บทที่ 2 2

วันแรกที่เด็กน้อยเข้าไปที่บ้านหลังใหญ่ของไตรภพ เธอจำได้ดีว่าถูกมองด้วยสายตาดุดันจากคุณหญิงโสภิตาและสายตาเรียบเฉยจากคุณเอมอร ภรรยาของไตรภพ พร้อมทั้งยังมีลูกชายของไตรภพทั้งสองคน นั่นคือ ‘คุณใหญ่ เตชินท์ อารยรุ่งโรจน์’ ที่อายุมากกว่าเธอสิบกว่าปี และ ‘คุณเล็ก เตวิช อารยรุ่งโรจน์’ ที่อายุเท่ากันกับตนเอง ทำให้ไอวารินรู้สึกดีที่ตัวเองพอจะมีเพื่อนเล่นบ้าง แม้ว่าบ้านหลังนี้ไตรภพจะดูเป็นคนเดียวที่ต้อนรับเธอก็ตาม

แต่ไม่น่าเชื่อว่าความสดใสของไอวารินจะทำให้คุณหญิงโสภิตาและคุณเอมอรให้ความเอ็นดูอย่างรวดเร็ว ไอวารินเป็นเด็กขยัน งานเล็กงานน้อยก็หยิบจับช่วยผู้ใหญ่หมด และที่สำคัญยังตั้งใจเรียนจนผลการเรียนได้อันดับหนึ่งมาโดยตลอด ทำให้กำแพงภายในใจของคุณหญิงโสภิตาและคุณเอมอรหมดสิ้นไปในทันที จะมีก็แต่เตชินท์ ลูกชายคนโตของไตรภพกับเอมอรที่มักจะส่งสายตาเย็นชาและดูไม่ชอบเธออยู่ตลอดเวลา ทำให้ไอวารินไม่กล้าที่จะทำความคุ้นเคยกับเขา จะมีก็แต่เตวิชที่เข้ามาพูดคุยและเป็นเพื่อนเล่นจนทั้งคู่สนิทสนมกัน

เวลาล่วงเลยมาจนไอวารินอายุได้สิบห้าปี ความโศกเศร้าก็มาเยือนอีกครั้ง เมื่อหมอตรวจพบมะเร็งสมองของไตรภพ ทำให้ต้องจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหัน แต่ก่อนจากไป ไตรภพก็ไม่ลืมที่จะฝากฝังไอวารินกับคนที่บ้านเอาไว้ และขอให้ทุกคนให้การเลี้ยงดูเด็กสาวจนกว่าจะเรียนจบ หรือพร้อมที่จะออกไปมีชีวิตอิสระ และคุณหญิงโสภิตากับคุณเอมอรก็ทำตามที่ไตรภพฝากฝังไว้อย่างดีมาโดยตลอด ในขณะที่ไอวารินเองก็บอกกับตัวเองเสมอว่าจะไม่มีวันทำให้ผู้มีพระคุณต้องผิดหวัง

ตั้งแต่นั้นมา ไอวารินจึงตั้งใจเรียน และพยายามตอบแทนพระคุณของท่านทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่นการทำอาหารในวันนี้ที่เธอตั้งใจทำแต่อาหารโปรดของคุณๆ เพื่อฉลองในโอกาสที่ตนเองเรียนจบเมื่อไม่กี่วันมานี้

“ขออนุญาตค่ะ”

ไอวารินเอ่ยอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องรับแขกซึ่งตอนนี้คุณหญิงโสภิตาและคุณเอมอรนั่งรอเธออยู่ก่อนแล้ว ทั้งคู่มองมาที่เด็กสาวอย่างเอ็นดู

“เห็นช้อยบอกว่าหนูขวัญกำลังทำอาหารอยู่ ฉันขอเวลาครู่เดียวนะ” คุณหญิงโสภิตาพูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ คุณหญิงย่ามีอะไรจะเรียกใช้ขวัญหรือเปล่าคะ” ไอวารินพูดอย่างนอบน้อม แม้ว่าคุณหญิงโสภิตาจะไม่เคยทำเหมือนเธอเป็นเพียงเด็กสาวรับใช้ แต่เธอก็พึงระลึกเสมอว่าไม่ควรทำตัวเทียมทัดกับคุณๆ ในบ้าน

“คุณแม่ท่านไม่ได้จะเรียกใช้ขวัญหรอกจ้ะ ท่านแค่มีเรื่องสำคัญอยากจะบอกขวัญ” เอมอรพูดด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับมองไอวารินอย่างพินิจพิเคราะห์ เด็กน้อยในวันนั้นกลายเป็นเด็กสาวที่สวยสะพรั่งจนหนุ่มๆ ต่างเข้ามาขายขนมจีบบ่อยๆ

“มีเรื่องอะไรเหรอคะ” หญิงสาวเงยหน้าถามด้วยความงุนงง

“เรียนจบแล้ว เราวางแผนชีวิตไว้ว่ายังไงบ้าง” คุณหญิงโสภิตาเข้าเรื่องทันที

“ก็…ขวัญว่าจะหางานทำค่ะ น่าจะสมัครงานที่บริษัทเกี่ยวกับด้านอาหาร เพราะขวัญชอบทำอาหาร คิดว่าน่าจะทำออกมาได้ดีค่ะ”

ไอวารินพูดด้วยรอยยิ้ม เธอเรียนจบบริหารมาก็จริง แต่ก็มีใจรักในการทำอาหาร ดังนั้นจึงอยากนำความรู้ที่มีมาผสมผสานกับความชอบของตน นั่นคือการเข้าไปบริหารงานในบริษัทที่เกี่ยวกับการผลิตอาหารแปรรูปนั่นเอง

“จริงๆ ที่ขวัญพูดมาฉันก็รู้สึกเห็นดีเห็นงามด้วยหรอกนะ แต่ว่า…ฉันอยากให้ขวัญมาช่วยงานที่บริษัทก่อนดีไหมจ๊ะ” คุณหญิงโสภิตาเอ่ยถามอย่างรักษาน้ำใจ ด้วยความที่ไม่ใช่คนชอบบังคับจิตใจใคร แต่กับเรื่องนี้ก็มีเหตุผลเช่นกัน

“เอ๋…ที่บริษัทกำลังขาดคนเหรอคะ” เอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะบริษัทที่คุณหญิงโสภิตาว่าคือบริษัทนำเข้ารถยุโรป ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของเตชินท์ ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ประธานบริษัทได้อย่างดีมาโดยตลอด ทำให้ตระกูลอารยรุ่งโรจน์มีสินทรัพย์มากขึ้นปีละหลายสิบล้าน

“ก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ ฉันกับคุณหญิงแม่เห็นว่า ตอนนี้ ขวัญเองก็เรียนจบแล้ว ถ้าลองทำงานในบริษัทของครอบครัวเราก็คงไม่เสียหายอะไร ดีเสียอีกจะได้มีคนไปทำงานเป็นเพื่อนตาเล็กเขา”

เอมอรกำลังนึกถึงลูกชายคนเล็กของเธอ ที่แม้จะเรียนจบบริหารมาเหมือนกับไอวาริน แต่กลับดันชื่นชอบที่จะเป็นนักดนตรีและมักจะออกไปเล่นดนตรีดึกดื่น ไม่สนใจธุรกิจครอบครัว หากได้หญิงสาวเป็นเพื่อนเข้าบริษัท อาจทำให้เตวิชสนใจงานของที่บ้านได้

“คุณเล็กนี่...ขวัญไม่แน่ใจว่าจะอยากทำงานตามขวัญหรือเปล่า”

หญิงสาวยิ้มด้วยความร่าเริงเมื่อพูดถึงเตวิช ชายหนุ่มที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิท และความสนิทสนมกันของทั้งคู่ก็ทำให้ความรู้สึกของไอวารินที่มีต่อเตวิชเปลี่ยนไป และมั่นใจว่าเขาเองก็รู้สึกดีกับเธอไม่ต่างกัน ความผูกพันก่อเกิดเป็นความรักที่ทั้งคู่ต่างมีความสุขที่ได้อยู่เคียงข้างกันในทุกวัน

“เอาเถอะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ฉันอยากให้หนูขวัญไปช่วยงานหรอก จริงๆ ฉันอยากให้ขวัญไปช่วยงานตาใหญ่” คุณหญิงโสภิตาพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป