บทที่ 5 เขาร้าย...เธอรัก
ปัจจุบัน
เมื่อนั่งเศร้าจนพอใจแล้วทิพย์ทิวาก็แต่งหน้าทำผมและเลือกใส่เชิ้ตลายขวางสีฟ้าอ่อนคู่กับกระโปรงสีเทา ทำทุกทางให้ตัวเองดูเป็นคนที่มีเลือดเนื้อพร้อมที่จะขึ้นเวทีบรรยายให้กับนักศึกษาร่วมพัน ณ ห้องประชุมของมหาวิทยาลัยชื่อดังของจังหวัด การบรรยายกินเวลานานหลายชั่วโมงจนหญิงสาวแทบไม่มีเสียง
สาบานว่านี่คือหน้าแก ทิพย์ทิวา
ทิพย์ทิวาเอียงใบหน้าเข้าใกล้กระจกบานใหญ่ในห้องน้ำหญิงเพื่อมองสำรวจรอยหมองคล้ำที่แม้จะปกปิดด้วยเครื่องสำอางอย่างดีแต่ก็ไม่มิดทีละข้าง
ชีวิตมีเรื่องให้ต้องสะสางมากมาย แต่เธอก็ไม่พอใจที่เห็นมันปรากฏขึ้นมาในกระจก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอดูหม่นหมองและอ่อนล้า ถุงใต้ตาที่ไม่ควรมีก็มีขึ้นมา ซ้ำร้ายสองข้างแก้มยังซูบตอบลงไปอีกต่างหาก...ถ้านักศึกษาหลายๆ คนได้มาเห็นหน้าเธอใกล้ๆ แล้วละก็
หลายเดือนก่อน เด็กผู้ชายคนกลุ่มหนึ่งเทียวมาขายขนมจีบให้เธอสามเวลาหลังอาหาร และขนานนามให้เธอว่าเป็นไอดอลเกาหลีสาวสวยขวัญใจวัยรุ่น ซึ่งมันเป็นการยกย่องที่น่าขันอยู่ไม่น้อย แถมยังทำให้เธอถูกล้อเลียนจากเพื่อนร่วมงานอยู่ตลอด แม้จะผ่านช่วงเวลานั้นมานานพอสมควร แต่ทิพย์ทิวาก็อดคิดถึงมันไม่ได้
เสียงเรียกเข้ามือถือทำให้ทิพย์ทิวาครางด้วยความรำคาญใจก่อนจะ ละสายตาจากกระจกแล้วกดรับสาย
‘เจอกันที่เดิมนะครับ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย’
“ดะ...เดี๋ยว” ทิพย์ทิวาเรียกคนในสายไว้ แต่เขาวางหูไปเสียแล้ว
มันเรื่องอะไรกันแน่...หากเป็นเรื่องไม่สำคัญเหมือนครั้งก่อนและเป็นสาเหตุให้สินธุ์โกรธเธอเหมือนครั้งก่อนเธอจะไม่มีทางไปเจอเขา แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญกับตัวเธอล่ะ! หากไม่ไปก็อาจจะไม่ได้รู้อะไรดีๆ
แทบในนาทีนั้นเองเสียงมือถือก็ดังขึ้นและเธอก็กดรับในทันที
‘ผมจะไม่บอกถ้าเราไม่ได้เจอกัน รีบมาตอนนี้เลยนะครับ ผมรออยู่ที่เดิมของเรา’ แล้วเขาก็วางสายไปตามคาด
ทิพย์ทิวาเก็บโทรศัพท์แล้วคว้ากระเป๋าพรวดออกไปจากห้องน้ำ รถที่จะใช้เฉพาะเวลามีบรรยายนานๆ หรือเลิกงานดึกดื่นแล่นฉิวไปตามถนนมุ่งหน้าไปยังร้านน้ำเงี้ยวเจ้าดังในตัวเมืองซึ่งเป็นที่นัดพบประจำของเธอกับชายในสาย พอไปถึงก็เห็นเด็กหนุ่มในชุดเสื้อนักศึกษาพับขึ้นครึ่งแขนกับกางเกงยีนยี่ห้อดังนั่งกินน้ำเงี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
พอเขาเห็นเธอเดินไปที่โต๊ะก็รีบวางตะเกียบลงแล้วกล่าวทักทาย “สวัสดีครับอาจารย์ยุนอา”
“สวัสดีจ้ะปกรณ์” ทิพย์ทิวายิ้มแกนๆ ให้กับฉายา ‘อาจารย์ยุนอา’ อันเป็นสาเหตุให้เธอถูกเพื่อนร่วมงานล้อเลียน เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือยุนอา ตอนนี้พอรู้มาบ้างแล้วว่าเป็นนักร้องเกาหลีที่มีเหม่งเหมือนเธอ
“อาจารย์เอาเส้นไรดีครับ”
“ไม่ละจ้ะ” ทิพย์ทิวาวางกระเป๋าแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม “ได้เรื่องยังไงรีบบอกมาเถอะจ้ะ พอดีว่าอาจารย์ต้องรีบไปทำธุระต่อ” ใช่ว่าทิพย์ทิวาจะรีบร้อนอะไรนัก แต่เพราะไม่อยากอยู่คุยกับเด็กคนนี้นานไปกว่านี้เท่านั้น หากไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์จากเขาเธอก็ไม่คิดจะมาเจอเขาด้วยซ้ำ
“โหยจารย์ ให้เกียรตินั่งกินข้าวกับผมสักมื้อจะเป็นไรไปครับ”
“อาจารย์มีธุระจะต้องไปทำต่อ” ทิพย์ทิวาพยายามข่มอารมณ์เอาไว้แม้จะไม่ค่อยชอบใจกับคำพูดที่ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่และความพูดไม่รู้เรื่องของปกรณ์เท่าไหร่ก็ตาม
“กลัวคุณขี้เก๊กจะไม่พอใจเอาหรือครับ” ปกรณ์ถามอีก คราวนี้ทิพย์ทิวาไม่เห็นประโยชน์ที่จะอดทนต่อไป
“ถ้าปกรณ์ไม่มีอะไรจริงๆ อาจารย์ขอตัวไปทำธุระก่อนแล้วกัน” หญิงสาวลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วคว้ากระเป๋า
“เดี๋ยวสิครับจารย์!” ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มวิสาสะกุมมือข้างนั้นของเธอ
ทิพย์ทิวาตกใจมากและไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าคนข้างนอกร้านที่บังเอิญผ่านมาเห็นรถเธอจอดอยู่ตรงนี้เลยหยุดรถดู ต่างก็ตรงที่เขามีอารมณ์โมโหและไม่พอใจร่วมด้วย
“ผมมีเรื่องสำคัญมากจะคุยกับจารย์”
“ปล่อยมืออาจารย์ก่อนเถอะปกรณ์” หญิงสาวบอกเสียงอ่อน ครั้นจะดึงมือออกมาเลยก็ดูเหมือนจะเป็นการไม่ให้เกียรติเด็กหนุ่มอาจจะค่อนไปทางตั้งแง่รังเกียจเลยด้วยซ้ำ
“ขอโทษครับ” ปกรณ์ยิ้มหน้าแห้งพลางดึงมือออก แต่สายตาเขากลับทำหน้าที่ลวนลามอาจารย์สาวจนคนถูกมองรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวและอึดอัดชอบกล
ทิพย์ทิวาเดินออกมาจากร้านน้ำเงี้ยวเจ้าประจำพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความหวัง สิ่งที่ปกรณ์บอกเธอวันนี้ถือเป็นเรื่องดีที่สุดเท่าที่เคยฟังมาในรอบสองปีเลยก็ว่าได้ มันทำให้รู้ว่าอย่างน้อยโชคชะตาก็ไม่ได้ใจร้ายกับเธอมากเกินไป
“ยิ้มหน้าบานออกมาเชียวนะ”
แต่เสียงนุ่มทุ้มคุ้นหูที่กดต่ำจนน่ากลัวนี่นั่นแล้วที่ทำให้เธอตระหนักได้ว่าโชคชะตายังไม่เลิกเล่นตลกกับชีวิตของเธอเสียที
“คุณสินธุ์” หญิงสาวหันขวับไปหาต้นเสียง เห็นเขาเดินออกมาจากมุมเสาหน้าร้าน
วินาทีนั้นทิพย์ทิวาแทบหยุดหายใจ ประสบการณ์เดิมเมื่อครั้งนั้นหลอกหลอนอยู่ในหัวของเธอ
“ทำไมคุณถึงยังอยู่ที่นี่คะ” ก็ไหนเขาบอกว่าจะเดินทางแต่เช้า นี่จะเที่ยงแล้วทำไมยังอยู่ที่เชียงรายอยู่อีก
“ผิดหวังหรือไง” สุ้มเสียงของเขาเหมือนคำรามอยู่ในคอ...คล้ายพายุกำลังก่อตัว
“ผิดหวังอะไรคะ” ทิพย์ทิวาถามเสียงสั่น สองเท้าถอยหนีร่างสูงที่ก้าวออกมา แต่ก็ช้ากว่ามือใหญ่ที่เอื้อมมาบีบข้อมือของเธออย่างแรง มือนั้นร้อนจัดเหมือนสุมไฟโทสะเอาไว้ หญิงสาวพลันรู้สึกว่ารอบกายนั้นเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของตัวเองเท่านั้น
“คุณสินธุ์ปล่อยทับทิมก่อนเถอะค่ะ ทับทิมเจ็บ” เธอพยายามบิดข้อมือออกจากมือหนาของเขา แต่ยิ่งขยับเขาก็ยิ่งบีบแรงขึ้นจนน้ำตาซึม ขณะเดียวกันนั้นเองปกรณ์ที่นั่งอยู่ในร้านก็เห็นเหตุการณ์เข้าพอดีเลยออกมาต่อว่าสินธุ์
“ปล่อยอาจารย์ทับทิมเดี๋ยวนี้เลยนะ”
สินธุ์หันไปมองหน้าเด็กหนุ่ม นัยน์ตาคมกริบแทบจะแทงทะลุเนื้อหนังของฝ่ายนั้น ก่อนที่มุมปากหยักจะเหยียดยิ้มกร้านโลกแล้วกระชากคนตัวบางเข้ามากระแทกลำตัว ฉวยโอกาสใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่หญิงสาวแนบแน่นอย่างแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมดูแลภรรยาของผมได้”
รอยยิ้มของสินธุ์แฝงไปด้วยความเลือดเย็นจนปกรณ์ไม่ไว้วางใจ เด็กหนุ่มเสมองไปที่อาจารย์สาวราวจะถามว่าเธอว่ายังไง หญิงสาวเลยฝืนยิ้มให้ลูกศิษย์
“ไม่มีอะไรจริงๆ จ้ะปกรณ์...อาจารย์ขอตัวไปทำธุระก่อนนะจ๊ะ”
ปกรณ์เปลี่ยนมาจ้องสินธุ์ตาเขม็ง ก็เห็นกันอยู่ว่านายขี้เก๊กคนนี้ทำรุนแรงกับเธอขนาดไหน สามีที่ไหนกระชากเมียตัวเองเข้ามากอดเหมือนโกรธกันมาเป็นสิบชาติแบบนี้ คราวก่อนก็ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ทิพย์ทิวาก็บอกว่าไม่มีอะไร พอวันรุ่งขึ้นที่เธอเข้ามาสอนในชั้นเรียนเขาก็ได้เห็นรอยเขียวช้ำตามร่างกายของเธอ ไหนจะใบหน้าที่บวมเป่งเหมือนคนร้องไห้มานานหลายชั่วโมงนั่นอีก ชวนเชื่อได้ไม่น้อยว่าเธอถูกนายคนนี้ทำร้ายร่างกาย แต่ติดตรงที่ว่าเธอไม่ยอมพูดความจริง เขาเลยช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย
“ขอตัวก่อนนะ” สินธุ์พูดพร้อมส่งสายตาอย่างผู้มีชัยให้เด็กหนุ่ม ก่อนจะโอบไหล่ทิพย์ทิวาเดินไปที่รถของตัวเองแล้วให้คนรถมาขับรถทิพย์ทิวาออกไป
อากาศร้อนของเดือนมีนาคมลอดผ่านหน้าต่างรถโรลส์-รอยซ์ แฟนท่อม ดรอปเฮดที่เปิดไว้ขณะมันแล่นผ่านสะพานพญามังราย หากทิพย์ทิวาที่นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่นั้นกลับรู้สึกหนาวยะเยือกพิกล นั่นเพราะเวลาสิบนาทีที่โดยสารมากับสินธุ์นั้นสร้างความหวาดกลัวให้หัวใจเธอมากเหลือเกิน
หญิงสาวเหลือบมองใบหน้าซีกข้างของเขา ใบหน้าเรียบนิ่งที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่เธอรู้ดีกว่าใครว่าภายใต้ท่าทีสงบนิ่งนี้พายุไต่ฝุ่นกำลังโหมรุนแรงอยู่ภายในและรอเวลาทำลายล้าง
“กลัวผมหรือ” สินธุ์ถาม หักพวงมาลัยข้ามเลนไปชิดเลนขวาแล้วเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่เอาไว้ใช้กลับรถใต้สะพานโดยไม่สนใจว่ามีรถคันหลังตามมาหรือจะชนกับรถคันหน้าหรือไม่ ทิพย์ทิวาหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม หาใช่เพราะกลัวรถชน แต่เธอกลัวเขา!
“เรามาทำอะไรกันที่นี่คะ” ทิพย์ทิวาเอ่ยถามหลังจากรถหยุดนิ่งที่ใต้สะพาน ยิ่งเวลานี้ที่นี่ไม่มีคนเหมือนตอนกลางคืนซึ่งมักจะมีพ่อค้าแม่ค้าขายลูกชิ้นทอดและเด็กวัยรุ่นมาพลอดรักกันจำนวนมากเธอก็ยิ่งกลัว
“ผมว่าเราเคยคุยกันเรื่องเด็กคนนี้ไปแล้วนะ”
สินธุ์พยายามพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจแล้วว่าไม่ได้เกรี้ยวกราดจนเกินไป ทั้งที่ในหัวใจเขามันแทบจะระเบิด เขาบอกเธอไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าห้ามเจอกับเด็กที่ทั้งหล่อทั้งล่ำแถมยังอายุน้อยกว่าคนนี้อีก...แต่เธอก็ไม่ยอมฟัง
“เรากลับไปพูดเรื่องนี้กันที่บ้านดีกว่าค่ะ” หญิงสาวพูดทั้งน้ำตาคลอเบ้า พยายามข่มใจเอาไว้ไม่ให้กลัวเขาขนาดนี้แต่มันก็ไม่ได้ผลเลย
“ทำไมล่ะ ผมนึกว่าคุณอยากเปลี่ยนบรรยากาศ” สินธุ์แสยะยิ้มเยาะหยันแต่ไม่หันไปมองเธอเลยแม้แต่น้อยด้วยเกรงว่าตัวเองจะระงับอารมณ์เอาไว้ไม่ได้
“คุณสินธุ์...” น้ำเสียงของทิพย์ทิวาเจือกังวานตัดพ้อเมื่อได้ฟังถ้อยคำเชือดเฉือนหัวใจจากปากชายคนรัก
“ทำไม!!!” สินธุ์คำรามลั่น หันไปคว้าไหล่บางทั้งสองข้างของหญิงสาวแล้วบีบแรง ถ้านิ้วเขาทะลุเข้าไปในกระดูกของเธอได้เขาคงทำไปนานแล้ว อุตส่าห์หลงไว้ใจมาได้ตั้งหลายเดือนว่าจะไม่กลับไปทำตัวแบบนั้นอีก แต่เขาก็ลืมไปว่าหมามันเคยกินขี้ยังไงมันก็ต้องกลับไปกินขี้อยู่วันยังค่ำ...แต่เขาจะไม่เดือดดาลขนาดนี้หากไม่เพราะเธอยังเป็นเมียของเขาและยังอยู่ในบ้านของเขาอยู่!
“ทับทิมมีเหตุผลค่ะ”
“เหตุผลอะไร” สินธุ์เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างคลั่งแค้น ทุกครั้งเธอมักจะบอกเขาว่าเธอมีเหตุผล แต่เธอไม่เคยพูดมันออกมาเลยสักคำ พอกลับไปถึงบ้านถ้าไม่นั่งเงียบก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง เขาเบื่อที่จะต้องคอยคาดคั้นอะไรจากเธออีกต่อไปแล้ว
“คุณใจเย็นๆ ก่อนแล้วเราค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านนะคะ” เธอกลั้นใจบอก
“แล้วทีไอ้เด็กนั่นคุณยังให้มันในที่สารธารณะเลย ทำไมผมจะต้องกลับไปที่บ้าน เพราะถ้าในเมื่อคุณอยากมากนักผมก็จะจัดให้ตรงนี้เลย” พูดยังไม่ทันขาดคำชายหนุ่มก็ดึงตัวเธอเข้าหาแล้วตะโบมจูบซุกไซ้ซอกคอของเธออย่างกักขฬะ
“ปล่อยทับทิมนะคุณสินธุ์ ทับทิมขอร้อง”
หญิงสาวพยายามปัดป้องสุดกำลัง หนีบคอและเบี่ยงหนีเขาอย่างสุดความสามารถแต่ก็แทบจะออกห่างเขาได้ไม่เกินสามคืบ และท้ายที่สุดริมฝีปากหนาก็เลื่อนขึ้นมาประกบปากบางจนไม่สามารถมีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้
สินธุ์บดขยี้จุมพิตลงทัณฑ์อย่างร้อนแรงก่อนจะเอื้อมมือปรับเอนเบาะให้ตัวเองรุกรานร่างบอบบางได้ถนัดถนี่ พลางใช้มือข้างหนึ่งดึงชายเสื้อเชิ้ตออกจากกระโปรง ส่งมือปลาหมึกเข้ามาเคล้าคลึงฐานอกอวบหยุ่น แม้ว่าเธอจะพยายามรั้งเขาเอาไว้แต่กลับสู้แรงเขาไม่ได้ เขาโถมกายดันกักขังเธอ โถมแรงทั้งหมดดันกายเธอติดกับเบาะ
ทิพย์ทิวาพยายามดันแผ่นอกเขาออกไปแต่ตัวเขาหนักเหมือนหิน มืออุ่นจัดทำทำให้ร่างกายของเธอทำงานตรงข้ามกับสมอง ทุกสัดสวนที่เขาสัมผัสราวกับเทียนไขที่หลอมละลายยามถูกเปลวไฟร้อนแรง รู้สึกคล้ายมีนกนับร้อยกระพือปีกอยู่ภายในช่องท้อง ความรัญจวนทำให้ทิพย์ทิวาเกร็งไปทั้งตัว แล้วพอสินธุ์คลาย ริมฝีปากก็ราวกับว่าวิญญาณแทบจะหลุดติดเขาไปเสียอย่างนั้น
“แบบนี้สู้ไอ้เด็กคนนั้นได้ไหม” สินธุ์เค้นเสียงลอดไรฟันถามด้วยความโมโห ลมหายใจร้อนระอุเหมือนเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้ไหม้เป็นจุณ
ดวงตาไหวระริกของทิพย์ทิวามองใบหน้าของผู้ชายที่เธอรักอย่างตัดพ้อ เธอไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว ข้างในใจของเธอมันแตกสลาย หากสิ่งที่เขาทำมันเกิดขึ้นเพราะอารมณ์พิศวาสมันคงทำให้เธอดีใจได้บ้าง
“อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนี้!” ชายหนุ่มข่มขู่เสียงต่ำน่ากลัว เธอก็รู้ว่าเขาไม่ชอบให้เธอมองด้วยสายตาแบบนี้
“คุณก็อย่าทำกับฉันแบบนี้สิคะ” หญิงสาวพรั่งพรูออกไปทั้งน้ำตา
“ทิพย์ทิวา!!!” ชายหนุ่มตะคอกเสียงดังลั่น
กระแสเสียงกราดเกรี้ยวกระแทกใบหน้าหวานจนหญิงสาวต้องหลับตาปี๋อย่างหวาดหวั่น หัวใจเต้นระทึกจนกลัวว่ามันจะอาจจะหลุดออกมาภายนอกได้
ระยะเวลาสามปีที่อยู่ด้วยกันมาชายหนุ่มสอนให้เธอรู้ว่าอย่าทำให้เขาโกรธถ้าไม่อยากตายทั้งเป็น
แคว่ก!
“ว๊าย!!!” คนตัวเล็กกรีดร้องลั่นเมื่อเขากระชากเชิ้ตของเธอจนกระดุมหลุดออกจากรัง
เนินงามที่โผล่พ้นชุดชั้นในลายลูกไม้สีหวานทำให้คนมองกลืนน้ำลายลงคอในขณะที่ความเป็นชายที่เสียดสีกับต้นขาของหญิงสาวตื่นตัวเต็มที่อยู่ภายในกางเกงสแล็กเนื้อดีที่เขาสวมใส่อยู่
“คุณสินธุ์อย่าทำแบบนี้เลยนะ คุณสัญญากับทับทิมไว้จำไม่ได้หรือคะ” ทิพย์ทิวาอ้อนวอนทั้งน้ำตา ทั้งกลัวทั้งเสียใจ...เธอไม่อยากโดนเหมือนพิมฐา
“ผมสัญญากับผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่ผู้หญิงร่านหลายใจอย่างคุณ!”
คนฟังตกใจมากที่ได้ฟังคำผรุสวาทเช่นนั้นออกมาจากปากของเขา แต่ยังไม่ทันที่สมองจะได้คิดอะไร สินธุ์ก็วกลงมาบดเคล้าริมฝีปากบอบช้ำ รุนแรงเสียจนเธอรู้สึกถึงคาวเลือดจางๆ เขาฝากความปวดร้าวไว้ทุกอณุที่สัมผัสและยิ่งเธอต่อต้านเขาก็จะได้ความกักขฬะกลับคืนมาเป็นสองเท่า หญิงสาวจึงฝืนใจอยู่นิ่งๆ แม้มันจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
สินธุ์พอใจที่เธอไม่ขัดขืน เขาผละจากริมฝีปากงามลงมารุกรานอกใหญ่หนั่นแน่นแทนมือหนาที่เลื่อนต่ำลงไปป้วนเปี้ยนแถวกระโปรงและเพียงพริบตาเดียว ชายหนุ่มก็ตลบมันขึ้น หญิงสาวตกใจมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ปล่อยให้มือร้อนคืบคลานเข้ามากอบกุมเนินเนื้อนั้นอย่างเต็มไม้เต็มมือ แวบหนึ่งเธอได้ยินเขาหัวเราะ หากพอมองเขาชัดๆ กลับเห็นเพียงรอยยิ้มกร้านโลก นั่นยิ่งทำให้ภาพที่พิมฐานอนหมดสภาพอยู่ในบ้านพักบนแปลงยางพาราตามเข้ามาหลอกหลอนในสมองของเธออีกครั้ง
“ฮือๆๆ คุณสินธุ์ขาทับทิมขอร้อง เมตตาทับทิมเถอะนะคะ อย่าทำแบบนี้เลย ฮือๆๆ ทับทิมกลัวแล้ว กลัวแล้วจริงๆ ทับทิมกลัว...”
เสียงร้องไห้อ้อนวอนเหมือนหญิงเสียสติทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงัก ทั้งตัวเขาชาวาบเมื่อเพิ่งใส่ใจว่าร่างกายบอบบางนี้สั่นสะท้านเพียงใด ยิ่งมองเห็นเธอสะอื้นไห้จนตัวโยนหัวใจเขาก็ยิ่งเจ็บ ในที่สุดชายหนุ่มผละออกแล้วขยับไปนั่งที่นั่งคนขับเหมือนเดิม
ทิพย์ทิวารีบดึงสาบเสื้อเข้าหากันเพื่อปกปิดทรวงอกก่อนจะนอนคู้ตัวหันหลังให้เขาแล้วปล่อยเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจออกมาอย่างสุดจะกลั้น หัวใจของเธอมันกำลังจะขาดรอนๆ เมื่อรู้ดีแล้วว่าเขาไม่คิดจะรักษาสัญญาอีกต่อไป มันจึงหมายความว่าเขาไม่หลงเหลือความรักในใจอีกแล้ว ทุกอย่างเธอคิดฝันไปเองทั้งนั้น...เขาไม่ได้รักเธออีกแล้ว จำเอาเอาไว้ทับทิม
เสียงร้องไห้ของทำให้สินธุ์ต้องถามตัวเองในใจว่าเหตุใดจะต้องมาทนเห็นสภาพน่าเวทนาของนางปีศาจตนนี้ด้วย แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหัวใจมันเจ็บหนึบยิ่งกว่าที่เป็น
“ทำสะดีดสะดิ้งเหมือนไม่เคยไปได้ทับทิม” แต่สมองเขากลับกลั่นกรองออกมาแต่คำพูดร้อนแรงเชือดเฉือนหัวใจ...ก็แน่นะสิ ผู้หญิงคนนี้มันเป็นนางปีศาจที่ไม่ควรจะได้รับการปฏิบัติดีจากเขา...ไม่ควรค่ากับคำสัญญาใดๆ ทั้งนั้น
ยิ่งได้ฟังคำพูดประหัตประหารให้ความชอกช้ำเพิ่มพูนขึ้นอีกหญิงสาวก็ไม่อาจสะกดกลั้นความรู้สึกเสียใจที่มีเอาไว้ได้ จึงดูคล้ายกับว่าเธอกำลังร้องไห้แข่งกับกระแสเสียงห้วนๆ ของผู้ชายที่เธอรักที่สุดอยู่
“ผมพูดอยู่คุณไม่ฟังหรือไง!”
สินธุ์บันดาลโทสะกระชากทั้งร่างของเธอให้ลอยจากเบาะเข้ามาปะทะกับแผงอกแกร่ง หญิงสาวน้ำตาไหลอาบแก้ม อยากจะกรีดร้องออกมาเสียเดี๋ยวนั้น
“คุณมันคนไม่มีหัวใจ” หญิงสาวตัดพ้อเสียงสะอื้นและพยายามดิ้นรนให้พ้นจากอ้อมกอดแข็งแรงของเขา แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่เขาก็ไม่มีทางปล่อยเธอออกไป
วินาทีนั้นแววตาของสินธุ์หม่นแสงลงเมื่อเห็นดวงหน้าเลอะคราบน้ำตาและซีดเผือดอย่างชัดเจน แล้วลมหายใจก็เป็นต้องสะดุดเมื่อหญิงสาวจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เขาแสนเกลียดชัง ชายหนุ่มจึงคว้าลำคอของเธอไว้แล้วฉกใบหน้าเข้าไปมอบจุมพิตให้เรียวปากซีดอีกครั้ง เป็นโทษทัณฑ์สำหรับแววตาตัดพ้อเมื่อตะกี้ เมื่อได้ทำร้ายหญิงสาวจนเต็มที่แล้วเขาก็ได้เห็นเธอหมดแรงอยู่ภายในวงแขนใหญ่ ใบหน้างามซบต้นแขนหนาแล้วร้องไห้ระบายความเสียใจออกมาอีกครั้ง
“คุณอย่าสำออยได้ไหม! ใครๆ ต่างก็รู้ว่าคุณเป็นของผม คุณโดนผมเอาจนไม่เหลือให้ใครเอาต่อได้แล้ว กับไอ้แค่จะเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางหน่อยมันจะเป็นอะไรไป คุณน่ะทำให้ผมรู้สึกว่าสามปีที่ผ่านมาผมเอากับท่อนไม้บนเตียงมาตลอด”
สิ้นคำบริภาษเสียดสีหญิงสาวก็รวบรวมแรงที่เหลืออยู่ผลักเขาออกไปและสินธุ์ก็ยินยอมจะคลายวงแขนแต่โดยดี
“อย่าทำให้ทับทิมรู้สึกผิดหวังในตัวคุณสินธุ์ไปมากกว่านี้เลยค่ะ”
แววตาของสินธุ์หม่นแสงลงอีก หากก็เป็นเพียงเสี้ยวนาทีเท่านั้นที่เขากลับมาเป็นสินธุ์ผู้แข็งกร้าวและเย็นชา ชายหนุ่มเอนกายลงกับเบาะหนังอย่างคนใจเย็นแล้วพูด
“ไปลาออกซะ” น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับแฝงไปด้วยความเด็ดขาด
“อะไรนะคะ”
“ผมสั่งให้คุณลาออกจากมหา’ลัยนั่นซะ...ผู้หญิงคนเดียวผมเลี้ยงได้”
“ไม่ค่ะ” ความเด็ดเดี่ยวฉายชัดในแววตาของทิพย์ทิวา
“คุณตัดใจจากไอ้ชู้ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนั้นไม่ได้หรือ”
“ไม่ว่ายังไงทับทิมยืนยันคำเดิมว่าจะไม่ลาออก” คว้ากระเป๋าที่ตกอยู่ตรงที่พักเท้าแล้วเปิดประตูรถเตรียมจะเดินออกไปทั้งน้ำตา แต่สินธุ์ไวกว่าที่สามารถดึงเธอกลับไปนั่งที่เดิมได้
“คุณคิดจะลองดีกับผมหรือไงทิพย์ทิวา! ผมทำให้คุณเข้าไปทำงานในนั้นได้ผมก็ทำให้คุณถูกถีบกระเด็นออกมาได้เหมือนกัน” สินธุ์จับไหล่บางจากทางด้านหลังไว้มั่นก่อนจะชะโงกหน้าเข้ามากระซิบที่ข้างหู ทิพย์ทิวาขนลุกซู่...น้ำเสียงของเขาบ่งบอกว่าเขาเอาจริง “เลือกเอานะว่าจะไปลาออกจากมหา’ลัยหรือว่าจะเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านของผม”
“คุณสินธุ์ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย” คนพูดเสียงสะอื้นและพยายามจะลุกออกจากเบาะนั้น
ในนาทีนั้นเองเสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นอีก หญิงสาวรีบหยิบมันออกมาจากกระเป๋า มันเป็นสายเรียกเข้าจากปกรณ์ และแน่นอนว่าสินธุ์จะต้องเห็นแล้วเป็นแน่ หญิงสาวเลยรีบยัดมันลงกระเป๋า แต่ไม่ทันเสียแล้ว มือหนากระชากทั้งกระเป๋าออกไปจากมือเธอก่อนจะหันไปเปิดประตูรถฝั่งตัวเอง ร่างใหญ่ปรี่เข้าไปใกล้แม่น้ำ ทิพย์ทิวาตื่นตระหนกอย่างมากและรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไรเลยรีบวิ่งตามไป
“เอากระเป๋าทับทิมคืนมานะคะ”
“อยากคุยกับชู้มากหรือไง” สินธุ์หันมาถามท่าทางไม่พอใจ
“ของสำคัญอยู่ข้างในนั้นต่างหากค่ะ” มันเป็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นความสุขของชีวิตเธอเลยก็ว่าได้
“อะไรมันจะสำคัญไปกว่าผัวตัวเองยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้” สินธุ์ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น เขาหันกลับไปที่แม่น้ำแล้วออกแรงปามันลงไปจนสุดกำลัง ทิพย์ทิวาทรุดลงนั่งแปะลงกับพื้น หัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม และคล้ายกับมีคนถีบเธอลงหุบเหวลึกสุดหยั่งถึง
ของที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธออยู่ข้างในกระเป๋าใบนั้น
“คุณมันบ้าไปแล้ว ฮือๆๆ”
“จะว่ายน้ำไปเอาก็ได้นะผมไม่ว่า”
คนว่ายน้ำไม่เป็นอย่างเธอทำแบบนั้นไปก็เท่ากับว่าฆ่าตัวตาย สินธุ์แสยะยิ้มสาแก่ใจและเดินกลับไปที่รถ ขับออกไปโดยทิ้งเธอไว้ตรงนั้น เขาจากไปพร้อมกับความคิดที่ว่าเธอจะไม่กล้าทำตามคำท้าของเขา
แต่เขาคิดผิด…
