บทที่ 4 คนชอบฟัง
บนเตียงโซฟาที่ทิพย์ทิวาอาศัยนอนเมื่อคืนที่ผ่านมาเพราะเอาแต่คิดเรื่องวุ่นวายในชีวิตของตัวเองจนเผลอหลับไปบัดนี้มีร่างหนาใหญ่ของแขกไม่ได้รับเชิญนั่งอยู่แทน เธอชะงักอยู่กลางบันไดเมื่อได้ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร ความรีบร้อนที่จะไปสมัครงานแทบไม่มีความสำคัญอีกต่อไป ใจเธออัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมาย
เธอชิงชังเขา อยากจะกระโดดเข้าไปเอามีดแล่เนื้อเขาออกเป็นชิ้นๆ ให้สมกับความสารเลวที่เขาทำไว้กับเธอ แต่นั่นมันคงไม่ช่วยอะไรอีกต่อไป
“บ้านหลังนี้ไม่ต้อนรับคุณ!” น้ำเสียงและสรรพนามที่แสดงความเหินห่างไม่ต่างจากท่าทางและแววตาดังขึ้นมาจนทำให้ชายหนุ่มเหลือบมองร่างเล็กบนบันไดแล้วเหยียดยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ” ชายหนุ่มวางแก้วน้ำเย็นที่คนรับใช้นำมารับรองเมื่อตะกี้ลงที่โต๊ะก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์แล้วเอนกายเอกเขนกอ่านอย่างสบายใจ ทิพย์ทิวารู้สึกเกลียดชังท่าทางใจเย็นเช่นนี้เหลือเกิน
“อย่ามายุ่งกับฉันอีกเลยค่ะฉันขอร้อง” หญิงสาวก้าวลงมาจากบันไดพร้อมเอ่ยด้วยท่าทางของคนที่ยอมแพ้แล้วทุกทาง ถ้าเปลวต้องการจะย่ำยีชีวิตของเธอเพื่อเอาคืนเรื่องในอดีตแล้วละก็...วันนี้เขาทำสำเร็จแล้ว
“น่าผิดหวังเสียจริง” เปลวลดหนังสือพิมพ์ลงแล้วมองไปที่คนพูด “ฉันคิดว่าจะได้ยินคำตัดพ้อหรือไปจนถึงคำสาปแช่งจากเธอ แต่เธอกลับพูดแค่นี้เองหรือ”
“ฉันบอกให้ออกไป!” หญิงสาวตวาดเสียงเกรี้ยวกราด ใบหน้าเชิดขึ้นไม่ยอมมองหน้าเขา ทั้งชิงชัง เคียดแค้นและเสียใจจนไม่รู้จะเก็บน้ำตาต่อไปได้อีกนานเท่าไหร่ เขาไม่รู้หรอกว่ากว่าเธอจะทำใจพาตัวเองลุกออกมาจากความทุกข์มันยากเย็นขนาดไหน
“หรือเพราะเธอรู้ว่านี่มันคือราคาที่เธอต้องจ่ายเลยไม่เสียใจเท่าไหร่ แถมผู้ชายที่ฉันเลือกให้ก็ดันเป็นถึงเศรษฐีใหญ่อย่างนายสินธุ์นั่นเสียด้วย ความจริงเธอควรขอบคุณฉันสินะถึงจะถูก...ใช่ไหม” เปลวลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับถ้อยคำเหน็บแนม
“ต่อให้ฉันอยากจะฆ่าคุณมากแค่ไหนแต่ฉันก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว และหากนี่มันจะทำให้คุณเลิกวอแวกับชีวิตของฉันได้ฉันว่ามันก็คุ้มค่ะ” หญิงสาวหันไปสบตากับเขาด้วยแววตาจริงจัง
“คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีกทับทิม เพราะคุณสินธุ์เขารวยออกขนาดนั้น เหอะ! ฉันไม่น่าพลาดเลือกเขาเลยจริงๆ”
“พี่เปลวมีความสุขมากไหมคะที่ได้ทำลายชีวิตของทับทิม มีความสุขมากไหมกับการเยาะเย้ยถากถางกันแบบนี้” ทิพย์ทิวาโพล่คำถามพร้อมเสียงสะอื้น
“ฉันมีความสุขมากทิพย์ทิวา มากเสียจนไม่รู้ว่าความสุขของเธอตอนที่ทำลายชีวิตฉันมันจะเทียบกันได้หรือเปล่า” ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลใจ แววตาเขามาดมั่นฉายแววเย้ยหยันชัดเจน “และฉันสาบานเลยว่าจะไม่มีวันยอมให้ชีวิตของเธอพบกับความสงบสุข วันนี้ก็แค่มาบอกว่าฉันจะให้เวลาเธอเตรียมใจก่อนสักหน่อย ฉันไม่อยากใจร้ายเกินไป”
“พี่คิดจะทำอะไร” หัวใจเธอกระตุกแรงด้วยความกลัว
“บอกตอนนี้ก็ไม่สนุกสิ ฮ่าๆๆ” เปลวหัวเราะชอบใจก่อนจะเดินเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกนิดหนึ่ง หากก็ไม่ได้ก้าวขึ้นบันได “ตักตวงความสุขให้พอนะน้องรัก”
สิ้นคำบอกนั้นชายหนุ่มก็สาวเท้าเดินออกจากบ้านไป หากแต่เสียงหัวเราะของเขายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท สร้างความรู้สึกหวาดหวั่นให้ปั่นป่วนอยู่ภายในหัวใจของเธอ
เรื่องที่สินธุ์ทำให้จินตปาตีอาการกำเริบรู้ถึงหูของคุณนายจินดาผู้เป็นยาย ทำให้ในวันนี้เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่ออดีตแม่ยายเดินทางมาเพื่อพาหลานสาวกลับกรุงเทพ
“เข้าใจแม่ใช่ไหมสินธุ์” หญิงสูงวัยถามตอนที่กำลังจะก้าวขึ้นรถตู้โดยประคองหลานรักมาด้วย ตั้งแต่มาถึงที่นี่นางแทบจะไม่คุยกับอดีตลูกเขยเลยด้วยซ้ำ
“ครับ” ถ้าเขาตอบว่าไม่เข้าใจก็เห็นจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา สินธุ์ กลืนน้ำลายลงคอ สายตาเสมองบุตรสาวที่เอาแต่งอนและไม่ยอมคุยกับเขามาหลายวันแล้ว แม้เขาจะขอโทษหรือง้อด้วยอะไรแต่เด็กหญิงก็ไม่ยอมหายโกรธสักที
“แม่ไม่อยากทิ้งหลานไว้กับพ่อที่ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ความโกรธมันมีแต่จะทำลายทุกคนที่อยู่รอบตัว” จินดากล่าวหน้าเชิด น้ำเสียงมีกังวานเจ็บปวดจนรู้สึกได้ และอย่าว่าแต่เธอไม่อยากคุยกับสินธุ์เลย แค่มองหน้าก็ไม่อยากมองด้วยซ้ำ
“ผมเข้าใจครับ” สินธุ์ก้มหน้าบอกด้วยน้ำเสียงที่กล้ำกลืน เขาเจ็บปวดไม่ต่างกันกับคุณนายจินดาเลยจนนิดเดียว
“สามเดือนที่ยายพีชปิดเทอม สินธุ์ก็ทบทวนตัวเองไปด้วยและคิดหาวิธีที่จะเข้ากับลูกให้ได้แล้วกัน” จินดาพูดทิ้งท้ายก่อนจะพาเด็กสาวขึ้นรถตู้ไป
สินธุ์ค้อมศีรษะรับคำเล็กน้อย สายตาจับจ้องบุตรสาวอย่างหวังว่าลูกจะมองมาที่ตนบ้าง แต่ไม่เลย...จินตปาตียังคงโกรธเขามากอยู่...มากเสียจนไม่คิดจะมองหน้าพ่ออย่างเขาเลยด้วยซ้ำ
“คุณทำดีที่สุดแล้วนะคะ” พราวพิศที่ยืนเยื้องข้างหลังเดินเข้ามาแตะไหล่เขาเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
สินธุ์ถอนหายใจเหมือนคนอมทุกข์ก่อนจะวางมือใหญ่ลงบนมือบางแล้วกุมเอาไว้ เขาพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ ตอนนี้เขารู้อย่างเดียวว่าตัวเองอยากจะร้องไห้
“อย่าเครียดไปเลยนะคุณสินธุ์ มันต้องมีทางออกสักทาง”
“ขอบคุณคุณพราวครับ”
สินธุ์บอกเพียงเท่านั้นแล้วตัดสินใจดึงมือของหญิงสาวออกอย่างละม่อมก่อนจะเดินกลับขึ้นเรือนไปด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เขาไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่คิดทบทวนความบกพร่องของตัวเองอยู่เพียงลำพังในห้องนอน รู้แต่เพียงว่าถ้า จินต์จุฑายังอยู่...ชีวิตครอบครัวของเขาก็คงจะมีความสุขมากกว่านี้
ร่างสูงในชุดเสื้อโปโลสีฟ้าพาสเทลและกางเกงสามส่วนสีครีมเดินเข้ามาในร้านยาดองริมถนนด้วยใบหน้ายุ่งๆ พอเห็นแผ่นหลังคุ้นตาของเพื่อนรักที่เกิดคุ้มดีคุ้มร้ายโทร.เรียกเขาที่กำลังออกรอบกับกลุ่มลูกค้าให้มานั่งก๊งด้วยกันก็ตรงเข้าไปวางมือลงบนไหล่ฝ่ายนั้นแรงๆ จนไหล่แทบทรุด
“ไม่ถีบเลยล่ะ” สินธุ์เหลือบมองเพื่อนที่กลิ่นน้ำหอมฉุนเกินหน้ากลิ่น ยาดองด้วยแล้วพูดประชดประชัน
“ก็น่าถีบอยู่หรอกที่เรียกมาตอนนี้เนี่ย”
อธิป นักธุรกิจหนุ่มหล่อตี๋เจ้าของกิจการส่งออกผลไม้ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงหนุ่มคลีโอเมื่อปีที่แล้วว่าพลางลากเก้าอี้มานั่งอีกฝั่งของโต๊ะกลม
สินธุ์ทำเหมือนไม่ได้ยินแต่ก็ตักน้ำสีแดงในโถให้เพื่อนสนิทเสียเต็มจอก
“สาวทิ้ง...แม่ยายพาลูกสาวหนี หรือว่ากิ๊กคนไหนปฏิเสธมาอีกล่ะ”
อธิปยิงคำถามต่อทันที ไม่ได้ใส่ใจท่าทางไม่หือไม่อือของเพื่อนซึ่งมักจะทำให้คู่สนทนาส่วนใหญ่อึดอัดเวลาอยู่ด้วยแต่จะไปถือสาหาความก็คงจะไม่ได้ เพราะสินธุ์เป็นพวกถ้าไม่สนิทจะไม่คิดเล่นหัว หรือบางครั้งมันนึกอยากจะพูดมันก็พูดออกมาเอง ยกเว้นเวลาจีบสาวที่เพื่อนทุกคนจะได้เห็นมันพล่ามทั้งคำหวานและ ส่งสายตาชนิดที่ไม่มีเดดแอร์กันเลยทีเดียว
“อย่างสอง” สินธุ์บอกก่อนส่งจอกนั้นเข้าปากทีเดียวหมด
อธิปยกขึ้นมาสูดกลิ่นนิดหนึ่งแล้วเริ่มจิบ ไม่ลืมหยิบมะขามดองส่งตามไปหนึ่งข้อ ดีกรีที่นับไม่ได้ของเหล้ายาดองทำให้เลือดสูบฉีดพลุ่งพล่าน และทุกอณูของร่างกายตื่นตัวไม่เว้นแม้กระทั่งใบหน้า
“เด็ดว่ะ” อธิปรีบยกมือขึ้นมาเช็ดปากแล้วส่งจอกกลับไปให้เพื่อน
“หรือวะ” สินธุ์ทำหน้าไม่เข้าใจ เพราะเขายังไม่รู้สึกถึงคำว่าเด็ดที่เพื่อนรับรู้เพียงจอกแรกเลยทั้งที่นั่งกินมาคนเดียวตั้งนานแล้ว
“มึงอาบเหอะ อย่ากินเลยกูว่า” อธิปประชด รู้สึกหมั่นไส้เพื่อนที่คอแข็งเสียจนหลายคนรวมถึงเขาต้องยกธงขาว
“เหมือนที่มึงอาบน้ำหอมผสมฟีโรโมนของมึงน่ะหรือ” น้ำหอมที่อธิปใส่ถือเป็นมลพิษทางอากาศสำหรับเขาอย่างมาก เพราะครั้งแรกที่ได้กลิ่นก็ทำเอาเขา เวียนหัวตาลาย พอตกกลางคืนก็ถึงกับเป็นไข้
“อย่ามาว่าน้ำหอมกู กูใส่เพื่อให้สาวติด เพราะงั้นถูกต้องแล้วที่มึงจะไม่ชอบ” ดวงตาเรียวของอธิปตวัดมองเพื่อนก่อนจะยกชายเสื้อขึ้นมาดม พิสูจน์ให้เห็นว่ามีเพียงแค่สินธุ์คนเดียวที่ไม่ชอบกลิ่นนี้
สินธุ์โคลงศีรษะยิ้มๆ เป็นเรื่องปกติที่อธิปมันจะถกเถียงประชดประชันเขาให้ชนะจนได้และก็คงยากที่จะไปถือสาหาความอะไรกับมัน ชายหนุ่มเลยกระดกเหล้าจอกใหม่เข้าปากไม่ต่างจากน้ำดื่มปกติ คนเป็นเพื่อนจึงพูดอีก
“ปกติแม่แม่ยายมึงก็พาลูกสาวมึงหนีมึงบ่อยๆ อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ที่มึงโทร.จิกกูมาแต่หัววันแบบนี้มันจะต้องมีอย่างอื่นแอบแฝงแน่ๆ บอกกูมา” อธิปเอามือเท้าโต๊ะแล้วจ้องหน้าสินธุ์อย่างคาดคั้น
“หลายวันก่อนกูมีอะไรกับผู้หญิงคนหนึ่ง”
ขณะที่เล่าภายในใจของสินธุ์มันกลับรู้สึกห่วงหาอาทรเธอคนนั้นแปลกๆ เพราะตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่สามารถติดต่อเธอได้อีกเลย พอจะไปหาที่บ้านก็ไม่รู้ว่าควรวางท่าแบบไหนจะได้ไม่ดูน่าเกลียดหรือถูกมองว่าจู่โจมเจ้าหล่อนมากเกินไปเลยได้แต่มานั่งกลุ้มอยู่แบบนี้
“เจ้าเดิม?” อธิปถามก่อนจะได้เห็นสินธุ์ส่ายหน้า “แล้วเขาเรียกร้องไห้มึงรับผิดชอบหรือ” ท่าทางของอธิปดูไม่ตกใจอะไรกับเรื่องนี้เท่าไหร่ ก็เพราะรู้กันดีอยู่ว่าผู้หญิงของสินธุ์แต่ละคนนั้นเขาแทบจะจำหน้าไม่หมด แต่ดันไม่มีคนไหนที่ฝ่ายนั้นจะลงเอยด้วยสักที
ตอนนั้นคนถูกถามส่ายหน้าอีกตามเคย...
“เอ้า! ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือวะ ผู้หญิงรักสนุกแบบ one night stand มีดีก็ตรงที่ไม่ผูกมัดและไม่เรียกร้องความรับผิดชอบจากพวกเรา”
อธิปก็มักจะหิ้วคู่นอนประเภทนี้หลายต่อหลายคนมาจากสถานบันเทิงบ่อยๆ เหมือนกัน ก็หนุ่มโสดคลีโออย่างเขายังไม่สนใจจะมีครอบครัวและพอใจชีวิตอิสระไม่ต้องปวดหัวเรื่องลูกแบบสินธุ์นี่นา
“เขาไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น” สินธุ์เริ่มหน้ายุ่งนิดหน่อย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงได้ไม่ชอบใจที่เพื่อนสนิทพูดถึงเธอคนนั้นในเชิงนี้
“แล้วมันแบบไหนวะ” อธิปเริ่มไม่เข้าใจว่าเพื่อนเขาจะเอายังไง
“เวอร์จิ้น”
“ซวยแล้วมึงเอ๊ย!” อธิปร้องเสียงดังลั่นร้านจนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียวหัน ชายหนุ่มรีบค้อมศีรษะขออภัยแล้วขยับเข้าไปนั่งใกล้เพื่อนก่อนจะกระซิบถามอย่างระมัดระวัง “จริงหรือวะ”
สินธุ์พยักหน้าแววตาจริงจัง
“โห...” อธิปถึงกับพูดไม่ออก ไม่อยากจะเชื่อว่าบนโลกใบนี้ยังมีผู้หญิงประเภทนั้นหลงเหลืออยู่ แต่เป็นที่เข้าใจดีในหมู่เพื่อนด้วยกันกันว่าการมีอะไรกับผู้หญิงที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ได้นำความภาคภูมิใจอะไรมาให้พวกเขาเลย ตรงกันข้ามมันทำให้รู้สึกว่าซวยนักหนาเพราะนอกจากขณะปฏิบัติกิจจะไม่สามารถโลดแล่นได้ตามที่ใจต้องการแล้วพวกหล่อนยังไม่รู้งานและยังจะทำให้พวกเขารู้สึกผิดแบบที่สินธุ์รู้สึกในวันนี้อีกด้วย
“เขาคงอยากได้มึงจริงๆ แหละกูว่า แบบขอให้ได้ก็พอใจงี้...พวกเด็กสาวใสๆ ส่วนใหญ่จะคิดแค่นี้แต่ไม่ได้คิดให้รอบคอบถึงขั้นเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเองหรอก มึงอย่าคิดมากเลย” อธิปสรุป
“เธอไม่ใช่เด็กสาว อายุน่าจะ ๒๔ – ๒๕ แล้วเธอก็ไม่ได้เต็มใจ”
“มึงปล้ำเขาหรือ”
อธิปตกใจมาก ไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าเพื่อนตัวเองจะเป็นคนแบบนี้ทั้งยังไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงอายุเท่านี้จะยังคงรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้
“ก็ไม่เชิง” สินธุ์กลืนน้ำลายลงคอเฝื่อนๆ ภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเธอในคืนนั้นยังเตือนความจำเขาได้ดีว่าเธอไม่ได้ยินยอมพร้อมใจไปกับเขาเลย “แต่กูไม่มีสติ และไม่ได้ป้องกันอะไรเลย”
“เวรละ! เขาว่าผู้หญิงแบบนี้เปิดปุ๊บติดปั๊บซะด้วย”
สิ่งที่อธิปพูดไม่ได้ช่วยให้เพื่อนดีขึ้นเลย สินธุ์ถึงกับยกมือขึ้นมากุมศีรษะอย่างคิดไม่ตก น้อยครั้งนักที่อธิปจะเห็นเพื่อนรักแสดงความรู้สึกต่ออะไรชัดเจนขนาดนี้ นั่นหมายความว่าสินธุ์คงเครียดกับเรื่องนี้มากจริงๆ
“มีคนจงใจจะทำร้ายเธอ โดยใช้กูเป็นเครื่องมือ...ตอนนี้กูกลัวเธอท้อง แล้วกูก็กลัวว่าเธอจะทำอะไรกับลูกกูเพราะเธอไม่ชอบกูเลย กูเลยเรียกมึงมาวันนี้เพราะกูอยากจะขอคำปรึกษาว่ากูควรจะทำยังไงดี จะเข้าหาเธอแบบไหนถึงจะไม่ทำให้เธอรู้สึกว่ากูจู่โจมเธอมากเกินไป” สินธุ์ร่ายยาวบ่งบอกว่าภายในใจเขาอึดอัดมากขนาดไหน
“ตกลงมึงจะจีบเขาว่างั้น” อธิปสรุปสั้นๆ ได้ใจความ
“เออ เรียกงั้นก็ได้”
อธิปเข้าใจสินธุ์ดีเพราะทั้งชีวิตของมันมีแต่ผู้หญิงที่วิ่งเข้าหา ไม่เหมือนรายนี้ที่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นฝ่ายตามเขาเสียเอง ถึงตัวจะไม่ได้ตื้อแบบครองโลกแต่ใจมันก็ไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ดังนั้นมือโปรอย่างเขาก็พร้อมจะให้คำแนะนำ
“ฮ่าๆๆ คิดถูกแล้วละน้องที่มาปรึกษาพี่” หนุ่มใหญ่หน้าตี๋ดัดเสียงพูดให้เหมือนพระเอกหนังจีนกำลังภายใน
ทิพย์ทิวามักจะมาเยี่ยมเยียนมารดาซึ่งบวชชีพราหมณ์อยู่ที่วัดใกล้บ้านอยู่เป็นประจำ อย่างเช่นวันนี้หญิงสาวก็แวะมาหาแม่ชีก่อนเพราะกว่าจะถึงเวลานัดสัมภาษณ์งานก็ยังอีกหลายชั่วโมง
“ช่วงนี้สีหน้าดูหมองๆ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเล่าให้แม่ฟังได้นะ”
แม่ชีสาวิตรีสังเกตสีหน้าของบุตรสาวที่นั่งเงียบอยู่บนพื้นกุฏิมาสักพักแล้ว อีกทั้งท่าทางที่ดูเงียบผิดปกติก็ยืนยันได้ไม่น้อยว่าทิพย์ทิวามีอะไรอยู่ในใจ
“ไม่มีอะไรค่ะคุณแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
คนเป็นแม่สั่นศีรษะอ่อนใจกับความรั้นของบุตรสาว ตนเลี้ยงทิพย์ทิวามากับมือทำไมจะไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังปิดบังตนอยู่ หากจะคาดคั้นก็คงใช่เรื่อง
“ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่ห่วงลูกหรอกนะ ต่อให้ลูกจะโตจนมีการมีงานทำหรือแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว อย่างไรเสียลูกก็ยังคงเป็นเด็กในสายตาคนเป็นพ่อแม่อยู่วันยังค่ำ และเมื่อลูกทุกข์ใจ พ่อแม่ก็ทุกข์มากกว่าลูกหลายเท่านัก”
ทิพย์ทิวาเงยหน้าขึ้นมองแม่ชีแล้วทำนบกั้นน้ำตาก็พังทลายอย่างไม่เหลือชิ้นดี หญิงสาวโผเข้าซบที่ตักของท่านแล้วปล่อยเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจออกมา เธอรู้สึกสับสน อ้างว้าง และสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความรู้สึกทั้งหมด ความกลัวสุดชีวิต กลัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดใดๆ ได้
นานเท่าไหร่แล้วที่หญิงสาวไม่ได้รู้สึกถึงความกลัวมากมายขนาดนี้ นั่นคือนับตั้งแต่วันที่รู้ว่าพี่สาวของเธอจากไปโดยไม่มีวันกลับมา...
หัวใจของสินธุ์เต้นรุนแรงเหลือเกินตอนที่เห็นทิพย์ทิวาเดินเข้ามาในร้านกาแฟซึ่งเขานั่งอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็รีบยกหนังสือพิมพ์ขึ้นมาบังหน้าแล้วแอบมองเธออย่างระมัดระวัง กลัวว่าถ้าเธอเห็นเขาแล้วจะหนีหน้ากันไปอีก ก่อนหน้านี้เขา สะกดรอยตามเธอไปที่วัด กระทั่งรู้ว่าหญิงสาวมีสัมภาษณ์งานเลยต้องมานั่งรอที่ร้านกาแฟใกล้ตึก
“ดับเบิลเอสเปรสโซค่ะ”
สั่งเสร็จทิพย์ทิวาก็เดินไปหามุมเงียบๆ นั่งเพียงลำพัง เธอไม่กล้าเล่าความจริงที่เกิดขึ้นในวันแต่งงานของปราณให้แม่ฟังเพราะทั้งกลัวทั้งอาย ไหนจะเรื่องเปลวที่จะให้แม่รู้ไม่ได้เด็ดขาดเพราะมันจะสาวไปถึงวันคืนในอดีตที่อาจทำให้แม่เกลียดเธอไปเลยก็ได้
ทิพย์ทิวาเลยได้แต่ร้องไห้และขอตัวออกมาสัมภาษณ์งานที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เสียก่อน แต่เธอกลับไม่มีแก่ใจจะทำอะไรทั้งสิ้น ตอบคำถามถูกบ้างไม่ถูกบ้าง บางทีก็เหม่อลอยเสียจนกรรมการต้องเรียกหลายๆ ครั้ง
ทิพย์ทิวาไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไร้ค่าเท่าเวลานี้มาก่อนเลยจริงๆ ไม่รู้จะเอาไงต่อไปดี เพราะแน่ใจแล้วว่าจะต้องพลาดงานนี้ไปอย่างน่าเสียดายแน่ๆ
เธอเรียนจบมาก็ตั้งหลายปีแต่ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถ้าจะให้กลับเข้าไปอยู่บ้านไร่ปานตะวันเหมือนเก่าก็คงไม่ได้แล้ว เพราะไม่รู้จะเอาหน้าที่ไหนไปมองพิมฐาหรือว่าจะทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับสายตาหมางเมินจากปราณ แต่เธอก็จะต้องอาศัยสมบัติเก่าของครอบครัวกินไปจนถึงเมื่อไหร่กัน
คิดแล้วก็เหมือนจะมืดแปดด้าน ทิพย์ทิวาเลยหยิบมือถือขึ้นมาเล่นแก้เครียด เข้าเช็คเฟซบุ๊กที่ไม่ได้เล่นมาหลายวันแล้วก็ต้องตกใจเมื่อมีใครบางคนส่งคำร้องขอเป็นเพื่อนเข้ามา...เธอจำเขาได้ไม่มีวันลืม
“คุณสินธุ์...” ปากงามพึมพำชื่อเขาเบาๆ ทั้งแปลกใจทั้งคาดไม่ถึง ขณะที่สายตายังไม่ละจากหน้าจอโทรศัพท์
“คิดถึงผมหรือไง” เสียงนุ่มทุ้มของใครบางคนทำให้เธอหันขวับ แล้วก็ต้องเบิกตาโพลงเมื่อคนที่อยู่ในหน้าจอเมื่อกี้ออกมายืนหน้าเธอตัวเป็นๆ
“คะ...คะ...คุณ...” ทิพย์ทิวาเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก หัวใจเต้นแรงผิดปกติเพราะเธอตกใจมากกว่าตะกี้เป็นสิบเท่า
“รับเพื่อนผมด้วยนะ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ
แต่ก็นั่นแหละ...เขาเป็นผู้ชายที่ดูเหมือนทุกเรื่องในชีวิตจะเป็นเรื่องปกติไปเสียหมด เธอคิดในใจขณะมองคนตัวโตวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะให้เธอก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม
“ขอตัวก่อนนะคะ” ทิพย์ทิวารีบเก็บมือถือลงกระเป๋าแล้วลุกออกจากที่นั่ง
“คุณยังไม่ได้จ่ายค่ากาแฟ” เขาท้วง คนตัวเล็กชะงัก ก่อนจะล้วงธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทกลับไปวางไว้ตรงหน้าเขาแล้วทำท่าว่าจะเดินหนีไป
“ปกติก็กินทิ้งกินขว้างอย่างนี้น่ะหรือ”
ทิพย์ทิวากรอกตาอย่างเอือมระอา อยากถามเขาเหมือนกันว่ายุ่งอะไรด้วย แต่ก็เงียบไว้และหันกลับไปคว้าถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบสองสามคำ มือบางตั้งใจกระแทกก้นถ้วยลงกับโต๊ะแล้วก็สะบัดหน้าพรืดออกไป
“จะรีบไปไหนล่ะครับ” สินธุ์ถามหลังจากก้าวยาวๆ มาขวางทางหญิงสาวเอาไว้ได้แล้ว
“หลีกไปเถอะค่ะ” ทิพย์ทิวาบอกอย่างสุภาพ แต่ไม่ยอมสบตาเขาเลย
“ผมอยากคุยกับคุณนะ” สินธุ์เอ่ยเสียงนุ่มและชัดเจนจนพนักงานหลังเคาน์เตอร์หัวเราะคิกคักทำให้ทิพย์ทิวาเขินจนหน้าแดง เธอพยายามเก็บอาการ แต่ก็ไม่พ้นสายตาของคนตรงหน้า ชายหนุ่มได้ทีเลยขยับเข้าไปใกล้เจ้าหล่อนอีกนิด แล้วพูดย้ำ “ผมอยากคุยกับคุณจริงๆ”
“ฉันรีบค่ะ” ทิพย์ทิวาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาจริงจัง
วินาทีนั้นลมหายใจของเธอก็แทบขาดช่วง ยามที่ได้มองสินธุ์อย่างตั้งใจและใกล้ๆ แบบนี้ทำให้รู้ว่าเขาหล่อเหลามากขนาดไหน ใบหน้าขาวสะอาดของเขามีไรหนวดเขียวครึ้มช่วยเสริมกรามแกร่งให้เด่นชัดขึ้นไปอีก แต่กระนั้นเขาก็ยังแลดูสะอาดสะอ้านอย่างคนที่ดูแลตัวเองมาอย่างดี อีกทั้งหญิงสาวต้องกัดริมฝีปากแน่นเมื่อกลิ่นหอมอ่อนๆ ของส้มยูสุและเบอร์กามอตพาให้ท้องไส้ข้างในปั่นป่วนชอบกล
“จากท่าทางของคุณเมื่อกี้ ผมรู้ว่าคุณไม่ได้รีบ” สินธุ์กล่าวยิ้มๆ
“คุณสินธุ์คะ”
น้ำเสียงของทิพย์ทิวาเข้มขึ้นนิดหนึ่งอย่างคนหงุดหงิด แต่ไม่ได้ทำให้คนตัวโตตรงหน้าเกรงกลัวได้เลย ตรงข้ามมันกลับน่าขันเสียมากกว่าในความรู้สึกของสินธุ์
“ครับผม”
ชายหนุ่มขานรับพร้อมฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันหน้าครบทุกซี่ ซึ่งเป็นรอยยิ้มจริงๆ ที่เปิดแผ่ความจริงใจออกมาให้เธอเห็น ทำให้คนมองแทบอ่อนระทวย แล้วเมื่อเขาเลิกคิ้วถามเชิงว่าเธอจะยอมคุยกันหรือเปล่าซึ่งทิพย์ทิวารู้ดีว่าถ้าไม่ยอมเขาก็คงตื้อไม่เลิกเลยเดินกลับไปนั่งที่เดิมอย่างเสียไม่ได้
สินธุ์สั่งขนมมาเพิ่มอีกหลายอย่างทั้งที่นั่งกินกันแค่สองคน เอาจริงๆ แล้วขนมที่ทิพย์ทิวาส่งเข้าปากก็นั้นแทบจะนับคำได้ ส่วนเขาเองนั้นแทบจะไม่แตะอะไรเลย เอาแต่นั่งจ้องหน้าเธออยู่เงียบๆ จนเจ้าของร่างเล็กทำตัวไม่ถูก
“คุณสินธุ์คะ”
“ครับ” เขาขานรับเสียงนุ่มไม่ต่างจากตอนที่เธอเรียกเขาก่อนหน้านี้
“คุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับดิฉันหรือคะ” เธอพยายามไม่มองตาเขาเพราะรู้ว่าในนั้นมีบางอย่างที่อาจจะทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน
“ผมชอบฟังมากกว่า” ยกกาแฟขึ้นจิบแล้วจ้องคนตัวเล็กไม่วางตา
“แต่ดิฉันไม่มีอะไรจะพูดนี่คะ” ทิพย์ทิวากลืนน้ำลายลงคอเฝื่อนๆ สายตาของเขาทำให้เธอรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาเสียดื้อๆ มือบางเลยยกน้ำส้มมาดื่มแก้กระหาย ร่างกายแทบจะหลอมละลายเพราะสายตาอันทรงพลังนั้น
“งั้นถ้าคุณไม่มองว่าผมเสียมารยาท ผมขอนั่งมองคุณแบบนี้ไปเรื่อยๆ”
“อั่ก...” ทิพย์ทิวาถึงกับสำลักน้ำแทบทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ คำถามของเขาแฝงอะไรบางอย่าง...บางอย่างที่ทำให้ใบหน้านวลซับสีเลือดและแดงแจ๊ด...บางอย่างที่เรียกว่า ‘จีบ’
“ค่อยๆ ดื่มสิครับ” เขาเตือนหลังจากส่งทิชชูให้เธอแล้ว ถ้าทำได้ทิพย์ทิวาอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเขาไปเสียตอนนี้เลยทีเดียว
“ถ้าดิฉันไม่ยอม คุณก็คงไม่ฟัง และถ้าดิฉันหนีคุณก็คงจะตามมาอีก”
สินธุ์หัวเราะเบาๆ อย่างพึงพอใจกับสิ่งที่ได้ยิน แล้วเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เอาแต่จ้องคนตรงหน้าไม่วางตา หญิงสาวรู้สึกคล้ายตัวเองเป็นตัวประหลาด เหมือนว่ามือไม้เป็นอวัยวะส่วนเกินที่เกะกะจนอยากจะตัดทิ้ง
“คุณมาทำอะไรที่นี่หรือคะ” และแล้วหญิงสาวก็ทำลายความเงียบด้วยการชวนเขาคุย
“ผมมาบรรยายให้นักศึกษาปริญญาโทที่นี่ทุกวันพุธ” ที่จริงเขาปิด คอร์สไปได้สองอาทิตย์แล้ว แต่ใครจะบอกกันล่ะว่าตั้งใจสะกดรอยตามเธอมา
“อ้อ” คนฟังอุทานหวอพลางพยักหน้ารับรู้ ก็ดีที่เขาไม่ได้มาหลีเด็ก มหา’ลัยสาวๆ สวยๆ อย่างที่เธอคิด
“แล้วคุณล่ะครับ”
คนถามถามด้วยสำเนียงอ่อนหวาน วางแก้วกาแฟลงแล้วเยี่ยมหน้าเข้าไปจ้องเธอใกล้ๆ พยายามทำให้เธอรู้ว่าเขาสนใจเธอตามที่มือโปรอย่างไอ้อธิปมันบอก
“ดิฉันมาสมัครงานค่ะ” ทิพย์ทิวาพูดตะกุกตะกัก เธอไม่ใช่เด็กสาว ใสซื่อบริสุทธิ์ที่เพิ่งมีผู้ชายมาจีบครั้งแรกแล้วทำตัวไม่ถูก แต่ไม่รู้ทำไมถึงพ่ายแพ้ต่อสายตาของผู้ชายที่ชื่อสินธุ์จนเสียจริตแทบไปไม่เป็นแบบนี้
“แล้วได้งานไหมครับ”
“ไม่มีหวังเลยค่ะ” เธอตอบ ดูเหมือนว่าคำถามของเขาจะแทงใจเสียจนใบหน้าหวานสลดลง ดวงตาคู่สวยนั่นก็เช่นกัน
“ต้องได้อยู่แล้ว” สินธุ์รีบพูดเรียกความมั่นใจให้เธอ
ทิพย์ทิวายิ้มรับไมตรีนั้นแต่ก็ยังไม่คลายกังวลอยู่ดี...ถึงที่บ้านเธอจะไม่ได้ยากจนข้นแค้นแต่เธอก็ไม่อยากนั่งผลาญสมบัติครอบครัวไปจนตาย
ทั้งคู่คุยกันต่ออีกสักพักก่อนที่ทิพย์ทิวาจะขอตัวกลับ แต่เธอไม่ได้เอารถมาเนื่องจากไม่ชอบการจราจรในตัวเมืองที่คับคั่ง สินธุ์เลยอาสาไปส่งที่บ้าน ระหว่างทางเขาเลือกเปิดเพลงที่ทำให้ตุ๊กตาหน้ารถถึงกับแก้มแดงปลั่ง ทั้งตัวชาดิก อย่าง ‘Thinking out loud’ ซ้ำร้ายทั้งแผ่นนั้นยังมีแค่เพลงนี้วนซ้ำกันไปมาอีกต่างหาก
“ไว้เจอกันนะครับ” ชายหนุ่มตะโกนบอกคนที่เพิ่งจะเดินเข้าไปในรั้วบ้าน
“คะ?” ทิพย์ทิวาหันไปถามเขาด้วยความไม่เข้าใจ...หมายความว่าเขาจะไม่ออกไปจากชีวิตของเธอจริงๆ หรือนี่
“พรุ่งนี้ผมจะมารับคุณไปทานข้าว”
“อะไรนะคะ?” คนตัวบางงงหนักเข้าไปอีกเพราะเธอไม่ได้ตกลงจะไปทานข้าวกับเขาเลยแม้แต่น้อย
“ผมอยากเลี้ยงขอบคุณที่คุณไม่รังเกียจผม” ก่อนหน้านี้เขากลัวแทบแย่ว่าเธอจะเกลียดเขาจนไม่อยากจะเห็นหน้า ไม่คิดเลยว่าหญิงสาวจะยอมนั่งคุยกับเขาในร้านกาแฟ และยอมให้เขามาส่งถึงที่บ้านแบบนี้
“ดิฉันไม่ได้จงเกลียดจงชังคุณสินธุ์ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ”
เธอยอมรับว่าไม่พอใจที่เขาพยายามจะเอาตัวเองเข้าไปแทรกกลางความรักของปราณ และไม่ชอบที่เขาคิดว่าเธอไม่เหมาะที่จะเป็นคู่เต้นรำในคืนนั้นรวมทั้งรู้สึกแย่ที่เขาเอาเปรียบเธออย่างคนเห็นแก่ตัว
“ขอบคุณมากนะครับทับทิม” สินธุ์ส่งยิ้มหวานให้เจ้าหล่อน วิสาสะเรียกชื่อเล่นของเธอเหมือนสนิทกันมานาน
หากหญิงสาวไม่ได้คิดว่าเขาล้ำเส้นเลย เพราะอะไรที่ดีต่อใจใครๆ ก็ชอบ เหมือนท่าทีที่อ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความมั่นคงของสินธุ์ซึ่งทำให้เธออยากจะยิ้มให้แก้มแตกไปเลย
ทิพย์ทิวาบอกตัวเองในวันนั้นว่าสินธุ์เป็นผู้ชายที่น่ารัก สุภาพและสุขุม แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าแท้จริงแล้วเขาทั้งเย็นชาและเห็นความเจ็บช้ำของเธอเป็นเรื่องปกติอย่างเช่นทุกวันนี้
