บทที่ 10 บท 3.3
“เมื่อวานมึงกลับห้องตอนไหน”
“ให้ทาย”
“เที่ยงคืน”
“ผิด! ตีสอง”
“โห ทำไมอ่านมาราธอนจังวะ อ่านเข้าใจเหรอ”
“ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ กูจะนั่งติดกันนาน ๆ ทำไมตั้งหลายชั่วโมง ปวดก้นฉิบหาย”
“นับถือมึงจริง เทอมนี้จะฟาดเอเลยดิ”
“ถ้าได้ก็ดีอะ แอบหวังอยู่เหมือนกัน” เชพูด ตอนนี้เขากับซันกำลังเดินออกจากห้องเรียนด้วยกัน หลังอาจารย์เพิ่งประกาศเลิกคลาสไปเมื่อสิบนาทีก่อน
“หลังสอบเสร็จไปบ้านกูไหม” ไอ้ซันพูด
“ฮะ? ยโสธรอะนะ”
“เออ ไปเล่นบ้านเกิดกูกัน”
“งั้นช่วยขายจังหวัดตัวเองหน่อย ยโสธรมีอะไรดี”
“กูไง”
“ซัน กูจะอ้วก”
“ฮ่า ๆ โอเค ๆ คือเดี๋ยวมันจะมีงานบุญบั้งไฟอะ จังหวัดเขาจัดขึ้น มึงอยากลองไปดูขบวนแห่ไหมล่ะ? แม่กูฝากมาชวนมึงเนี่ย อยากให้มึงไปเล่นที่บ้านบ้าง อีกอย่างงานนี้จัดปีละครั้งด้วยนะ”
“บั้งไฟนี่ ใช่อันที่มันเหมือนจรวดไหมวะ ที่จุดขึ้นเพื่อขอฝน” เชถาม เขาเคยอ่านตำนานความเชื่อนี้มาคร่าว ๆ ตอนทำรายงานสมัยมัธยม แต่ก็ไม่ชัวร์เหมือนกันว่ามันใช่อันเดียวกันไหม
“ใช่ ๆ อันนั้นแหละ จะไปไหม?”
“ก็น่าสนใจอะ กูไม่เคยไปเที่ยวแถบอีสานเลย แต่คงต้องดูหลังสอบเสร็จนะ เพราะก็ไม่รู้เลยว่าที่บ้านจะพาไปเที่ยวไหนหรือเปล่า”
“ได้เลยเพื่อน ถ้ายังไงก็บอกแล้วกัน ไปไม่ไปจะได้บอกแม่ไว้” เชพยักหน้ารับ ก่อนที่เขาจะถูกซันถามต่อ “แล้วเย็นนี้ไปไหนปะ ไปเดินสยามกัน”
ตอนแรกเชกำลังจะอ้าปากตอบตกลง แต่ใบหน้าของพี่โปรดก็ผุดขึ้นมาในความคิดเสียก่อน เขาจึงได้แต่อ้ำอึ้ง ไม่กล้าสารภาพกับเพื่อนสนิทว่าตัวเองมีนัดกับพี่โปรดแล้ว ใจจริงเชอยากไปเดินสยามกับเพื่อน แต่ก็รับปากรุ่นพี่ไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
“ว่าไง?” ซันทวงคำตอบ
“คือ….กูไม่ว่างอะ มีนัดกินข้าวกับพี่โปรด”
“…” เพียงแค่เชพูดชื่อพี่โปรด ซันก็นิ่งไปครู่หนึ่ง นับตั้งแต่วันนั้น….วันที่เชสารภาพกับเพื่อนตามตรงว่ากำลังคิดไม่ซื่อกับพี่โปรด เราก็ไม่ได้คุยกันเรื่องนี้อีกเลย จนกระทั่งวันนี้
“เขาโทรมาชวนกูอะมึง กูไม่ได้หาเรื่องไปกับเขา” เชรีบขยายความ
“ก็ยังไม่ได้ว่าอะไร”
“ก็มึงนิ่งไปอะ กลัวมึงเข้าใจผิด” เขาว่าเสียงแผ่ว
คำเตือนของซันในครั้งนั้น ไม่ใช่ไม่มีความหมายเลย ตรงข้ามกันเพราะคำเตือนของเพื่อนนี่แหละ ถึงได้ทำให้เชตัดสินใจได้สักทีว่าเขาควรจะตัดใจจากรุ่นพี่ได้แล้ว
เพราะอีกฝ่ายคือพี่โปรด….ไปรู้สึกด้วยตัวเองก็เจ็บเปล่า ๆ
“กลัวเข้าใจผิดทำไม กูไม่ใช่เจ้าของชีวิตมึง” ไอ้ซันว่าพร้อมขมวดคิ้ว
“…..”
“แล้วทำไมมึงดูหงอยจัง ไม่ดีใจเหรอ คนที่ชอบชวนมึงไปกินข้าวเลยนะ”
“จะดีใจได้ยังไง ก็กูกำลังตัดใจจากเขาอยู่” เชว่าพร้อมถอนหายใจออกมา
ตอนนี้เชกำลังสับสน วินาทีแรกตอนพี่โปรดบอกว่าขอจองตัวเขาไว้ไปกินข้าวด้วยกัน เชก็ดีใจ แต่พอผ่านได้สักระยะ ความดีใจในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นหนักใจแทน เพราะว่าเขากำลังจะตัดใจจากอีกฝ่าย แล้วถ้าเราไปไหนมาไหนด้วยกัน ได้ใกล้ชิดกันมากกว่านี้ ได้เห็นหน้ากันบ่อย ๆ เชก็คงตัดใจจากพี่โปรดไม่ได้
“ตัดใจอะไร? เพราะคำพูดกูเหรอ” ซันถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มึง….เพราะกูจริง ๆ เหรอวะ”
“เปล่าหรอก” เชปฏิเสธ เขายืดตัวขึ้น กอดหนังสือและเอกสารประกอบการเรียนไว้แนบอก ก่อนจะพูดต่อ “จริง ๆ กูก็คิดมานานแล้ว ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองรู้สึกกับพี่โปรดมากกว่าพี่น้องแล้วล่ะ”
“…..”
“แล้วพอเราได้คุยเรื่องนี้กัน มันก็ทำให้กูตัดสินใจได้ง่ายขึ้นก็เท่านั้นเอง”
“แม้กูจะไม่เห็นด้วยเรื่องที่มึงชอบพี่โปรด จริง ๆ มึงจะลองดูก่อนก็ได้นะ เผื่อเขาคิดตรงกัน”
“เคยคิดเหมือนกัน แต่ดู ๆ แล้วกูว่ามีความเสี่ยงสูงว่ะ พี่โปรดเขาไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น ที่เขาใจดี…ก็เพราะมันเป็นนิสัยของเขา เขาอาจแค่เอ็นดูกูตามประสาน้องคนหนึ่ง ตามประสาคนที่นั่งเฝ้าโต๊ะด้วยกัน ตามประสาเพื่อนในวงเหล้าเฉย ๆ”
“…..”
“อย่างเราเคยพูดกันไง พี่โปรดก็คือพี่โปรด ใจดีของเขา ใจร้ายของคนอื่น เขาก็คงไม่ได้ปฏิบัติกับกูพิเศษไปกว่าใครหรอก” เมื่อเชพูดจบประโยค รถคันคุ้นตาก็มาจอดหน้าตึกของคณะพอดี มันคือรถของพี่โปรด เชและซันสบตากันครู่หนึ่ง ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะต้องแยกย้ายกัน
“กูไปแล้วนะมึง” เชเอ่ยลาเพื่อน
“เออ ๆ มีอะไรอยากเล่าก็ทักไลน์มานะ”
“เค เจอกันพรุ่งนี้”
หลังร่ำลาเพื่อนเสร็จ เชก็แยกกับซัน เขาเดินลงมาจากตึกตรงไปรถของพี่โปรด ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว ดูเหมือนพี่โปรดจะออกจากบริษัทแล้วตรงมาที่นี่ทันที
“สวัสดีครับ” เขาเอ่ยทักทายอีกฝ่าย หลังขึ้นมานั่งบนรถแล้ว
“เรียนเพิ่งเสร็จเหรอ”
“อาจารย์เขาปล่อยได้เกือบสิบนาทีแล้วครับ แต่พี่โปรดมาเร็วกว่าที่คิดนะเนี่ย”
“วันนี้ได้ออกกองข้างนอกครับ ทำงานเสร็จเขาเลยให้แยกย้ายเลย ไม่ต้องกลับเข้าบริษัทอีก”
“อ๋อ….”
“จะไปเลยไหม อยากแวะไปไหนก่อนหรือเปล่า”
“ไปที่ร้านอาหารเลยก็ได้ครับ เชเริ่มหิวแล้ว”
