บทที่ 5 ยังมีผลประโยชน์
"เธอต้องการอะไรกันแน่"
"ต้าร์ต้องถามพี่ว่าพี่ต้องการอะไรกันแน่"
"..." แล้วพี่มันก็เงียบพอฉันถามกลับ ฉันได้แต่แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน สมเพชตัวเองทุกวันที่เอาตัวเองมาอยู่ในจุดนี้ได้ยังไง
การคุยกับพี่เอซมันทำให้ฉันปวดจิตและปวดประสาทเกินห้ามใจจริง ๆ
"ต้าร์ว่าพี่ก็โตแล้วอะ แม่พี่คงไม่ยุ่งอะไรมากแล้วมั้ง"
"หึ โอเคถ้าอยากเลิก"
"?"
"เธอก็เลิกไปสิ แต่ฉันยังต้องใช้ประโยชน์จากเธออยู่"
"ต้าร์ไม่มีประโยชน์หรอก พี่ใช้ตาดูปะเนี่ย ขนาดใส่แว่นแล้วสายตายังแย่ " ฉันก็ไม่อยากท้าให้พี่มันถอดแว่นหรอก เวลาพี่เอซถอดแว่นทีไรเหมือนมันกลายร่างเป็นผู้ชายขี้แกล้งแสนเจ้าเล่ห์จนน่าขนลุกเลย
"แล้วยังไง? ฉันไม่อยากใช้เรื่องครอบครัวเธอมาพูดหรอกนะ แต่ตอนนี้เธอยังต้องช่วยครอบครัวตัวเอง อย่าลืม "
"..." ฉันเงียบเมื่อพี่เอซพูดถึงครอบครัวฉัน
หลายปีที่ผ่านมาการเงินครอบครัวฉันมันไม่มั่นคง หลังจากแม่เสียไปทุกอย่างมันก็แย่ ส่วนพ่อก็ป่วยออด ๆ แอด ๆ อยู่ตลอด ตอนแรกฉันอยู่ที่กรุงเทพฯ กับแม่ เพราะทั้งคู่แยกทางกันแล้วแต่ก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง แต่พอแม่เสียไปเมื่อสองปีที่แล้ว..พ่อก็เลยฝากฉันไว้กับพี่เอซ เพราะพี่เอซคือแฟนฉัน...
ตอนนี้ฉันมีพ่อเหลือเป็นคนในครอบครัวแค่คนเดียว ฉันจึงต้องคอยทำงานหาเงินทั้งส่งตัวเองเรียนและส่งให้ท่าน ถึงแม้มหาลัยจะให้ทุนเรียนดีฉันก็เถอะ แต่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างทั้งค่ากินค่าอยู่ค่ากิจกรรมกับค่าวัสดุอุปกรณ์ทำงานส่งอาจารย์มันก็เยอะมากอยู่ดี
แต่ฉันไม่ชอบที่เขาเอาเรื่องครอบครัวมาผูกมัดฉัน
"เธอหนีจากฉันไม่ได้หรอก ก็อยู่ด้วยกันไปจนตายนี่แหละ "
"อยู่กับตัวเองไปเถอะอีตาบ้า!อีเวร!ไอ้แว่น!"
"ถ้าไม่เจ็บคอก็ด่าไป ฉันไม่ได้สนใจเธอขนาดนั้น" ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปอย่างหน้าตาเฉย
มันน่าโมโหตรงที่ฉันต้องมายอมเขาแล้วก็ตกเป็นเบี้ยล่างตลอด คนอะไรวะน่าโมโหที่สุด!!
ทั้งเจ็บปวด ทั้งโมโห จนไม่รู้ว่าจะทำยังไงแล้ว!
สุดท้ายพี่เอซมันก็เอาเงินมาเป็นตัวล่อฉันอีกตามเคย ฉันก็ไม่รู้ว่าในสายตาพี่มันมองฉันเป็นคนยังไงบ้าง หรือเห็นฉันเป็นแค่ตุ๊กตาสำหรับหลอกแม่เขาอย่างเดียว
จะบ้าตายรายวัน น่ารำคาญฉิบหาย
16.30 น.
สุดท้ายฉันก็ต้องยอมมากับพี่มัน ยอดเงินในบัญชีวันนี้ถูกโอนเข้ามาหนึ่งหมื่นบาทถ้วน เป็นค่าที่พี่มันบังคับฉันออกมาได้
ทนมาได้ตั้งหกปีก็ทน ๆ ต่ออีกสักหน่อยแล้วกัน ฉันจะต้องหางานทำสักที่ดี ๆ ที่ไม่ใช่มาเป็นแฟนปลอม ๆ ของอีตานี่ เงินที่ได้มายังต้องเก็บสำรองไว้ เพาะยังมีพ่อที่ต้องดูแลทั้งค่ายาและค่ารักษาพยาบาล
"ทำหน้า"
"พูดให้จบประโยคมันจะตายหรือไง" ฉันบ่นอุบอิบแล้วเบือนหน้าหนีหันไปมองทางนอกกระจก
"ยังไม่หายโกรธเรื่องนั้นหรือไง"
"พูดจบประโยคเป็นแล้วเหรอ?"
"เห้อ ก็บอกแล้วไงว่าไปกับไอ้ปั้น ปั้นไปส่งต่อ รถมันติด แล้วกินเค้ก-"
"จริง ๆ ต้าร์ก็แค่ต้องการจะไปจากพี่ให้ไกล ...หมายถึง ต้าร์อยากได้อิสระคืน ต้าร์ไม่ได้รู้สึกดีกับการโกหกคนอื่นไปเรื่อย ๆ แบบนี้"
"ฉันยังไม่คิดอะไร"
"พี่เคยนึกถึงใจใครด้วยเหรอ? อันนี้ต้าร์ถามแบบตรงไปตรงมาเลยนะ เหตุผลจริง ๆ ที่พี่ไม่ผลักต้าร์ออกมาสักทีเป็นเพราะเอาต้าร์ไว้กันผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม? " ถึงผู้หญิงคนนั้นจะดูนิ่ง ๆ ไม่ได้มาเกาะแกะอะไรกับพี่เอซ แต่ก็ยังมีทักมาถามไถ่พี่เอซบ่อย ๆ
"อย่าพูดถึงเขา"
"ต้าร์ก็ไม่อยากแตะต้องผู้หญิงของพี่หรอก"
"เขาไม่ใช่ของฉัน แค่ไม่อยากได้ยิน ไม่ได้ปวดใจ แค่ไม่ชอบเวลาเธอโยนฉันให้คนอื่น"
มันเรียกโยนตรงไหนก็ในเมื่อใจเขามันอยู่ตรงนั้น ฉันนี่ถอนหายใจนับสิบครั้งได้
"พี่ก็มีดีตั้งเยอะ คนดี ๆ อีกมากก็มี สาวสวยน่ารักหลายคนก็รอพี่อยู่" ฉันว่าไปตามจริง
ฉันก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่ได้ยินเมื่อไม่กี่ปีก่อนมันเรื่องจริงไหม พี่เวคีนชอบเตือนฉันว่าอย่าลงใจ อย่าเผลอรู้สึกอะไรกับพี่เอซเพราะมันจะดีกับตัวฉัน ช่วงนั้นเขาก็ทำตัวแปลกไปเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลาที่มาเจอฉันหรือต้องพาฉันไปทานข้าวกับที่บ้าน เวลาขอยืมโทรศัพท์...ก็เห็นแชทผู้หญิงคนหนึ่งเด้งมาถามพร้อมกับบอกคิดถึงตลอด
ฉันรู้ว่าเขามีคนคุยเล่น ๆ เพราะตอนนั้นเขาเพิ่งเข้าปีหนึ่งใหม่ ๆ ได้เจอสิ่งใหม่ ๆ และโลกที่กว้างขึ้น มันก็มีบ้างที่อยากจะสนุก
แล้วฉันมีสิทธิ์อะไรไหมก็ไม่อีก มันยิ่งตอกย้ำสถานะของเราสองคนให้ฉับรับรู้ว่าฉันเป็นได้แค่ตัวหลอก แต่ก็งงเหมือนกัน เขาเป็นแบบนั้นอยู่ไม่นานหรอก แล้วเขาก็กลับมาเป็นอีต้าบ้าหน้ามึนเหมือนเดิม โทรศัพท์ไม่ค่อยจับวัน ๆ นั่งกวนประสาทฉัน ส่วนแชทผู้หญิงคนนั้นก็หายไป ไม่รู้ว่ายังคุยกันอยู่ไหม เราทั้งคู่ไม่ใช่แฟนกันจริง ๆ เราเป็นแค่แฟนในนามหลอก ๆ เพราะงั้นเขายังมีสิทธิ์ที่จะทำทุกอย่างได้ปกติเหมือนคนโสดทั่วไป
เราแค่มีกันและกันไว้เพื่อหลอกตบตาคนอื่นก็เท่านั้น ความสัมพันธ์ของเรามันก็แค่นี้
จุ้นจ้านก็โดนด่า ถ้าไม่ถามไม่จุ้นจ้านก็โดนกวนประสาท
"แล้วทำไมฉันต้องไป"
"แล้วทำไมต้าร์ต้องอยู่ เลิกเอาเงินมาผูกมัดต้าร์สักที ถึงกลิ่นเงินมันจะหอมและต้าร์ชอบมากก็เถอะ" จุดอ่อนฉันคือเงินมาแต่ไหนแต่ไร จนทุกวันนี้ก็ยังมีเงินเป็นจุดอ่อนไม่เปลี่ยนแปลง
"ช่างเถอะ "
"อืม"
