บทที่ 5 ตอนที่ 5

เขตต์ตะวันเอ่ยถึงสองแม่ลูกอย่างสาดเสียเทเสีย ก่อนที่เสียงสนทนาระหว่างเขากับแม่นมจะหยุดลงกลางคัน เพราะว่าคนที่กำลังโดนลูกชายของตัวเองนินทาเดินเข้ามาถึงห้องครัวพอดี

“หิวจัง... วันนี้มีอะไรกินบ้าง”

นายบัญชาชะโงกใบหน้าเข้ามาในครัว

“แหม... พอออกมาจากห้องนอนก็หิวเลยนะครับป๋า แต่ผมไม่แปลกใจหรอก เพราะว่าช่วงนี้ป๋าคงออกแรงเยอะเป็นพิเศษ... อิอิ”

ถ้าไม่ใช่เขตต์ตะวันก็คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าเอ่ยปากแซวนายบัญชาเช่นนี้

“แหม... แก่แล้วนี่หว่า อายุปูนนี้แล้วจะให้กำลังวังชาเหมือนคนหนุ่มๆ ได้ยังไงวะ”

นายบัญชารู้ทันว่าลูกชายแซวอะไร แม้จะยอมรับว่าตัวเองแก่ แต่อันที่จริงใบหน้าของนายบัญชาก็ยังดูอ่อนกว่าวัยอยู่มาก หากเปรียบเทียบกับผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันในวัยใกล้แซยิด

“ไวอะอร้าอย่ากินมากนะพ่อ... หักโหมเกินไปเดี๋ยวหัวใจวาย”

ลูกชายเหน็บแนม แต่ก็แฝงเอาไว้ด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงจริงจัง

“เออน่ะ... รู้”

คนเป็นพ่อพยักหน้าเขินๆ นมช้อยรีบวางมือจากงานตรงหน้าแล้วหันมากล่าวกับนายใหญ่ของบ้าน

“ถ้าคุณท่านหิวประเดี๋ยวช้อยจะสั่งให้เด็กรีบตั้งโต๊ะอาหารนะคะ เย็นนี้มีแต่กับข้าวของโปรดคุณท่านทั้งนั้น”

นมช้อยเรียกนายบัญชาว่าคุณท่านด้วยความเคยชิน

“ให้ไวเลยละกันนมช้อย... ประเดี๋ยวอาบน้ำเสร็จแล้วฉันจะรีบลงมา”

คนหิวข้าวจนตาลายสั่งเสียงเข้ม ได้ยินแล้วนมช้อยก็รีบกระวีกระวาดสั่งให้คนรับใช้ซึ่งเป็นหญิงสาวชาวพม่าหน้าตาซื่อๆ สองคน จัดการตั้งโต๊ะอาหารเตรียมเอาไว้รอท่าในทันที

ที่ห้องนอนของฟางข้าว

“คุณแม่คะ... วันนี้หนูไม่ลงไปทานข้าวนะคะ”

ฟางข้าวรีบปฎิเสธเมื่อมารดาชักชวนให้ลงไปทานข้าวเย็นพร้อมกัน ป่านนี้นายบัญชากับเขตต์ตะวันคงนั่งรออยู่พร้อมหน้าที่โต๊ะอาหาร

“อ้าว... ทำไมล่ะลูก”

วิไลทำหน้าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

“หนูยังไม่หิวค่ะ”

ฟางข้าวจำต้องโกหกออกไปเช่นนั้น ไม่กล้าบอกความจริงกับมารดาว่าพ่อเลี้ยงเขตต์ตะวันคือ ‘ต้นเหตุ’ ที่ทำให้เธอไม่อยากลงไปเห็นหน้าเขา เพราะว่าร่องรอยจากจุมพิตเร่าร้อนที่เขาฝากเอาไว้ยังซ่านสยิวอยู่ในอุ้งปากของเธอทุกครั้งที่นึกถึง ริมฝีปากยังบวมเจ่อขึ้นมาน้อยๆ เป็นรอยแดงฝากเอาไว้

หลังจากฟางข้าววิ่งหนีพ่อเลี้ยงจอมหื่นเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง หญิงสาวก็ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกซาบซ่านอันประหลาดล้ำออกไปจากอารมณ์

เธอยอมรับว่าความซ่านสยิวจากรสชาติจูบดื่มด่ำของพ่อเลี้ยงเขตต์ตะวันยังรบกวนอยู่ในห้วงอารมณ์ซึ่งไม่ง่ายที่จะสลัดให้พ้นไปจากความนึกคิด

บ้าจริง!

ฟางข้าวนึกตำหนิตัวเองอยู่ในใจที่เผลอไผลปล่อยใจหวามไหวไปกับจูบร้อนแรงของพ่อเลี้ยงผู้ดิบเถื่อนและหยาบคายที่สุด

“ยัยฟาง... เป็นอะไรใจลอย”

วิไลรู้สึกสงสัยในอาการแปลกๆ ของลูกสาว เมื่อเห็นฟางข้าวออกอาการเหม่อลอยเหมือนไม่ได้ยินที่หล่อนกำลังถาม

“คะ... คุณแม่ว่าอะไรนะคะ?”

“นั่นไง ใจลอยจริงๆ ด้วย... แม่ถามว่าจะให้คนใช้ยกข้าวขึ้นมาให้บนห้องหรือเปล่า”

“มะ... ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวถ้าหิวแล้วหนูจะลงไปเองค่ะ”

สาวน้อยตอบอึกอักจนคนเป็นมารดาจับพิรุธได้ในน้ำเสียงและท่าทีที่ปกปิดไม่มิดว่าเธอจงใจจะหลบหน้าใครบางคน

ใกล้ค่ำของวันเดียวกันนั้นเขตต์ตะวันขับรถออกไปจากบ้านเพื่อสังสรรค์กับก๊วนเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนาน เขาใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ จนดึกดื่น กลับเข้ามาถึงฟาร์มในสภาพเมามาย เมื่อเดินโซเซขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นสองของบ้าน แทนที่จะเข้าห้องของตัวเอง แต่กลับมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องนอนของฟางข้าว

ความเมาไม่ได้ทำให้เขาลืมรสชาติจูบแสนหวานของคนตัวเล็กที่คงกำลังนอนหลับอยู่ในห้อง ช่างน่าแปลกที่ผู้หญิงคนนี้สามารถทำให้เขารู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาทุกครั้งเมื่อนึกถึงใบหน้าสะสวย นึกถึงเรือนร่างเอิบอิ่มอรชร นึกถึงทรวงอกอวบใหญ่ที่เบียดกระแทกเข้ากับลำตัวของเขาอย่างจังเมื่อตอนเย็น

น่าแปลกนัก... กลิ่นสาบสาวของเธอยังหอมกรุ่นอยู่ที่ปลายจมูกของเขาราวกับเพิ่งแยกออกจากเหตุการณ์เมื่อตอนเย็น ทั้งที่ก็ผ่านมานานหลายชั่วโมง

ก็อกๆ...

เขตต์ตะวันตัดสินใจเคาะประตูห้อง ฟางข้าวสะดุ้งตื่น เพราะเพิ่งหลับได้เพียงครู่สั้นๆ และเข้าใจว่าคนที่มายืนเคาะประตูห้องตอนดึกดื่น น่าจะเป็นมารดาของเธอ จึงลุกขึ้นจากเตียง เดินมาเปิดประตูโดยไม่คิดว่าจะเจอหน้าผู้ชายคนที่เธอพยายามหลบ

“พ่อเลี้ยง... !”

หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าคนที่มายืนเคาะประตูไม่ใช่นางวิไลมารดาของเธอ ทว่าตอนที่กำลังจะดึงประตูกลับเพื่อไม่ให้เขาเข้ามา ร่างสูงใหญ่ก็ดื้อดึงเอาตัวขวางประตูไว้แล้วแทรกเข้ามาจนได้

“อย่าเข้ามานะ”

ฟางข้าวพยายามดันประตู แต่พ่อเลี้ยงเรี่ยวแรงเยอะเหลือเกิน เขาออกแรงไม่เท่าไรก็เบียดเข้ามาอยู่ร่วมห้องกับเธอได้ในที่สุด

“นี่เธอกล้าไล่เจ้าของบ้านเชียวหรือ?”

เสียงเหี้ยมตวาดลั่น เขาเอื้อมมือมาบีบกรามของเธอจนเจ็บ หญิงสาวสะบัดใบหน้าต่อต้าน ทำให้มือใหญ่ของเขาหลุดจากกรามที่โดนบีบแน่น

“แต่นี่มันห้องนอนของฟางนะคะ”

สาวน้อยอ้างสิทธิ์ หากคำตอบของคนพาลก็ถึงกับทำให้เธออึ้งกับความไม่มีเหตุผลของเขา

“ห้องนอนเธอยังงั้นรึ... เข้าใจผิดไปแล้ว เพราะว่าทุกอย่างในบ้านหลังนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของฉัน... ฉันจะถือว่าอะไรที่อยู่ในบ้านหลังนี้เป็นของฉันทั้งหมด เพราะฉะนั้นฉันจำทำอะไรก็ได้ รวมทั้งตัวเธอด้วย”

“มันเป็นเหตุผลที่บ้าบอที่สุด... พ่อเลี้ยงรีบออกไปเถอะค่ะ ตอนนี้มันดึกมากแล้วนะคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป