บทที่ 3 คุณหมอห้องเบอร์สี่
คุณหมอห้องเบอร์สี่
ปัง!
เสียงบานประตูไม้ของห้องตรวจหมายเลขสี่ปิดลงพร้อมกับร่างของเพลงพิณที่ก้าวพรวดออกมา หญิงสาวหอบหายใจถี่กระชั้น แผ่นหลังบางพิงเข้ากับผนังเย็นเฉียบของทางเดินโรงพยาบาล มือเรียวทั้งสองข้างยังคงกำกระดาษใบสั่งตรวจด่วนเอาไว้แน่นจนมันยับยู่ยี่ ใบหน้าหวานที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตบัดนี้ซับสีเลือดแดงซ่านจนลามไปถึงใบหู
หัวใจในอกข้างซ้ายยังคงทุบกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ มันเต้นแรงเสียจนเธอระแวงว่าคนไข้คนอื่น ๆ ที่นั่งรออยู่แถวนั้นจะได้ยิน
“ยัยเพลง! เป็นอะไรของแก ทำไมหน้าแดงแจ๋เหมือนคนไปวิ่งร้อยเมตรมาอย่างนั้นล่ะ แล้วทำไมทำหน้าเหมือนอยากจะกินหัวใครขนาดนั้น”
ใบบัวที่นั่งรออยู่ไม่ไกลรีบถลันกายลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเพื่อนสนิททันที สายตามองสำรวจอาการแปลก ๆ ของเพลงพิณด้วยความสงสัย พลางยื่นแก้วน้ำดื่มให้
“ฉันอยากจะบ้าตายซะตรงนี้เลยบัว” เพลงพิณเค้นเสียงลอดไรฟัน รับน้ำมาดื่มรวดเดียวหมดแก้วเพื่อดับความร้อนรุ่มในอก
“หมอห้องเบอร์สี่คนนั้นน่ะสิ แกล้งฉันชัด ๆ! แค่ตรวจสุขภาพประจำปีธรรมดา ๆ แต่เขาเล่นใหญ่สั่งยกเลิกใบเก่า แล้วบังคับให้ฉันไปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพิ่ม แถมยังขู่ว่าจะส่งเรื่องไปฟ้องฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทเราอีกถ้าฉันแอบหนีกลับ!”
“หืม? สั่งตรวจหัวใจเพิ่มเนี่ยนะ” ใบบัวทำตาโต รีบคว้าใบสั่งตรวจในมือเพื่อนไปกางอ่าน
“ไหน ดูซิ นพ. ภัทรเดช อัศวเหมันต์ เฮ้ยเพลง! นี่มันคุณหมอภัทรเดช ศัลยแพทย์มือหนึ่งที่เป็นขวัญใจพยาบาลทั้งโรงพยาบาลเลยนะยะ แกลงมาตรวจศูนย์สุขภาพวันนี้ด้วยเหรอเนี่ย โชคดีเป็นบ้าเลยแก!”
“โชคดีกับผีน่ะสิ!” เพลงพิณบ่นอุบ
“แกไม่โดนเขาต้อนเหมือนฉันไม่รู้หรอก บรรยากาศในห้องนั้นมันแปลกจะตายไป สายตาของเขาที่มองมา มันไม่ได้เหมือนหมอมองคนไข้เลยสักนิด”
หญิงสาวนึกถึงแววตาคมกริบคู่นั้นแล้วก็ต้องลอบกลืนน้ำลาย มันเป็นสายตาที่นิ่งลึก ทรงพลัง ทว่าลึกลับคล้ายมีม่านหมอกบางอย่างปกคลุมอยู่ และที่สำคัญมันเป็นสายตาที่จ้องจับผิดราวกับเขากำลังมองทะลุเข้าไปในความทรงจำของเธอ
“แล้วเขาทำอะไรแกอีกไหม” ใบบัวถามพลางส่งสายตาวิบวับชวนจับผิด
“ก็ตอนที่เขาฟังเสียงหัวใจ เขาขยับเข้ามาใกล้มาก ใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอม แล้วเขาก็แกล้งขยับป้ายชื่อตัวเองตรงหน้าอกเสื้อกาวน์ เหมือนจงใจจะให้ฉันอ่านชื่อเขาให้ได้ แถมน้ำเสียงของเขาตอนพูดทักทายตอนแรก มันคุ้นหูอย่างประหลาด คุ้นจนฉันใจสั่นไปหมด” เพลงพิณกุมขมับ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกอย่างหมดแรง
ความรู้สึกเดจาวูหรือความคล้ายคลึงในอดีตยังคงตกค้างอยู่ในสมอง ชื่อภัทรเดชวนเวียนอยู่ในหัวใจของเธอไม่ยอมห่าง
ในความทรงจำสีจางสมัยมัธยมปลาย มีรุ่นพี่เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบโดนเพื่อนในห้องบูลลี่และรังแกเป็นประจำ เด็กชายแว่นหนาเตอะ รูปร่างอ้วนท้วนและมักจะก้มหน้าซ่อนตัวอยู่หลังห้องเรียน คนที่เธอเคยยื่นมือเข้าไปช่วยไว้เพราะทนเห็นคนโดนรังแกไม่ได้
แต่... มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน
เพลงพิณสะบัดศีรษะไล่ความเลอะเทอะ เด็กเนิร์ดขี้แยในวันนั้นกับคุณหมอศัลยแพทย์ร่างทองสุดฮอตที่สูงใหญ่สง่างามในวันนี้ ช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว ไม่มีทางเป็นคนเดียวกันไปได้หรอก
“คุ้นหูเหรอแก หรือว่าจะเป็นเนื้อคู่ในอดีตชาติ” ใบบัวแซวขำ ๆ
“เลิกเพ้อเจ้อเลยบัว ตอนนี้ฉันเครียดเรื่องงานจะแย่แล้ว บ่ายนี้มีนัดคุยงบประมาณโฆษณากับลูกค้าเจ้าใหญ่ด้วย ถ้าฉันต้องติดแหง็กอยู่โรงพยาบาลเพราะคุณหมอเผด็จการคนนี้ มีหวังโครงการพังแน่” เพลงพิณลุกขึ้นยืนอีกครั้ง พยายามสลัดความสับสนทิ้งไป
“เอาเถอะ ในเมื่อเขาขู่เรื่องฝ่ายบุคคลมาขนาดนี้ ฉันก็ต้องรีบไปตรวจให้มันเสร็จ ๆ จะได้รีบไสหัวออกจากโรงพยาบาลนี้สักที”
เพลงพิณเดินตรงไปยังห้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่อยู่ติดกันตามคำสั่ง เจ้าหน้าที่พยาบาลหน้าห้องรับเอกสารยับ ๆ ไปดู ก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นลายเซ็นและคำสั่งกำกับพิเศษจากแพทย์เจ้าของไข้
“คุณเพลงพิณนะคะ คุณหมอภัทรเดชกำชับไว้ว่าเป็นเคสเร่งด่วนและต้องรายงานผลทันที เชิญด้านในห้องตรวจเบอร์หกเลยค่ะ เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมของทางโรงพยาบาลแล้วนอนรอบนเตียงได้เลยนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ” เพลงพิณรับคำเสียงเรียบ
ภายในห้องตรวจเบอร์หกนั้นเงียบสงบและมีเครื่องมือแพทย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ข้างเตียง หญิงสาวจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าตามคำแนะนำ ก่อนจะขึ้นไปนอนราบอยู่บนเตียงคนไข้ ความเย็นของเบาะหนังและบรรยากาศที่ชวนกดดันทำให้อัตราการเต้นของหัวใจของเธอเริ่มทำงานหนักอีกครั้ง พยาบาลสาวเข้ามาช่วยติดสายสัญญาณตรวจจับคลื่นหัวใจตามจุดต่าง ๆ บนร่างกายอย่างคล่องแคล่ว
“เดี๋ยวรอกราฟคลื่นหัวใจนิ่งสักครู่นะคะ คุณหมอภัทรเดชแจ้งว่าจะเข้ามาดูการตรวจด้วยตัวเองค่ะ” พยาบาลเอ่ยจบก็เดินเลี่ยงออกไปจัดการเอกสารที่มุมห้อง
‘จะมาดูด้วยตัวเองทำไมกันซะทุกเรื่องนะ!’ เพลงพิณคิดในใจอย่างนึกฉุน หมอคนนี้ว่างงานขนาดนั้นเลยหรือไงกัน ทั้งที่เป็นถึงศัลยแพทย์มือหนึ่งแท้ ๆ
แกรก...
เสียงเปิดประตูห้องตรวจดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามา กลิ่นน้ำหอมแนวเนื้อไม้ที่แฝงความสุขุมอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาโชยนำมาก่อนตัว หมอภัทรเดชในชุดเสื้อกาวน์ตัวสว่างขยับเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่ข้างเตียงคนไข้ สายตาคมกริบคู่เดิมทอดมองร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงช้า ๆ ก่อนจะเลื่อนไปมองหน้าจอแสดงผลคลื่นหัวใจที่ส่งเสียงเตือนเป็นจังหวะถี่ ๆ
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
“ดูเหมือนสัญญาณเตือนจากเครื่องมือแพทย์จะไม่โกหกนะครับ คุณเพลงพิณ” น้ำเสียงทุ้มต่ำหลุดออกมาจากปากหยัก หมอภัทรเดชกอดอกขยับเข้ามาใกล้เตียงอีกหนึ่งก้าว
“นอนพักอยู่เฉย ๆ แต่หัวใจยังเต้นเร็วขนาดนี้ มีเรื่องอะไรให้คิดมากอยู่หรือเปล่าครับ”
เพลงพิณที่นอนเกร็งอยู่บนเตียงหันไปถลึงตาใส่เขา
“ฉันไม่ได้คิดมากอะไรทั้งนั้นค่ะ นอกจากเรื่องที่อยากจะตรวจให้เสร็จไว ๆ แล้วกลับไปทำงาน”
“งั้นเหรอครับ” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว แกล้งยื่นมือหนาไปปรับสายสัญญาณที่ติดอยู่แถวช่วงไหล่ของเธอช้า ๆ สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นที่เฉียดผิวกายทำเอาเพลงพิณสะดุ้ง คลื่นหัวใจบนหน้าจอรัวเร็วขึ้นทันทีจนส่งเสียงเตือนดังกว่าเดิม
ติ๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆ
หมอภัทรเดชลอบยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เขายืดตัวขึ้นแล้วยกมือขึ้นจับป้ายชื่อ
‘นพ. ภัทรเดช อัศวเหมันต์’ บนอกเสื้อกาวน์ขยับไปมาอีกครั้งคล้ายเป็นนิสัยส่วนตัว แต่สายตากลับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาคู่สวยของเธอ ราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่างเพื่อทวงถามความทรงจำ
“คุณหมอตั้งใจจะทำอะไรกันแน่คะ” เพลงพิณทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอพลิกตัวตะแคงหันไปเผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ แม้ว่าจะมีสายระโยงระยางอยู่ก็ตาม
“สายตาของคุณหมอที่มองฉัน มุกหยอดหน้านิ่งแบบนี้ แล้วยังท่าทางแปลก ๆ นี่อีก ฉันมั่นใจว่าคุณหมอไม่ได้ทำแบบนี้กับคนไข้ทุกคนแน่ ๆ”
คุณหมอหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ แววตาดุดันลึกลับคู่นั้นอ่อนแสงลงเล็กน้อย แฝงไปด้วยความรู้สึกโหยหาที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ภายใต้หน้ากากแพทย์ผู้เย็นชา
เขาจำได้ดีในอดีตวันวาน ผู้หญิงคนนี้มักจะชอบหันมาเผชิญหน้าและถามเขาตรง ๆ ด้วยท่าทางดื้อรั้นแบบนี้เสมอ เวลาที่เขาแอบมองเธอจากหลังห้องเรียน ท่าทางอวดดีที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยของเธอช่างน่าเอ็นดูจนหัวใจของเขาอ่อนยุบ
“หมอทำตามหน้าที่ครับ” เขาตอบเสียงนุ่ม แต่เพลงพิณไม่เชื่อว่านี่คือหน้าที่ของเขา
“แต่ถ้าถามว่าทำไมต้องดูแลคุณเป็นพิเศษ ก็เพราะคุณเป็นคนไข้คนเดียวที่ดื้อจนหมอปล่อยผ่านไปไม่ได้”
“ฉันไม่ได้ดื้อ! ฉันแค่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ชีวิตของฉันขับเคลื่อนด้วยงานและเงินสำเร็จค่ะ ไม่ได้มีเวลาว่างมานั่งเล่นเกมประสาทกับคุณหมอหรอกนะคะ” เพลงพิณเถียงกลับเสียงแข็ง ทว่าในใจกลับรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาดกับน้ำเสียงอ่อนโยนที่หลุดออกมาจากปากเขาเมื่อครู่
“เกมประสาท” หมอภัทรเดชทวนคำพลางขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เตียงคนไข้มากขึ้น จนเพลงพิณมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาคู่คมของเขาได้อย่างชัดเจน
“หมอไม่เคยเล่นเกมครับ ทุกคำพูดและทุกการกระทำของหมอ ล้วนวินิจฉัยออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ ทั้งนั้น”
คำสารภาพหน้านิ่งๆ ที่แฝงไปด้วยความอันตรายทำเอาเพลงพิณพูดอะไรไม่ออก ลำคอแห้งผากไปหมด หัวใจเต้นกระหน่ำจนเครื่องตรวจส่งเสียงดังระงมไปทั้งห้อง พยาบาลที่ยืนอยู่อีกมุมห้องถึงกับลอบมองหน้ากันด้วยความเลิกลั่ก
“เอาล่ะครับ ผลตรวจคลื่นหัวใจเบื้องต้นไม่มีความผิดปกติทางโครงสร้างรุนแรง” หมอภัทรเดชผละตัวออกช้า ๆ ดึงใบรายงานผลที่เครื่องพิมพ์ออกมาส่งให้พยาบาล
“แต่ค่าความดันและชีพจรที่ยังสูงอยู่ ชี้ชัดว่าร่างกายมีความเครียดสะสม หมอขอสั่งจ่ายยาบำรุงโลหิตและขอนัดติดตามอาการอีกครั้งในสัปดาห์หน้า”
“นัดอีกแล้วเหรอคะ!” เพลงพิณประท้วง
“ครับนัดตรวจร่างกายทั่วไปและฟังผลเลือดส่วนที่เหลืออย่างละเอียด” คุณหมอหนุ่มหันหลังกลับเดินตรงไปยังประตูห้องตรวจ ก่อนจะชะงักเท้าแล้วหันมามองใบหน้าหวานที่กำลังงอง้ำด้วยความขัดใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง
“หวังว่าจะมาตามนัดนะครับ คุณเพลงพิณเพราะถ้าคุณผิดนัด หมอคงต้องทำหน้าที่แพทย์ที่ดี บุกไปตรวจอาการของคนไข้ดื้อรั้นคนนี้ถึงที่ทำงานด้วยตัวเองแน่นอนครับ”
ทิ้งท้ายด้วยคำขู่แกมบังคับสุดแสนเอาแต่ใจ หมอภัทรเดชก็ผลักประตูเดินออกจากห้องตรวจเบอร์หกไป ทิ้งให้เพลงพิณนอนกำหมัดแน่นอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกปั่นป่วนใจอย่างถึงที่สุด
ทั้งโมโห ทั้งสับสน และแอบใจสั่นสะท้านกับสายตาคลั่งรักลึกลับคู่นั้นคุณหมอสายรุกคนนี้กำลังจะเข้ามาปั่นป่วนชีวิตและหัวใจของเธอ
