บทที่ 1 บทนำ

เสียงไก่ขันบอกเวลาเช้ามืดทำให้ทิพย์ทิวาตื่นตามปกติ ลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมกับรับรู้ถึงอาการเจ็บปวดทั่วสรรพางค์กาย ร่างกายกำยำที่เธอโอบกอดมาตลอดทั้งคืนทำให้ไม่อยากจะฝืนลุกจากเตียง...

ใบหน้าขาวแนบกับไหล่ขวา เอื้อมมือข้างหนึ่งลูบไล้อกซ้ายอันอุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสมชายชาตรี รอยสักแบบ Tahitian ที่กินพื้นที่แผงอกข้างนั้นไปจนถึงกลางแขนข้างเดียวกันช่วยเสริมความดุดันและน่าเกรงขาม มันเป็นหนึ่งในหลายๆ สิ่งที่ทำให้เธอรักในตัวเขา

แล้วเขาเล่า...เขารักอะไรในตัวเธอบ้างหรือเปล่า? 

เพียงแค่ย้อนถามตัวเองในใจ กระบอกตาสวยก็ร้อนผ่าว เธอจึงได้หลับตาลงแล้วปล่อยให้น้ำใสๆ ไหลเลอะต้นแขนใหญ่ ภายใต้ฝ่ามือเล็กข้างนั้น ทิพย์ทิวายังคงรับรู้ถึงแรงกระตุกอันเป็นจังหวะของสิ่งที่เรียกว่า ‘หัวใจ’

ผู้ชายคนนี้ยังมีชีวิตและมีหัวใจอยู่จริงๆ หรือ?

แล้วทำไมตลอดสามปีที่ผ่านมาเขาทั้งใจร้ายและเย็นชากับเธอเหลือเกิน จนเธอเผลอคิดไปว่าเขาเป็นคนไร้หัวใจ แต่เธออาจหลงลืมไปว่าหัวใจของเขาไม่ได้มีไว้เพื่อเธอ เธอควรจำเอาไว้ทิพย์ทิวา อย่าลืมเชียวว่าเขาไม่ได้รักเธออีกต่อไปแล้ว

เธอปรารถนาเพียงที่จะหยุดเวลาไว้เท่านี้ ให้ได้เฝ้ามองเขาหลับใหล ให้รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายคนเดิมที่เคยรักเธอหมดหัวใจก่อนที่เรื่องบ้าๆ จะเข้ามาทำลายความรักที่เคยมีให้กันจนเหลือแต่เพียงรอยสิเน่หากลางหัวใจที่ทำให้เธอเจ็บปวดทุกครั้งยามนึกถึงคืนวันอันแสนปราโมทย์ที่ผ่านมา

“ผู้หญิงที่รู้อยู่เต็มอกว่าผู้ชายไม่ชอบน้ำตา แต่ก็ยังจะร้องไห้อย่างน่ารำคาญ คุณว่าพวกเธอคิดอะไรอยู่”

จู่ๆ คำถามอย่างคนไม่สบอารมณ์ก็ดังขึ้น เธอรีบผละออกจากไหล่แข็งแรง สองมือปาดน้ำตาให้แห้งสนิท คำพูดของเขาสื่อความหมายชัดเจนแล้ว

“ทับทิมไม่ได้ตั้งใจ” ทิพย์ทิวาบอกเสียงอ่อนขณะที่ร่างใหญ่เปลือยเปล่าลุกขึ้นนั่ง แล้วหันกลับมามองเธอด้วยแววตาว่างเปล่าไม่ต่างจากทุกครั้งที่มองมา

“ผมว่าพวกเธอกำลังเรียกร้องคะแนนความสงสาร ทั้งที่รู้ว่ามันน่าสมเพช” ชายหนุ่มตอบคำถามของตัวเอง สายตาถูกดึงดูดให้จ้องมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเจ้าหล่อนอย่างห้ามไม่อยู่

“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะคุณสินธุ์” ร่างเล็กลุกขึ้นพร้อมกุมผ้าห่มปิดทรวงอก สายตายังคงจ้องเขาอยู่ “ทับทิมไม่ได้คิดแบบนั้นเลย” แม้น้ำเสียงไม่ได้สั่นแต่แววตากลับไม่มีประกายเลยแม้แต่น้อย

ส่วนเล็กๆ ในจิตใจที่สินธุ์ไม่อาจบังคับได้มันอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อปลอบโยนคนตรงหน้า แต่ผู้หญิงคนนี้เธอเคยก่อเรื่องที่เขาไม่อาจให้อภัย แค่เธอยังเสนอหน้าอยู่ที่นี่ไม่ยอมไปไหนก็เป็นอันตรายต่อครอบครัวเขามากแล้ว ฉะนั้นเขาต้องปฏิบัติต่อเธอเหมือนเธอเป็นอากาศธาตุ แม้มันจะขัดกับความรู้สึกที่ลึกที่สุดในหัวใจเขาก็ตาม

ความเงียบทำให้หัวใจดวงน้อยปวดแปลบ ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ายอมรับความจริง สินธุ์ตัดสายตาจากดวงตาคู่สวยแล้วเบือนหน้าไปทางอื่นก่อนจะสาวเท้าเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ผ้าขนหนูขาวสะอาดถูกหยิบออกมาพันรอบกาย เดินไปนั่งไขว่ห้างที่เก้าอี้ปลายเตียง 

ทิพย์ทิวาคว้าชุดนอนที่ถูกถอดพาดโคมไฟไว้ตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นมาสวมแล้วพาร่างกายบอบช้ำตรงเข้าไปในห้องน้ำอย่างรู้หน้าที่ เตรียมน้ำอุ่นให้เขาชำระล้างร่างกายก่อนที่เขาจะไปรับประทานอาหารเช้าที่บ้านหลังใหญ่

บ้านหลังนั้นซึ่งมีคนที่เขาต้องการ...ไม่ใช่ที่ที่มีแต่ผู้หญิงอ่อนแอ เจ้าน้ำตาและน่ารำคาญที่เขาไม่เคยสนใจไยดี

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” 

หญิงสาวเดินออกมาบอกกับเขาเบาๆ หลังตระเตรียมทุกอย่างในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อสินธุ์พยักหน้าเธอจึงไปนั่งรอที่เตียงด้วยความสงบ 

หน้าที่เธอยังไม่หมด วันนี้สินธุ์จะต้องเดินทางไปประชุมที่กรุงเทพ เมื่อคืนเขาเปรยว่าทานมื้อเช้าเสร็จแล้วจะออกเดินทางเลย ฉะนั้นเธอต้องอยู่รอแต่งตัวให้เขาก่อนถึงจะออกไปทำกับข้าวอย่างง่ายๆ กินเพียงลำพัง

“ครั้งนี้จะไปนานกี่วันหรือคะ”

“...” สินธุ์เงียบอยู่แบบเดิม เหมือนไม่สนใจคำถามของเธอ ทิพย์ทิวา  กลืนน้ำลายลงคอเฝื่อนๆ เม้มปากสนิท จัดการผูกไทให้เขาต่อไปโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ ในเมื่อไม่อยากตอบเธอก็ไม่อยากเซ้าซี้ให้เขาเสียอารมณ์

“คุณถามทำไม” จู่ๆ ก็พูดขึ้นมา ก้มมองคนที่กำลังติดกระดุมสูทให้ด้วยสายตาเรียบนิ่ง อยากรู้ว่าคำถามของเธอมีอะไรแอบแฝงมากกว่าแค่อยากรู้ธรรมดา

“ฉันแค่อยากรู้เท่านั้นค่ะ” เธอรู้ว่าสินธุ์ต้องการหาเรื่อง แต่มันผิดนักหรือที่ภรรยาอยากจะรู้ความเป็นไปของสามีอย่างเขา

สินธุ์เป็นคนเงียบขรึม สุภาพกับคนอื่นเสมอซึ่งหนึ่งในนั้นไม่รวมเธอ ทั้งยังเก็บอารมณ์ได้เก่ง จนคิดว่าเวลาสามปีที่อยู่ด้วยกันมามันไม่เพียงพอที่จะให้เธอได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย

“ผมจะปล่อยให้นางปีศาจมันเฝ้ามองครอบครัวผมนานๆ ได้ยังไง”

คำพูดเชือดเฉือนหัวใจหลุดออกมา มือบางชะงักค้าง ช้อนสายตามอง   คนตรงหน้าอย่างตัดพ้อ 

‘นางปีศาจ’ ที่เขาหมายถึงคือตัวเธอ 

แต่เพราะไม่อยากเสียเวลาไปกับการทะเลาะกันจึงเลือกที่จะเงียบ ทว่าน้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วนั้นกลับคลอหน่วยตาอีกครั้ง ยิ่งได้เห็นใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกของผู้ชายที่ตัวเองรักเธอก็ยิ่งเจ็บ 

สินธุ์ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย ปัดมือเธอออกเหมือนรำคาญเหลือทน ก่อนจะก้าวเข้าหากระจกบานใหญ่เพื่อจัดเสื้อผ้าด้วยตัวเอง ไม่สนใจว่าใครจะเป็นยังไงเพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องทนเห็นน้ำตาของเธอ พอเรียบร้อยแล้วก็ทำท่าว่าจะเดินจากไป 

“คุณสินธุ์คะ” เสียงหวานเรียกชื่อเขา สินธุ์หันกลับมาจ้องเธอ แววตา  เต็มไปด้วยคำถาม ทิพย์ทิวาสูดหายใจรวบรวมความกล้า ก่อนนี้เธอมีเรื่องอยากจะถามเขามากมาย แต่พอเอาเข้าจริงกลับรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ 

“ถ้าไม่สำคัญไว้ค่อยคุยตอนผมกลับ” เขาถอนหายใจ คิดจะเดินต่อ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อคนตัวบางโผเข้ามารั้งแขนไว้ จำเป็นจะต้องหันไปหาเธออีกครั้ง ถ้าครั้งนี้ยังไม่พูดอะไรอีกเขาจะไม่ใจดีกับเธออีกแล้ว 

“คุณยังรักทับทิมอยู่หรือเปล่า” เสียงหวานสั่นระริกแต่คงน้อยกว่า    ก้อนเนื้อในอกซ้าย แม้จะรู้ว่าคำตอบเป็นเช่นไรแต่ก็ยังเชื่อว่าที่เขาพูดแบบนั้นก็เพราะยังโกรธเธออยู่ แล้วสินธุ์ก็ไม่ได้ตอบคำถาม เขาพยายามสะบัดเธอให้หลุด 

“คุณไม่รักทับทิมแล้วจริงๆ หรือคะ” ทิพย์ทิวาดื้อรั้นไม่ยอมปล่อย

“หยุด!” 

สินธุ์กดเสียงต่ำน่ากลัว คว้าหมับเข้าที่ข้อมือข้างหนึ่งของเธอแล้วบีบแรงราวปรารถนาให้กระดูกน้อยแตกละเอียด ทิพย์ทิวาเจ็บจนน้ำตาไหลแต่ก็ต้องฝืนเก็บเสียงร้องเอาไว้เพราะรู้ว่าจะทำให้เขารำคาญ 

“อย่าพูดคำว่ารักให้ผมได้ยินอีกเป็นอันขาด คุณรู้ไว้ด้วยว่าทุกวันนี้ผมขยะแขยงคุณจะแย่อยู่แล้ว”

หญิงสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ค้นหาความจริงที่อยู่ในหัวใจเขา...ท้ายสุดแล้วเธอก็เห็นแค่เพียงความว่างเปล่าที่ทำให้หัวใจแตกสลาย  

หากสายตาอ้อนวอนของเธอกลับทำให้สินธุ์ชะงักนิ่ง แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น เขาข่มใจตัวเองเอาไว้แล้วสะบัดมือออกจากแขนเรียว แรงอันมหาศาลทำให้หญิงสาวเซถลาจนแทบล้ม...แต่ก็ยัง

“คุณจะใช้โอกาสนี้เก็บข้าวของออกจากบ้านผมไปก็ได้นะ” สินธุ์เลือดเย็น

เหลือเกินที่แนะนำเธอแบบนี้ หรือเพราะรู้ว่าต่อให้ไล่อย่างไรผู้หญิงคนนี้ก็จะไม่มีวันไปไหน

“ทับทิมไม่ไปหรอกค่ะ” เธอก้มหน้าตอบทั้งน้ำตา

“ตามใจ! ตอนนี้คุณจะอยู่หรือไปมันก็ไม่สำคัญ” เขาเหนื่อยที่จะต้องถามเหตุผลจากเธอเสียแล้ว

“คุณจะให้ทับทิมไปได้ยังไง ในเมื่อหัวใจของทับทิมยังอยู่ตรงนี้” ทิพย์ทิวาเสียงสั่น น้ำตาไหลพราก รู้ว่าต่อให้อ้อนวอนเขามากเท่าไหร่ สิ่งที่ได้กลับมาก็คือความเย็นชา และแม้จะรู้ว่าเขาไม่มีทางหันมาสนใจ แต่ก็จะทนต่อไปจนกว่าจะหมดความอดทน เธอยังหวังว่าสักวันจะได้สินธุ์คนเดิมที่รักเธอสุดหัวใจกลับคืนมา แต่เธออาจลืมไปว่าความรักสำหรับผู้ชายมันเริ่มจากร้อยและลดน้อยลงไปจนถึงศูนย์

“ผมไม่สน” คนเย็นชาบอกชัดถ้อยชัดคำและเพราะไม่อาจทนเห็นน้ำตาของเธอได้ เลยรีบหันหลังให้ก่อนจะพูดสั่ง “ระหว่างที่ผมไม่อยู่ อย่าก่อเรื่องให้ลูกกับเมียผมเดือดร้อน ไม่งั้นคุณจะไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้อีก” 

“แล้วทับทิมล่ะคะ” หัวใจดวงน้อยสั่นสะท้านขณะเอ่ยถาม ลึกลงไปในความรู้สึก เธอปรารถนาที่จะได้ยินเขาพูดในสิ่งที่เธออยากจะฟัง 

“ตอบมาได้ไหมว่าคุณเห็นทับทิมเป็นอะไร”

“...” สินธุ์ก็ยังคงเป็นสินธุ์อยู่วันยังค่ำ เพราะนอกจากจะไม่ตอบคำถามเขาก็เลือกที่จะเดินจากไปโดยไม่ไยดีความรู้สึกของคนข้างหลัง

ไม่มีคำใดสามารถหลุดออกมาจากปากของเธอได้อีกนอกเสียจากเสียงสะอื้นอย่างคนหัวใจสลาย น้ำตาอุ่นจัดไหลนองแก้มขาว ร่างกายที่เหมือนสิ้นเรี่ยวแรงจึงนั่งแปะลงกับพื้น ไม่ใช่ว่าเธอไม่เจ็บที่ถูกผู้ชายที่ตัวเองรักไล่เหมือนไม่ใช่คน ใช่ว่าเธอไม่มีที่ไปหรือว่าจนตรอก...แต่ที่ทนอยู่ก็เพราะ ‘รัก’ เพราะความหวังที่ว่าสักวันจะได้คนรักกลับคืนมา และเพื่อบางสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่า ‘หัวใจ’

แต่ยิ่งนานเธอก็ยิ่งไม่แน่ใจ...หัวใจเขาอาจเปลี่ยนไปเป็นของคนที่เขา    ยกย่องออกหน้าออกตาว่าเป็นเมียเขาแล้วก็ได้

ร่างบางหยุดที่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอนกว้าง   ดวงตาหม่นเศร้าไล่

มองรอยช้ำตามต้นแขนและเนินอก ทุกครั้งที่สินธุ์มาที่บ้านนี้พร้อมกับแรงปรารถนา สิ่งที่เหลือไว้คือความเศร้าที่ซึมลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ เธอรู้สึกถึงความเดียวดายปวดร้าวอย่างที่ไม่คิดว่าผู้หญิงคนไหนจะเข้าใจ น้ำตาอุ่นจัดไหลเป็นทาง ร่องรอยแห่งความร้าวรานนี้เหมือนเป็นเชื้อเพลิงที่กระตุ้นให้หัวใจดวงน้อยโหยหาคืนวันเก่าๆ มากขึ้นทุกขณะ...เธออยากได้สัมผัสอ่อนโยนอย่างคนรักกัน อยากได้สินธุ์คนเดิมเมื่อสามปีที่แล้วกลับคืนมา เนิ่นนานทีเดียวกว่าจะพาตัวเองไปนั่งบนเตียงแล้วเปิดลิ้นชักหยิบสมุดเล่มเล็กที่เป็นเหมือนเพื่อนแท้ยามเหงาขึ้นมา เธอเปิดหน้าหนึ่งที่เขียนค้างไว้เพื่อบันทึกต่อจากหน้าสุดท้ายที่เขียนไปวันก่อน

‘คุณสินธุ์ขา... ถึงแม้เรื่องราวระหว่างเราจะเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก แต่ตอนนี้ทับทิมพูดได้เต็มปากว่าทับทิมรักคุณสินธุ์หมดทั้งหัวใจ รักจากที่ไม่เคยคิดจะรัก   รักทั้งๆ ที่รู้ว่าคุณสินธุ์เปลี่ยนไปแล้ว แต่ทับทิมก็ไม่ยอมสิ้นหวังและยังจะขอรักคุณต่อไปนะคะ...หากความรักที่นำไปสู่น้ำตาคือหายนะ ความรักที่ทับทิมมีต่อคุณสินธุ์ก็คงเป็นหายนะที่งดงามที่สุด’

ในคืนหนึ่งทิพย์ทิวามีโอกาสได้เจอสินธุ์เป็นครั้งแรกที่บ้านของเขา ทำให้ชายหนุ่มมองเธอในแง่ลบ เพราะคงไม่มีผู้หญิงดีๆ ที่ไหนกล้าไปหาผู้ชายแปลกหน้าถึงบ้านในเวลานั้น ส่วนเธอก็ไม่ได้คิดกับเขาดีไปกว่ากันนัก เนื่องจากเขาพยายามเอาตัวเองเข้าไปแทรกความรักคนอื่น เกือบทำให้เด็กตาดำๆ ที่กำลังจะเกิดมาต้องกำพร้าพ่อ เลยกลายเป็นว่าเธอเกลียดขี้หน้าเขาทั้งที่เจอกันแค่ครั้งเดียว

...แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ชีวิตเธอมาถึงจุดพลิกผัน

บทถัดไป