเธอรู้ว่าทั้งคู่เป็นเพียงเจ้านายและลูกน้องสาว ไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น
เธอยืนมือประสานด้านหน้าเรียบร้อย แต่สีหน้าบ่งบอกแววยั่วเย้า เพ่งมองคุณคินท์ใกล้กว่าทุกครั้งในรอบหลายปี
ดวงหน้าคมเข้มตรงหน้าหล่อจนเธอเองตาพร่า ชายหนุ่มร่างสูงอายุสามสิบสอง แก่กว่าเธอถึงสิบปี ไหล่กว้างจนเสื้อเหยียดตึง ผิวไม่ขาวมากนักแต่ไม่ใช่คนผิวสองสี ยิ่งส่งให้เขาดูคมเข้ม หลงลืมไปเลยว่าทั้งเขาและเธอ ไม่ใคร่จะถูกกันสักเท่าไร
