บทที่ 3 บท 1.3

การบังคับตัวเองไม่ให้เมา มันไม่ต่างจากการต้านแรงโน้มถ่วงที่ไร้ประโยชน์ มันเป็นการฝืนธรรมชาติ ยากเกินไป จนในที่สุดเชก็เลือกที่จะปล่อย ไม่คิดว่ายั้งตัวเองอีกแล้ว

            “เมาแล้วเหรอวะ” ไอ้ซันที่หายหัวไปตั้งนานเดินกลับเข้ามาถามเช

            “ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”

            “นี่คือคนไม่อยากเที่ยวเหรอวะ” มันว่าพร้อมหัวเราะใส่หน้าเช  “เออ ๆ เดี๋ยวกูมานะ ถ้าเมาแล้วก็อยู่เรียบร้อย ๆ ด้วย วันนี้ไม่มีใครมาดูแลมึงตอนเมานะ”

            “อือ กูจะพยายามแล้วกัน มึงเองก็รีบกลับมาด้วย เจอกันที่โต๊ะ”

            “เออ ๆ เจอกัน”

            ไอ้ซันเดินหายไปจากสายตาเชแล้ว เขายังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มรุ่นพี่และเพื่อนเหมือนเดิม ในตอนนี้เชยังพูดคุยรู้เรื่อง ใครถามอะไรก็ยังตอบได้ แต่การตัดสินใจและการนึกคิดของเขา มันไม่เหมือนตอนขามาแล้ว

             “น่าเอา” ขณะที่กำลังเต้นอยู่กับกลุ่มเพื่อน ก็มีเสียงกระซิบข้างหูพร้อมกับแรงโอบกอดจากด้านหลัง เชถึงกับหันขวับ ใบหน้าที่แสนคุ้นตาอยู่ห่างกันแค่เอื้อม เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปโอบคออีกคนไว้พอหลวม ๆ

            “ก็เอาดิ ใครห้าม” พูดจบก็ยกยิ้มมุมปาก ที่กล้าต่อปากต่อคำเช่นนี้ ก็เพราะเขารู้ว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นจริง

            “เนี่ย แกก็เป็นแบบนี้” พี่โปรดพูด ถึงน้ำเสียงจะดูดุแต่ริมฝีปากของพี่โปรดกลับกำลังคลี่ยิ้ม

             ใบหน้าหล่อเหลายังคงระบายยิ้มให้กันเหมือนอย่างทุกครั้งที่เจอ มือหนาของพี่โปรดโอบเอาเชไว้อย่างหลวม ๆ แต่ดูจะเป็นการประคองไม่ให้เขาล้มมากกว่า

            “ทำไมถึงมาช้า” นึกว่าไม่มาแล้ว พอเห็นหน้าได้ก็อดถามไม่ได้ เชตะโกนถามพี่โปรดแข่งกับเสียงเพลงที่กำลังดังสนั่นจนหัวใจเขาเต้นไปพร้อมกับจังหวะเพลง พี่โปรดไม่เคยมาช้าขนาดนี้ อีกอย่างก็เห็นพี่เฟิร์นบอกว่าอีกฝ่ายใกล้มาถึงตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนแล้ว

            คนเขาอุตส่าห์รอ….

            “อะไรนะ?” พี่โปรดขมวดคิ้ว เหมือนเสียงเพลงจะดังเกินไป พี่โปรดพยายามจ้องการขยับปากของเช

            “ทำ-ไม-ถึง-มา-ช้า” คราวนี้เชไม่ตะโกน ไม่มีการตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงเพลง เขาเขย่งตัวขึ้นกระซิบข้างหูของคนที่แก่กว่าตัวเองสองปี

            “แวะไปทำธุระก่อนมา ทำไมรอพี่เหรอ”

            “ใช่” เชยอมรับ ไม่คิดจะปิดบังความจริง

            “ไอ้เช อย่าน่ารักให้มากนัก”

            “อ้าว ๆ สองคนนี้ใจเย็น ๆ นะเว้ย คนอยู่เยอะนะ!” พี่เสือหนึ่งในรุ่นพี่ปีสี่รีบตะโกนห้ามเราสองคน เมื่อเชกอดคอพี่โปรดแน่นมากขึ้น เรายืนกอดกันท่ามกลางผู้คนที่กำลังเต้น

            ผิดปกติสำหรับคนอื่น แต่เป็นเรื่องปกติสำหรับเรา เวลาเที่ยวกลางคืน เชมักจะตัวติดกันกับพี่โปรดเสมอ นับตั้งแต่เจอกันครั้งแรกนั่นแหละ เขาชอบอยู่ใกล้ ๆ พี่โปรดยามที่ตัวเองเมา เราสัมผัสเนื้อตัวกันบ่อย แต่ไม่เคยจูบกันเลยสักครั้ง ส่วนใหญ่ก็มีแค่การโอบกอด คลอเคลียกันประสา หากเมาจนยั้งตัวเองไม่อยู่อย่างมากก็แค่จูบข้างแก้ม มันมีแค่นั้น

            พวกเราชอบเล่นถึงเนื้อถึงตัวกันเสมอ เวลาเชอยู่ที่ไหน พี่โปรดก็มักจะอยู่ที่นั่น เราเจอกันที่ร้านเหล้ามากกว่าที่มหา’ลัย เพราะแบบนี้ไงล่ะ เชถึงไม่กล้าพูดว่าเราสนิทกัน

            “ถ้าจะเอา ไม่เอาที่นี่หรอก” พี่โปรดตะโกนกลับไป ในขณะเดียวกันเชก็หลุดหัวเราะออกมา ไม่ได้ถือสาในคำพูดของพี่เขา ทุกคนต่างรู้ดีว่าทุกอย่างคือการล้อเล่น

            “เช พี่ว่าเรากลับไปคุยกันที่โต๊ะเถอะ เดี๋ยวจะล้มเอา” ไหน ๆ ก็ไม่คิดจะเต้นต่ออยู่แล้ว สู้ออกไปนั่งคุยกันที่โต๊ะ ให้พื้นที่คนอื่นที่อยากเต้นน่าจะดีกว่า เมื่อพี่โปรดเสนอเช่นนั้น เชก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที

            “เอางั้นก็ได้”

            เมื่อกลับมาที่โต๊ะก็มีแต่ผู้หญิงจ้องตามพี่โปรด ทุกการกระทำของพี่โปรดดูน่ามองไปเสียหมด เป็นเรื่องธรรมดา คนหน้าตาดีมักจะถูกให้ความสนใจเสมอ ตอนที่รู้จักกันแรก ๆ เชเองก็ไม่ชิน แต่เดี๋ยวเขาเริ่มชินแสร้งทำเป็นไม่เห็นการกระทำของคนรอบข้างก็จบแล้ว

            พี่โปรดเป็นผู้ชายหน้าตาดี มีชื่อเสียงในมหา’ลัย ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปแข่งขันวิชาการหรือเป็นนักกิจกรรมตัวยงของคณะ แม้เชจะไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้เท่าไรนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนหน้าตาดี มักจะถูกจดจำ

            เชได้ยินมาว่าตอนนี้นอกจากพี่โปรดจะฝึกงานแล้ว เวลาว่าง ๆ อีกฝ่ายยังรับงานถ่ายแบบด้วย พี่โปรดไม่ได้มีชื่อเสียงแค่ในมหา’ลัยอีกต่อไป ยิ่งปัจจุบันโลกออนไลน์มันไปไว เห็นใครคนหน้าตาดีเข้าหน่อย ก็มีการแอบถ่ายรูปแล้วแชร์ลงบนโลกอินเทอร์เน็ต นั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงความหล่อเหลาของพี่โปรดดังมากขึ้นเรื่อย ๆ

            “วันนี้ดื่มเยอะเหรอ ปกติแกไม่เคยตาเยิ้มขนาดนี้” พี่โปรดชวนคุย

            “ก็คงงั้นอะ วันนี้เจอคนรู้จักเยอะก็เลยชนแก้วกันบ่อย”

            “เพลา ๆ ลงบ้าง เดี๋ยวกลับห้องไม่ไหว”

            “ไหวววววว พี่โปรดก็น่าจะรู้นี่ว่าเชเก่ง” เชพูดพร้อมหลุดหัวเราะ

            เชชอบมองตาพี่โปรด มันเป็นเรื่องเดียวที่เขาไม่เคยบอกอีกฝ่าย สายตาของพี่โปรดแพรวพราว ดูเจ้าชู้และน่ามองในเวลาเดียวกัน

            สายตาของพี่โปรดชวนให้คิดไปไกลเสมอ แม้ว่านั่นจะเป็นการมองด้วยสายตาปกติ หากแต่มันกลับทำให้คนอื่นใจเต้นแรงและนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ใคร ๆ ก็หลุมรักพี่โปรด….รวมถึงเชด้วย

            เรากลับมาทำหน้าที่นั่งเฝ้าโต๊ะกันเหมือนเดิม เรานั่งข้างกัน มือของเราสอดประสานกันอย่างแนบแน่น ไม่มีใครรู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครรู้ว่าทำไมต้องทำ แต่มันเป็นไปอย่างอัตโนมัติเหมือนคลื่นแม่เหล็กที่ดึงดูดให้เราตัวติดกัน

            “สาวโต๊ะนั้นเขาหันมามองพี่หลายครั้งแล้วนะ ไม่สนใจหน่อยเหรอ” เชพูด เมื่อสายตาของเขาหันไปเจอสายตาจากสาวโต๊ะเดิมอีกแล้ว พวกเธอจ้องพี่โปรดครู่หนึ่งแล้วหันกลับไปซุบซิบกัน

            “โต๊ะไหน”

            “นั่นไง”

            “ไม่หรอก ไม่สนุก”

            “ถ้าเขาเดินมาหาล่ะ”

            “ก็จะปฏิเสธไง”

            “ใจร้ายอีกแล้วนะ”

“ฮ่า ๆ เราก็รู้นี่ว่าพี่เป็นคนยังไง” พี่โปรดพูดพร้อมกับหัวเราะในลำคอ  นั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายดูร้ายขึ้นเป็นเท่าตัว เชรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบให้ใครเข้าหาก่อน พี่โปรดชอบเข้าหาเอง พี่เขาชอบความท้าทาย ชอบความแข่งขันและลองใจคน

            และเชก็รู้ด้วยว่าเขาไม่มีสิทธิ์

            “เช….”

            “ครับ?”

             “เปลี่ยนน้ำหอมใหม่เหรอ”

            “รู้ได้ไง”

            “ก็จำกลิ่นเดิมได้ มันไม่ใช่กลิ่นนี้นี่”

            “ใช่ครับ เชเปลี่ยนกลิ่นใหม่” แอบแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่พี่โปรดจำกลิ่นน้ำหอมเขาได้ด้วย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสังเกตเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ด้วย

            “หอมดี…..พี่ชอบนะ” คำว่า ชอบ ของพี่โปรดคือน้ำหอม อีกฝ่ายชอบน้ำหอมกลิ่นใหม่ของเช แต่ไม่รู้ทำไมใบหน้าของเขากลับกำลังร้อนผ่าว มันออกสี….แข่งกับแสงนีออนในร้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป