บทที่ 6 ลงเอยรัก EP.6

ฉันวางถ้วยมาม่ากระป๋องตรงหน้าคุณเขา ยามนี้เส้นมาม่าสุกกำลังได้ที่กลิ่นหอมของเครื่องปรุงหอมตีจมูกขึ้นมาทันทีเลย 

"ได้แล้วค่ะ" ฉันเลื่อนถ้วยมาม่าให้คุณเขาได้ทานเอง แต่รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันนะ…ว่าทำไมกระติกนำ้ร้อนถึงถูกเสียบปลั๊กไว้ด้วย อาจจะมีแม่บ้านขึ้นมาจัดการให้ก็เป็นไปได้อยู่เหมือนกัน 

"ฉันไม่ถนัดมือซ้าย" 

"คุณแค่ใช้มันหยิบส้อมอันนี้ตักขึ้นมาก็ได้ค่ะ" แค่ม้วน ๆ เส้นก็ติดส้อมแล้วคงไม่จำเป็นต้องป้อนเลยด้วยซำ้

"ฉันอยากซดนำ้ซุปด้วย" 

"ลิ้นพองนะคะ ร้อนฉ่าขนาดนี้" ฉันเตือนคุณเขาด้วยความหวังดี จากประสบการณ์ลิ้นไม่รู้รสชาติเกือบหนึ่งอาทิตย์เพราะซดนำ้มาม่าถ้วยแบบนี้ ฉันเคยมีประสบการณ์มาแล้ว 

"ลองคิดหาวิธีมาสิ อย่าลืมนะว่าฉันใกล้เวลากินยาแล้วด้วย" 

"ฉันไม่สบายอยู่ คงไม่สะดวกเป่าให้นะคะถ้าติดไข้ขึ้นมาอีกจะยุ่งยากกว่าเดิมนะ คราวนี้คุณคงได้นอนให้พยาบาลเก่ง ๆ ดูแลคุณแล้วแหละ"

"เธอเป็นไข้เหรอ" ฉันรู้สึกหนัก ๆ หัวด้วยวันนี้ เหมือนจะไม่สบายเลยหากฉันทำคุณเขาติดไข้เพิ่มอีกเกรงว่าอาการจะหนักกว่าเดิมน่ะ

"ค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปหาหมอทำไมกัน" เมื่อวานเรายังทักกันอยู่เลย คุณเขาลืมฉันแล้วหรือไงเนี่ยหรือฉันมันไม่น่าใส่ใจขนาดนั้น แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยเพราะสถานะระหว่างเราเป็นเพียงแค่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากเกมเท่านั้น และการเล่นเกมครั้งนี้ครอบครัวฉันไม่มีใครรู้เรื่องนอกจากเลน หากครอบครัวฉันรู้นะมีหวังฉันโดนบ่นหูชาแน่ ๆ เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ยอมบอกพวกท่านเด็ดขาด โชคดีที่วันนี้พวกคุณพ่อคุณแม่พักผ่อนด้วย ฉันเลยแอบมาทำตามข้อตกลงนี้ได้ จะได้เลิกติดค้างกันเสียที

"เธอก็ป่วย ฉันก็เจ็บถ้าอย่างนั้นเรา..." 

"เราแยกกันพักผ่อนไหมคะ" ข้อเสนอของฉันน่าสนใจมากเลย สบาย ๆ กันทั้งคู่อีกต่างหาก

"เราเหมาะสมแล้วล่ะที่จะต้องดูแลกัน เธอมียาต้องกินรึเปล่า" จบกัน...

"มีค่ะ" เกือบลืมไปแล้วว่ามียาที่ต้องกินด้วยนี่นา ยาหลังอาหารเช้าเหมือนกันกับคุณเขาด้วย 

"เธอยังไม่ได้กินอะไรมาใช่ไหม" 

"เอ่อ...กินแล้ว" 

"โกหก ไปหยิบช้อนมาสิ" 

"ไม่เป็นไรค่ะ" ฉันปฏิเสธไป เพราะเดี๋ยวคุณเขาทานข้าวเสร็จก็คงหมดหน้าที่ฉันแล้วทีนี้ฉันค่อยลงไปหาอะไรทานข้างล่างน่าจะทันเวลาครัวเซอร์วิสของเรือเปิดให้บริการพอดีแล้วจึงค่อยกินยาช้าไปนิดหน่อยคงไม่เป็นอะไรหรอก

"ไปหยิบมา" คราวนี้คุณเขาเสียงเข้มใส่ฉัน หึ! ทำไมต้องดุด้วยไปหยิบก็ได้

"แล้วจะให้ฉันเอามาตักอะไรกินคะ" อาหารไม่มี อย่าบอกนะว่าจะใจร้ายใจดำกับลิลินคนด้วยการให้เอาช้อนมานั่งถือมองดูคุณเขาทานมาม่าเอร็ดอร่อยอยู่คนเดียวสินะ 

"กินสิ" ว่าแล้วคุณเขาเลื่อนถ้วยมาม่ามาตรงหน้าฉันแทน

"ถ้วยเดียวกับคุณเหรอคะ ไม่เอาหรอกถ้วยแค่นี้คุณกินให้หมดเลย" ฉันปฏิเสธไป แค่นี้คงไม่อิ่มสำหรับคุณเขาแน่ ๆ 

"กินเถอะ ฉันกินไม่กี่คำก็อิ่มแล้ว" 

"คุณไม่ชอบเหรอคะ" 

"อืม...ปกติฉันไม่ค่อยทานอาหารประเภทพวกนี้" 

"แต่ว่ามันอร่อยมากนะคะ" 

"เธอคิดว่าสารอาหารมันครบไหม" 

"คุณมองดี ๆ นี่มันมีเนื้อสัตว์กับผักจิ๋ว ๆ ลอยอยู่ด้วยนะคะ" คุณเขาไม่สังเกตเอาเลย อย่างน้อยมันก็มีผักแห้ง ๆ ชิ้นเล็ก ๆ ลอยอยู่ในนำ้ซุปนะ และฉันไม่ได้พูดเล่นมันลอยตะแน่ว ๆ อยู่จริง ๆ ในถ้วยด้วย

"เธอปวดหัวไม่ใช่เหรอ กินนำ้ซุปร้อน ๆ อุ่น ๆ น่าจะโล่งหัวอยู่นะ" 

"แล้วเจ็บแขนแบบคุณต้องกินอะไรถึงจะหายเหรอคะ" 

"ไม่รู้สิ ฉันว่าแค่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ดี ๆ ก็น่าจะหายแล้ว คงไม่มีอะไรวิเศษมากพอที่ฉันกินแล้วแขนจะกลับมาหายเป็นปกติในพริบตาหรอกจริงไหม" ถ้ามีจริง ๆ คุณหมอคงไม่ต้องเหนื่อยดูแลคนไข้แล้ว 

"อย่างนั้นคุณต้องไปหาพยาบาลที่ชำนาญมาดูแลแล้วค่ะ หากให้ฉันดูแลเองเกรงว่าคงไม่หายง่าย ๆ แน่นอนค่ะ เผลอ ๆ แขนคุณจะหักเพิ่มด้วยก็ได้นะคะ" ฉันไม่ถนัดดูแลใครจริง ๆ แต่หากจำเป็นฉันก็พร้อมจะเรียนรู้เหมือนกัน

"ยังไม่ทันทำเลย ทำไมตัดพ้อแล้วล่ะ" คุณเขาลุกขึ้นไปหยิบนำ้เปล่ามาเทใส่แก้วทั้งสองใบให้ทั้งฉันและตัวคุณเขาเอง 

"เพราะว่าฉันไม่ถนัดจริง ๆ นี่ค่ะ ฝืนทำไปฉันกลัวมันจะแย่กว่าเดิม" ฉันเป็นคนประเภทที่รู้ว่าทำไม่ได้ฉันจะไม่ลองให้เสียเวลาน่ะ เพราะรู้ว่ายังไงแล้วผลมันก็ออกมาได้ไม่ดีเท่าคนที่ถนัดและทำได้ สู้เอาเวลาที่ทำไปฝึกฝนในสิ่งที่เราถนัดและเก่งดีกว่า เพราะฉะนั้นฉันเป็นคนที่เปิดใจศึกษาอะไร หรือลองทำอะไรใหม่ ๆ ยากมากระดับนึงเลย

"เอาอย่างนี้ ฉันจะเป็นเคสกรณีศึกษาให้เธอได้ลองศึกษาเอง" พูดเหมือนว่าฉันจะต้องเป็นคนดูแลคุณเขาตลอดไปเสียอย่างนั้น

"แล้วฉันจะเอาความรู้ที่ได้ไปดูแลใครคะ ใครจะแขนหักให้ฉันดูแลบ่อย ๆ กันคะ ไม่มีใครอยากเจ็บตัวหรอกน่า" 

"นั่นสิ" 

"เห็นไหมคะ ขนาดคุณยังไม่อยากเจ็บแขนต่อเลย ใคร ๆ ก็อยากหายกันทั้งนั้นนั่นแหละ" ฉันตักมาม่าทานอย่างเอร็ดอร่อยไม่สนใจใครแล้ว ฉันทั้งหิวและโหยในเวลาเดียวกัน อีกอย่างถ้าสมองฉันต้องคิดอะไรจำเป็นมาก ๆ ต้องได้รับสารอาหารก่อน 

"ถ้าเป็นเธอดูแล...ฉันยอมเจ็บแขนไปเรื่อย ๆ ก็ได้นะ" 

"ฮ่า ๆ คุณบ้าหรือเปล่า ปกติมีแต่คนอยากหายนะคะคุณนี่แปลกนะคะ อยากเจ็บไปเรื่อย ๆ " 

"เพราะอย่างน้อย" 

"อย่างน้อยอะไรคะ" พูดไปพูดมาตอนนี้มาม่าหมดถ้วยไปแล้ว เกลี้ยงแม้กระทั่งนำ้ซุปเลยดูซิ

"อย่างน้อยก็มีคนช่วยฉันกินน่ะ ไหนบอกไม่หิว ๆ กินหมดคนเดียวเลยนะ" 

"แฮร่ ๆ พอดีมันอร่อยน่ะ" 

"อืม...กินเสร็จแล้วก็เอายามากินสิ" 

"คุณไม่กินยาเหรอ คุณกินก่อนเลยเดี๋ยวฉันกลับไปกินที่ห้องค่ะ" 

"เอามากินเดี๋ยวนี้" เสียงดุอีกแล้ว สรุปแล้วฉันจะขัดอะไรไม่ได้เลยสินะ 

"เฮ้อ~ ไม่อยากกินสักนิด ขมชะมัด!" ฉันบ่นกระปอดกระแปดออกมา พลางหยิบถ้วยมาม่าไปทิ้งพร้อมกับล้างมือให้สะอาดเพื่อเตรียมหยิบยามาทานให้ตรงเวลาหลังอาหารทันที

"ไม่มียาที่ไหนหวานหรอกนะ" 

"แต่มันก็เคยมีอร่อยกว่านี้ อย่างวิตามินซีมันก็เปรี้ยวหวานอร่อยกว่ายาแบบนี้ตั้งเยอะเลยนี่นา" 

"เธออายุเท่าไหร่แล้ว" 

"ไม่บอกหรอกค่ะ จะมาหลอกถามแล้วจะล้อฉันว่าฉันน่ะไม่ได้เรื่องเลยใช่ไหมล่ะค่ะ ฉันรู้ทันนะคะมุกตื้น ๆ มาหลอกถาม ไม่บอกหรอกค่ะ" 

"สิ่งนึงที่ฉันรู้นั่นคือ กระต่ายน้อยในคืนนั้นคือเธอแน่นอน"

"กระต่ายน้อยอะไร ฉันไม่ใช่กระต่ายสักหน่อย" 

"หึหึ...แล้วมันตัวอะไรล่ะ" 

"แหน่ะ! หลอกถามอีกแล้วนะคะ จำผิดคนรึเปล่า" ฉันเป็นกระต่ายจริง ๆ ในคืนนั้น แต่อาจจะมีคนใส่หน้ากากซำ้กับฉันก็ได้ 

"ฉันจำกระต่ายน้อยของฉันได้ ไม่ผิดคนหรอก" คุณเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉัน ทำให้สายตาของเราสองคนสบกันใกล้กว่าเดิม 

"วันนั้นอะ...อาจจะมีใครที่ใส่หน้ากากเหมือนฉันก็ได้นะคะ คนเป็นร้อยเป็นพันคนคงมีซำ้กันบ้างอยู่แล้วค่ะ" เป็นฉันเองที่เกิดอาการประหม่า เพราะระยะห่างของเราสองคนนั้นห่างแทบไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือด้วยซำ้ ตอนนี้ใกล้เกินไปเราสองคนนั้นอยู่ใกล้เกินไปแล้ว 

"ฉันจำไม่ผิดคนหรอก" 

"อะไรเหรอคะ ที่ยืนยันได้" 

"นั่นสิอะไรกัน ที่ยืนยันได้" 

แล้วสิ่งนั้นคืออะไรกัน ที่ทำให้คุณเขามั่นใจแน่นอนว่ากระต่ายน้อยที่คุณเขาชอบเรียกเสียงหวานนี่คือ ฉัน...ลิลินคนนี้ แน่นอน

..............................................................................................

บทก่อนหน้า
บทถัดไป