บทที่ 6 สายสืบโซเชียล (1)

สายสืบโซเชียล

เสียงถอนหายใจยาว ๆ ของเพลงพิณดังแข่งกับเสียงแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ในห้องทำงานส่วนตัว เอกสารงบประมาณและแพลนงานโฆษณาของลูกค้ากองสุมอยู่เต็มโต๊ะจนแทบไม่มีที่ว่างให้วางแก้วกาแฟ แต่ดวงตาคู่สวยที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์กลับไม่ได้โฟกัสตัวเลขพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย สมองของเธอเอาแต่คิดวนเวียนอยู่กับเรื่องเมื่อเช้า ราวกับรีเพลย์เทปม้วนเดิมซ้ำไปซ้ำมา

ภาพของผู้ชายในเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดคนนั้นยังคงสลัดไม่หลุดไปจากหัว

มันเริ่มตั้งแต่วินาทีที่เธอก้าวขาเข้าไปในห้องตรวจเบอร์สี่ หมอภัทรเดชก้มมองผลตรวจเลือดกับค่าความดันของเธอแล้วคิ้วขมวดมุ่นแทบจะผูกเป็นโบว์ ใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนแรกดูนิ่ง ๆ เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงขึ้นมาทันที แถมยังตวัดสายตาคมกริบมาจ้องหน้าเธอเหมือนจะจับผิด

‘คุณปล่อยให้ตัวเองโทรมขนาดนี้ได้ยังไงกันครับ คุณเพลงพิณ ใช้ร่างกายพังขนาดนี้ แต่อวดดีบอกว่าตัวเองแข็งแรงดีมาก ถ้าหัวใจวายคาโต๊ะทำงานขึ้นมา เงินโบนัสพวกนั้นมันจะช่วยต่อชีวิตคุณได้งั้นเหรอครับ?’

คำพูดตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมค้อมของเขาทำเอาคนที่ไม่เคยยอมใครอย่างเพลงพิณถึงกับอ้าปากค้าง แต่ที่น่าโมโหกว่านั้นคือการกระทำของเขา หมอภัทรไม่พูดเปล่า มือหนาคว้าปากกาตวัดหมึกกากบาทขีดฆ่าหัวกระดาษแผ่นเก่า ยื่นมือไปฉีกใบรายการโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีธรรมดาที่บริษัทออกให้ทิ้งลงถังขยะหน้าตาเฉย แล้วยัดเยียดโปรแกรมพิเศษ ให้เธอเสร็จสรรพ ทั้งตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจชุดใหญ่ เอกซเรย์ปอดอย่างละเอียด และเจาะเลือดเพิ่มแบบจัดเต็ม จนเธอต้องทุบโต๊ะประท้วงว่าเขายัดเยียดคอร์สหาเงินเข้าโรงพยาบาล

แต่หมอภัทรกลับไม่สน เขาขยับยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนใจสั่นแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกชวนหลอมละลายว่า

“หมอเป็นห่วงคนไข้ครับ โดยเฉพาะคนไข้คนนี้”

“โอ๊ย! ยัยเพลง! แกจะไปคิดถึงประโยคบ้า ๆ นั่นทำไมเนี่ย!”

เพลงพิณสะบัดหน้าเรียกสติจากภาพความทรงจำสุดหน้าร้อนผ่าว เธอหงุดหงิดตัวเองที่ไม่รักดี ความคาใจ ความสงสัย และความรู้สึกเดจาวูที่เกิดขึ้นมันอัดแน่นจนอกแทบระเบิด น้ำเสียงที่คุ้นหู ท่าทางกวนประสาทหน้านิ่ง และคำพูดที่แฝงนัยบางอย่างราวกับรู้จักเธอมาแรมปีของคุณหมอคนนั้น มันต้องมีคำอธิบายมากกว่าแค่หมอแกล้งคนไข้

เพื่อกู้ศักดิ์ศรีและสมาธิในการทำงานกลับคืนมา เธอจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่

หญิงสาวเอื้อมมือไปคว้าแท็บเล็ตขึ้นมา นิ้วเรียวรัวกดเปิดเบราว์เซอร์กูเกิลอย่างรวดเร็ว เธอพิมพ์ชื่อและนามสกุลสะกดตามใบสั่งนัดของโรงพยาบาลลงไปในช่องค้นหาทันที

‘นพ. ภัทรเดช อัศวเหมินทร์’

หน้าจอแสดงผลปรากฏข้อมูลขึ้นมามากมายทันตา สมกับที่เป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งชื่อดัง มีทั้งลิงก์บทความวิชาการทางการแพทย์ ข่าวการคว้ารางวัลแพทย์ดีเด่นสาขาศัลยศาสตร์ และหน้าประวัติบุคลากรบนเว็บไซต์หลักของโรงพยาบาล เพลงพิณกดคลิกเข้าไปดูประวัติโดยละเอียด

ประวัติตรงหน้าจอแท็บเล็ตบอกว่าเขาเรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และเมื่อสายตาไล่ไปสะดุดเข้ากับบรรทัดที่ระบุถึงประวัติการศึกษาระดับมัธยมปลาย ดวงตาของเพลงพิณก็เบิกกว้างขึ้นทันที หัวใจกระตุกวูบไปหนึ่งจังหวะ

‘มัธยมศึกษาตอนปลาย: โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย...’

โรงเรียนนี้ มันเป็นโรงเรียนเดียวกับที่เธอเคยเรียนตั้งแต่มัธยมต้นยันมัธยมปลาย! และเมื่อคำนวณจากอายุปัจจุบันของเขาที่ประมาณ 32 ปี ซึ่งมากกว่าเธอที่อายุ 27 ปีอยู่ 5 ปีเต็ม นั่นหมายความว่าในอดีตตอนที่เธอเพิ่งก้าวขาเข้าสู่รั้วโรงเรียนในฐานะเด็ก ม.1 หน้าใหม่ หมอภัทรเดชก็คือพี่ใหญ่ ม.6 ที่กำลังเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันเป๊ะ ๆ ชนิดที่ไม่ผิดเพี้ยน

ภาพความทรงจำเก่า ๆ สมัยขาสั้นคอซองแล่นย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน แวบเข้ามาในหัว เป็นเหตุการณ์ในเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียนที่ฟ้ามืดครึ้มฝนตั้งเค้า

วันนั้นเพลงพิณในชุดนักเรียน ม.ต้น เสื้อคอซองตัวโคร่ง เดินไปส่งสมุดที่ตึกเรียนของพวกพี่ ม.ปลาย อาคารเรียนเริ่มเงียบเหงาเพราะนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านกันหมดแล้ว แต่ในซอกตึกมืด ๆ หลังห้องเก็บของเก่า เธอกลับได้ยินเสียงเอะอะโวยวายและเสียงหัวเราะเยาะหยันของกลุ่มเด็กเกเรประจำโรงเรียน ด้วยความที่เป็นคนรักความถูกต้องและเห็นคนโดนรังแกไม่ได้ เท้าเรียวในรองเท้าพละสีขาวจึงก้าวตามเสียงนั้นไปทันที

สิ่งที่เธอเห็นคือ รุ่นพี่ ม.6 คนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ปลอกแขนเสื้อนักเรียนหลุดลุ่ย กระเป๋าหนังสือถูกเทกระจาย ข้าวของกระจัดกระจายไปทั่ว พื้นผิวเนื้อที่อ้วนท้วนและดำคล้ำของเขาพยายามก้มลงขุดหาสิ่งของบางอย่าง ท่ามกลางเสียงหัวเราะสะใจของรุ่นพี่ตัวโตอีกสองสามคน

‘เฮ้ย! ไอ้แว่นอ้วน แกหาแว่นตาไม่เจออ๋อ ว้า แย่จัง สายตาสั้นตั้งแปดร้อย ถ้าไม่มีแว่นจะเดินกลับบ้านยังไงวะเนี่ย หรือต้องคลานกลับ’

เด็กหนุ่มรุ่นพี่ ม.6 คนนั้นไม่ตอบ เขาทำเพียงก้มหน้า ตัวสั่นงันงกด้วยความอับอายและหวาดกลัว เลนส์แว่นหนาเตอะที่เคยสวมอยู่บัดนี้ถูกเหยียบจนเลนส์ร้าวตกอยู่ไม่ไกล ใบหน้าอ้วนกลมก้มจนชิดอก ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนที่รังแก

‘พวกพี่ทำอะไรกันน่ะ โตจนจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ยังทำตัวเป็นอันธพาลรังแกคนไม่มีทางสู้อีกเหรอ!’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป