บทที่ 4 เดทแรก
“เชิญครับ” แซมเลขาของหัสดินเชิญสาวสวยน่ารักเข้าไปพบเจ้านายหนุ่ม
“ขอบคุณค่ะ” ลันลนาหายใจเข้าออกเพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเองแล้วเคาะประตูห้องทำงานของผู้บริหารหนุ่มหล่อมาดเข้มที่เพื่อนร่วมงานบอกว่าเขาดุ
“ก๊อกกๆๆ..”
“เชิญ..” เสียงห้าวทุ้มดังลอดออกมาจากห้องทำงานและเขาเห็นหญิงสาวผ่านกระจกห้องเดินมาหยุดหน้าห้องแล้วเรียกพลังให้ตัวเองแล้วอดยิ้มไม่ได้ก่อนจะปั้นหน้านิ่งเหมือนเดิม
“สวัสดีค่ะมิสเตอร์พอล” หญิงสาวยกมือไหว้สวัสดีเขาเป็นภาษาอังกฤษแม้จะรู้ว่าเขาเป็นคนไทยแล้วก็ตามเพราะเธอไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว
“สวัสดีครับ เชิญนั่งครับ” ผู้บริหารหนุ่มก็ยายมือเชิญเธอนั่งเก้าอี้หน้าโต้ะทำงานของเขา “ที่ผมเชิญคุณลันลนามาเพราะอยากทราบรายละเอียดแผนการโปรโมชั่นที่คุณคิดว่ามันมีจุดบกพร่องตรงไหนจะได้ช่วยกันแก้ไข” หัสดินตอบหญิงสาวเป็นภาษาอังกฤษแม้จะรู้ว่าเธอเป็นคนไทยเหมือนเขาแต่ที่นี่อเมริกาทุกคนก็พูดภาษาอังกฤษ
“นี่เป็นแผนงานที่ฉันคิดและวางแผนกับทีมแต่มันยังไม่สมบูรณ์เพราะเราจะต้องทำให้แตกต่างจากห้างอื่นไม่งั้นมันก็เหมือนกับเราไปลอกเลียนแผนงานของเขามาค่ะ” ลันลนาผลักแฟ้มงานของเธอไปให้เขาดูว่างานที่เธอวางแผนมานั้นมันยังมีจุดบกพร่องหลายจุดที่ยังแก้ไขไม่ได้
หัสดินหยิบแฟ้มมาเปิดดูแผนงานของทีมฝ่ายการตลาดที่ลันลนารับผิดชอบกวาดสายตาไปตามอักษรภาษาอังกฤษคร่าวๆก็เห็นว่างานมันยังไม่สมบูรณ์
“ผมว่าคุณต้องเพิ่มโปรโมชั่นการส่งสินค้าดิลีฟฟเวอร์ลี่ว่าถ้าลูกค้าสั่งของตั้งแต่สองร้อยดอลล่าร์ขึ้นไปเรามีบริการส่งฟรีถึงบ้านในระยะทางไม่เกินสิบกิโลเมตรเพราะที่นี่เป็นเมืองใหญ่มีตรอกซอกซอยเยอะและเราเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าและเพิ่มยอดขายให้บริษัทด้วยครับ”
“ถ้าทำแบบนี้แล้วบริษัทจะไม่เสียเปรียบเหรอคะ เพราะการส่งสินค้าให้ลูกค้ามันก็ต้องมีค่าบริการด้วย” เธอเคยคิดแต่ไม่ได้เสนอตรงนี้ไปเพราะกลัวว่าจะไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้บริหารที่เข้มงวดและเห็นผลประโยชน์ของบริษัท
“การขนส่งมีค่าใช้จ่ายก็จริงแต่ถ้าเทียบกับรายได้แล้วผมว่ามันคุ้มครับ อีกอย่างการขนส่งของเราในเมืองแบบนี้มันน่าจะได้ผลเพราะเราเน้นลูกค้าวัยกลางคนขึ้นไปส่วนมากไม่อยากออกจากบ้านในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนและช่วงเย็นที่รถติด หากเรามีบริการดิลีฟฟเวอร์ลี่แบบนี้มันก็น่าสนใจไม่ใช่เหรอครับ”
“จริงด้วยค่ะ งั้นฉันจะเพิ่มแผนงานนี้เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งแม่บ้าน พนักงานออฟฟิศและวัยกลางคนและสูงวัยนะคะ” ลันลนาบันทึกคำแนะนำของหัสดินลงในแท็บเล็ตทุกอย่างเพื่อนำไปแก้ไข
“ดีครับ”
“ขอบคุณท่านมากนะคะที่แนะนำดิฉัน” ลันลนายิ้มให้ผู้บริหารหนุ่มหล่อที่เป็นคนไทยเหมือนกันและเขายังแนะนำเธอ
“ไม่เป็นไรครับ ผมทำตามหน้าที่และเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทครับ” หัสดินมองรอยยิ้มของหญิงสาวด้วยสีหน้านิ่งเฉย
“ฉันขอตัวนะคะ” ลันลนายิ้มเก้อเมื่อใบหน้าหล่อนิ่งเรียบจึงขอตัวกลับไปทำงาน
“เดี๋ยวสิครับ”
“เอ่อ มีอะไรหรือเปล่าคะ..”
“เย็นนี้เลิกงานแล้วเจอกันที่คาเฟ่ข้างบริษัทนะครับ” เขาไม่อยากใช้เวลางานคุยกับพนักงานเรื่องส่วนตัวและที่เขานัดคุยก็เพราะเห็นว่าเด็กใหม่เป็นคนไทยเหมือนกันก็อยากจะแนะนำรุ่นน้องเท่านั้น
“ค้ะ..” หญิงสาวมองเขาอย่างงงๆ
“ผมจะรอนะครับ” หัสดินพูดย้ำอีกครั้บ
“เอ่อ ค่ะ..” ลันลนาตอบรับอย่างงงๆแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานของผู้บริหาร
หัสดินมองตามหลังสาวสวยแล้วยิ้มและยอมรับว่าเขาสนใจลันลนาเธอสวยน่ารักถูกใจเขารวมถึงความสามารถของเธอและไม่ได้สนใจว่าเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใครและเขาอยากรู้จักเธอมากกว่านี้
“อะ แฮ่มม..” แซมเดินสวนเข้ามาในห้องทำงานของเจ้านายเพื่อนเอางานมาให้เซ็นแต่เห็นหนุ่มหล่อนั่งเหม่อจึงกระแอมเบาๆ
“อ้าวแซม มีอะไรครับ”
“ใจลอยไปถึงไหนแล้วครับพอล”
“ใจลอยอะไรกันล่ะแซม ผมแค่คิดงานโปรแจ็คใหม่ก่อนที่จะกลับบ้านเท่านั้นเอง” ชายหนุ่มตอบแก้เขินเมื่อแซมมองเขาอย่างรู้ทัน
“แต่มันยังอีกหลายเดือนที่คุณจะกลับบ้านนะพอล”
“เออน่า ว่าแต่มีงานอะไรก็เอามาเลยละกัน” หัสดินพูดกับเลขาของเขาแม้แซมจะแก่กว่าเขาไปสามปีแต่เขาทำงานดีมากและเสียกายที่จะไม่ได้ร่วมงานกันอีก
“มีแค่นี้ครับ ว่าแต่คุณพอลไม่มีงานให้ผมทำที่เมืองไทยบ้างเหรอครับ” แซมถามเจ้านายที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่หัสดินมารับตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายการตลาดของบริษัท
“หือ..” ชายหนุ่มเงยหน้ามองเลขาส่วนตัวที่ทำงานด้วยกันมาเข้าปีที่สามและสนิทสนมรู้ใจกันดี
“ผมพูดจริงๆนะครับ ถ้าคุณพอลมีงานให้ผมทำผมจะไปเมืองไทยกับคุณพอลครับ” เขาอยากลองไปหาประสบการณ์ใหม่ที่เมืองไทยที่มีแหล่งท่องเที่ยวสวยๆมากมาย
“ผมกลับไปก่อนถึงจะรู้ว่ามีงานอะไรให้คุณบ้าง แต่ผมร่วมหุ้นเปิดบริษัทกับเพื่อนทำเกี่ยวกับตกแต่งรถ ขายอุปกรณ์ตกแต่งรถ ศูนย์ซ่อมและบริการคาร์แคร์ ถ้าคุณสนใจก็พร้อมจะไปได้ทุกเมื่อครับ” ตรินก็งานล้นมือและเพื่อนก็จะให้เขากลับไปบริหารงานและเขาเองก็พร้อมแต่แม่ก็อยากให้เขาไปช่วยงานที่บริษัทของพ่อและยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี แต่อย่างน้อยเขาก็มีงานสำรองโดยที่ไม่ต้องรบกวนเงินพ่อ
“ผมสนใจครับ”
“แต่เงินเดือนอาจจะไม่เยอะเท่าที่นี่นะครับ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมพอมีสำรองอยู่ครับ”
“งั้นคุณพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกผมละกัน”
“ผมจะไปพร้อมคุณพอลครับ”
“ได้ครับ” หัสดินยิ้มให้แซมและคิดว่าในอนาคตเขาอาจจะมีงานเพิ่มให้แซมหากเขาได้เข้าไปทำงานที่บริษัทของพ่อจริงๆ
เวลาผ่านไปสองเดือน
หลังจากโปรเจ็คล่าสุดของบริษัทได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่ช้อปปิ้งออนไลน์และมีพนักงานจัดส่งถึงบ้านก็ทำให้มีลูกค้าเพิ่มและขยายจุดรับบริการเพื่อให้บริการลูกค้าทำให้ภายในสองเดือนบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งและผู้บริหารหนุ่มหล่อก็ตั้งเป้าหมายไว้หนึ่งเท่าตัว
“โลภมากไปป่ะสตีฟ ไตรมาสนี้ผลประกอบการของบริษัทก็เกินเป้าไปกว่าครึ่งแล้ว นายเองก็ไม่มีลูกเมียให้เลี้ยงดูจะหาเงินไปทำไมเยอะแยะวะ” คนเป็นลูกน้องแซวเจ้านายเพราะตั้งแต่สตีเว่นมารับผิดชอบบริหารงานห้างของครอบครัวก็สร้างผลงานเป็นที่ประจักรว่าเขาทำได้ดีไม่แพ้รุ่นปู่รุ่นพ่อ
“อย่างน้อยฉันก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นไงว่าฉันทำได้เหมือนกันแต่ถ้าไม่มีนายช่วยฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า” เขาเองก็ใช่ว่าจะเก่งแต่อาศัยทีมงานช่วยกันคิดแผนงานและโปรเจคเจ๋งๆจึงทำให้เขาแซงหน้าคู่แข่งได้อย่างเหลือเชื่อ
“นายทำได้อยู่แล้วสตีฟ” เขาเชื่อว่าสตีฟทำได้เพราะมีทีมงานเเก่งมีความสามารถรอบด้านและต่างก็ช่วยกันออกไอเดียแล้วนำมาผสมผสานกันอย่างลงตัวทำใหผลงานออกมาดี
“ขอบใจมากนะพอล เฮ้อ ทำไมเวลามันเดินเร็วจังเลยอีกไม่นานนายก็กลับบ้านแล้วฉันจะไปดื่มกับใครวะ” คนเป็นเจ้านายบ่นเพื่อน
“เยอะแยะไป ไหนจะสาวๆของนายอีกล่ะ” หัสดินว่าเพื่อนอย่างหมั่นไส้ถึงไม่มีเขา สตีฟก็ไม่เหงาเพราะมีสาวๆล้อมหน้าล้อมหลัง
“เออ พูดเรื่องสาวๆแล้วนายล่ะ กับเด็กการตลาดไปถึงไหนแล้วได้ข่าวว่าไปดื่มกาแฟกันบ่อยไม่ใช่เหรอเพื่อน” สตีเว่นถามเพื่อนมองอย่างจับผิด ปกติหัสดินไม่สนใจผู้หญิงคนไหนยิ่งพนักงานในบริษัทก็ยิ่งแล้วใหญ่เพราะบริษัทของเขาไม่ได้มีผู้หญิงไทยคนเดียวยังมีอีกหลายคนและมีชาวเอเชียมากกว่าหนึ่งร้อยคนและเพิ่งมีคนนี้เป็นคนแรกที่หัสดินสนใจ
“ไม่มีอะไร ก็แค่คุยเรื่องงานและแนะนำเธอเท่านั้น อ้อ เธอก็ไม่เด็กนะเพื่อน” ดวงตาคมเปล่งประกายขึ้นมาแว่บหนึ่งเมื่อเพื่อนถามถึงพนักงานฝ่ายการตลาด
“รู้สิ นายไม่กินเด็กนี่นา หึหึๆๆ..”
“สู่รู้จริงๆ..”
“เล่นๆหรือเอาจริงวะ”
“ยังไม่ถึงขั้นนั้น ตอนนี้แค่รู้จักกันทำงานร่วมกันแค่นั้น นายคิดไปถึงไหนวะสตีฟ” เขายังไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น ตอนนี้ก็เป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น
“สายตานายมันฟ้องว่าสนใจเธอ หรือไม่จริงล่ะ” คนคบกันมานพูดอย่างรู้ใจเพื่อน หกหัสดินไม่สนใจเด็กใหม่ไม่มีทางเอาตัวไปพัวพันด้วย
“เอาไว้ฉันจะบอกละกัน ไปล่ะมีนัด” และเป็นเดทแรกที่เขาจะพาลันลนาไปรับประทานอาหาร
“อ้าว ไม่ไปดื่มกับฉันหรือไงพอล ชวนเธอไปด้วยก็ได้นี่”
“เชิญนายตามสบาย พอดีฉันจะคุยเรื่องงานด้วย”
“เดทละสิ..” เขาเห็นแววตาคมเข้มเต้นระริกแล้วรู้ว่าเพื่อนกำลังตื่นเต้น
“เปล่าน่า นายก็หาสาวๆไปดื่มละกัน ไปนะ..”
“ข้ออ้างล่ะสิ ดูก็รู้ว่าเป็นเดทแรก เฮ้อะ..” สตีเว่นพูดแล้วแบะปากใส่เพื่อนที่เดินออกไปจากห้องทำงานของเขาที่จะเข้ามาอาทิตย์ล่ะครั้งเพราะยังมีห้างหรูอีกหลายแห่งที่เขาจะต้องไปดูแล
หัสดินเดินยิ้มออกจากห้องทำงานของเจ้านายเพราะเขานัดทานอาหารเย็นกับลันลนาและพรุ่งนี้เป็นวันหยุดจึงกลับดึกได้แล้วเขาจะไปรับเธอที่อาพาร์ทเมนท์
ส่วนลันลนาเลิกงานแล้วก็นั่งรถบัสก็กลับห้องพักเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนชุดไปรับประทานอาหารกับผู้บริหารหนุ่มหล่อฝ่ายการตลาดที่เธอไม่สามารถต้านทานเสน่ห์ของเขาได้และมันไม่เสียหายอะไรที่เธอจะลองคบหากับเขาแม้จะเป็นแค่เพื่อนก็ตาม
“ตู้ดดๆๆ..” เสียงโทรศัพท์ของลันลนาดังขึ้นขณะที่เธอแต่งตัวเสร็จพอดี
“ค่ะคุณพอล มาถึงแล้วเหรอคะ” เธอยังไม่อนุญาตให้เขาขึ้นมาหาบนห้องพักเพราะรู้จักกันได้ไม่นานแม้จะเป็นคนไทยเหมือนกันแต่ยังมีระยะห่างกันอยู
“ผมอยู่หน้าอาพาร์ทเมนท์ครับ”
“เดี๋ยวแคลร์ลงไปค่ะ” ลันลนามองตัวเองในกระจกแล้วยิ้มเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะไปทานอาหารกับชายหนุ่มที่แอบชอบทำให้เธออดตื่นเต้นไม่ได้
“โอเคครับ” หัสดินพูดจบก็วางสายและมองอาพาร์ท์เมนท์ของหญิงสาวที่อยู่ในทำเลดีเดินทางสะดวกและดูปลอดภัยก่อนจะเห็นร่างเพรียวระหงบอบบางในชุดเดรสสีครีมดูเรียบร้อยและยังเป็นชุดแบรนด์เนมเดินออกจากประตูอาพาร์ทเมนท์มาหาเขาแล้วยิ้มให้เธอ
“รอนานมั้ยคะ” เสียงหวานถามเขาด้วยความเขินเมื่อเห็นสายตาของเขามองเธอและไม่รู้ว่าจะเอามือไปไว้หนมันเกะกะไปหมด
“ไม่นานครับ แคลร์อยากไปทานอาหารที่ไหนครับ” เสียงห้าวทุ้มถามอย่างอ่อนโยน
“แคลร์ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ปกติก็ทานใกล้ๆที่พักไม่ค่อยไปไกลค่ะ” ก็ที่ผ่านมาเธอจะไปรับประทานอาหารกับเพื่อนแถวที่พักยกเว้นแองกัสจะพาพวกเธอไปไกลหน่อยเท่านั้น
“งั้นไปทานที่โรงแรมดีมั้ยครับ มีอาหารให้เลือกหลายอย่างหากแคลร์คิดถึงอาหารบ้านเราก็มีอาหารไทยให้เลือกทานหลายอย่างครับ” ชายหนุ่มเสนอเพราะร้านประจำของเขากับเพื่อนมีอาหารนานาชาติรวมถึงอาหารไทยด้วย
“ก็ได้ค่ะ แต่แคลร์จำไม่ได้แล้วค่ะว่าชอบอาหารชาติไหนเพราะแคลร์กินได้ทุกอย่างค่ะ” เธอกินง่ายอยู่ง่ายเพราะตอนมาเรียนที่นี่ใหม่ๆก็ต้องปรับตัวเยอะและอาหารในโรงเรียนประจำก็ได้อร่อยเหมือนข้างนอกหรือป้าฮันนี่ทำให้ทาน เธอจึงไม่ได้สนใจรสชาติอาหารเท่าไหร่ขอแค่สะอาดก็พอ
“ผมก็เหมือนกันครับ แม่ผมขอกว่าลิ้นจระเข้กินได้ทุกอย่าง” ชายหนุ่มพูดกับสาวสวยรุ่นน้องอายุต่างกับเขาแค่สี่ปีอย่างเป็นกันเองและเขารู้สึกผ่อนคลายไม่ต้องระวังตัวกับผู้หญิงนิสัยดีและใสซื่อมาก
“แต่มีที่หนึ่งอาหารไทยอร่อยมากแล้วแคลร์ก็ไม่ได้ไปกินนานแล้วค่ะ” พอหัสดินพูดถึงอาหารไทยเธอก็นึกถึงเพื่อนของป้าที่ไม่ได้ไปหาเป็นเดือนแล้วเพราะเธอต้องทำงาน
“งั้นเราไปกินร้านที่แคลร์ว่าดีมั้ยครับ” เขาตามใจเธอว่าอยากไปทานอาหารที่ไหน
“ไม่ดีค่ะ พอดีท่านเป็นเพื่อนของป้าแล้วแคลร์ไม่อยากรบกวนท่านค่ะ” ขืนเธอพาเขาไปทานข้าวบ้านป้าฮันนี่ล่ะก็ ป้าของเธอก็ต้องรู้ว่าเธอมีเพื่อนชายและเธอไม่รู้ว่าเขาคบหากับเธอแค่คนทำงานที่เดียวกันและคนชาติเดียวกันเท่านั้นหรือไม่
“คนไทยเหรอครับ” หลังจากเรียนจบแล้วเขาก็เจอคนไทยน้องมากเพราะทำแต่งานทั้งที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยมาเที่ยวช้อปปิ้งห้างหรูที่เขาทำงานกันมากมาย
“ค่ะ ท่านเป็นคนไทยแล้วแต่งงานกับสามีชาวแคลิฟอร์เนียแล้วปักหลักสร้างครอบครัวอยู่ที่นี่คะ”
“ผมนึกว่าแคลร์กลัวท่านจะรู้ว่าคบกับผมเสียอีก”
“ไม่ใช่สักหน่อย ที่ผ่านมาแคลร์รบกวนท่านมามากแล้วค่ะ อีกอย่างเราเป็นแค่เพื่อนกันท่านไม่ว่าหรอกค่ะ” เขาเดาถูกเพราะถ้าเธอพาเขาไปป้าฮันนี่ก็รู้ว่าเธอชอบเขาและยังไม่เคยพาเพื่อนชายไปบ้านของป้าฮันนี่เลย
“งั้นไปร้านที่ผมบอกแคลร์นะครับ”
“ค่ะ..” ลันลนายิ้มให้เขาแล้วขึ้นรถสปอร์ตสีดำราคาแพงที่ถูกใช้งานมานานแต่ยังใหม่
“รถประจำตำแหน่งครับ” ชายหนุ่มเห็นเธอมองก็บอกไปตามความจริงว่ายืมรถเจ้านายมาเพราะสตีเว่นให้เขาเลือกมาขับหนึ่งคันเป็นรถประจำตำแหน่งและเขาก็เลือกคันนี่มาแทนคันใหม่ที่เพื่อนจะซื้อให้
“อ่อค่ะ..” เหมือนเขานั่งอยู่กลางใจเธอถึงรู้ว่าเธอสงสัยรถคันนี้และเธอไม่อยากละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของเขาเพราะยังไม่สนิทกันถึงขั้นรู้เรื่องส่วนตัวของเขา
“แคลร์ทำงานที่นี่เป็นยังไงบ้างครับ”
“แคลร์โชคดีมากที่ได้ทำงานที่นี่และมีเพื่อนร่วมงานน่ารักใจดีทุกคนค่ะ”
“เสียดายที่ผมทำอีกไม่กี่เดือนก็จะกลับเมืองไทยแล้ว เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกเพราะผมต้องทำงาน” เขาเสียดายที่เจอลันลนาช้าไปแม้อยากอยู่ต่อแต่เขาได้วางแผนชีวิตไว้ก่อนที่จะเจอหญิงสาวแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าแคลร์กลับเมืองไทยเมื่อไหร่เราก็เจอกันได้ค่ะ” แต่ถ้าเขามีแฟนก่อนละเธอจะกล้าไปพบเขาหรือเปล่า
“แคลร์แพลนจะกลับเมืองไทยแล้วเหรอครับ”
“จะว่าแพลนไว้ก็ได้ค่ะ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแคลร์ก็คงต้องกลับเมืองไทยเหมือนกันค่ะ”
“งั้นเราติดต่อกันทางสไกป์ก็ได้ครับ หากแคลร์กลับเมืองไทยเมื่อไหร่ผมจะไปรับถึงสนามบินเลยครับ” ชายหนุ่มพูดแล้วมองหญิงสาวข้างกายยิ้มๆ
“ได้ค่ะ”
“ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหนสุดท้ายแล้วเราก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี” เขารู้สึกใจหายเหมือนกันเพราะอยู่ที่นี่จนเป็นเหมือนบ้านอีกหลังที่มีเพื่อนๆเยอะกว่าเมืองไทยและส่วนมากก็เป็นฝรั่งแต่ก็มีชาวเอเชียด้วยส่วนคนไทยก็พอมีแต่ที่สนิทที่สุดก็มีแค่สามคน
