บทที่ 3 3

“ถ้านั่นเป็นความต้องการของคุณหญิงย่า ขวัญก็ยินดีค่ะ” ตอบอย่างไม่อิดออด แม้จะอดเกร็งไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา เธอกับเตชินท์พูดคุยกันแทบจะนับคำได้เลย นี่หากต้องไปทำงานกับชายหนุ่มมีหวังได้อึดอัดมากกว่านี้ แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อมันเป็นความต้องการของคุณหญิงท่าน เธอเองก็ไม่ควรที่จะปฏิเสธ

“ฉันอยากให้หนูขวัญไปเป็นเลขาฯ ให้กับตาใหญ่ จะได้คุ้นเคยกันไว้”

คุณหญิงโสภิตายิ้มอย่างอ่อนโยน แต่คนฟังอย่างไอวารินเกิดความแปลกใจขึ้นมาทันที ‘จะได้คุ้นเคยกันไว้’ อย่างนั้นเหรอ ทำไมเธอกับเตชินท์จะต้องคุ้นเคยกันด้วย

“ฉันรู้ว่าเรื่องมันอาจจะกะทันหันสำหรับขวัญไปหน่อย แต่ฉันกับคุณแม่คิดว่า ตอนนี้ มันสมควรแก่เวลาแล้วจ้ะ” เอมอรพูดอย่างหยั่งเชิง เพราะรู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่พอสมควร และไอวารินเองอาจไม่พอใจก็เป็นได้

“ขวัญกับตาใหญ่จะต้องแต่งงานกันในเดือนหน้านี้”

คุณหญิงโสภิตาพูดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ในขณะที่ไอวารินรู้สึกตกใจจนเผลอเงยมองหน้าผู้มีพระคุณอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

“คะ? มะหมายความว่าไงคะ ทำไมขวัญกับคุณใหญ่ต้องแต่งงานกัน” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ภาวนาให้ตัวเองหูฝาดไป

“ก่อนที่ไตรภพจะจากพวกเราไป สิ่งที่เขาสั่งเสียไว้ไม่ได้ขอให้ฉันดูแลหนูขวัญเท่านั้น แต่ไตรภพยังห่วงขวัญและอยากให้หนูขวัญลงเอยกับตาใหญ่ เพราะเชื่อว่าตาใหญ่คือผู้ชายที่ดีที่สุดที่จะดูแลและทำให้หนูขวัญมีความสุขได้ ตอนนี้ หนูขวัญเองก็เรียนจบแล้ว ย่าคิดว่าขวัญพร้อมแล้วที่จะเป็นเจ้าสาวของตาใหญ่ และพร้อมที่จะมีหลานให้เอมอรได้เลี้ยงสักคน” คุณหญิงโสภิตาพูดด้วยความผ่อนคลาย และแทนตัวเองว่า ‘ย่า’ เพื่อให้ไอวารินรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

“คุณใหญ่รู้เรื่องนี้หรือเปล่าคะ คุณใหญ่ไม่น่าจะตกลงนะคะ เพราะว่าขวัญกับคุณใหญ่...เราไม่ได้รักกัน” พูดด้วยความมั่นใจ เพราะแอบคิดว่าเตชินท์ต้องไม่ชอบตนอยู่กลายๆ ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เขาคอยที่จะหลบหน้าเธอตลอดเวลา

“ตาใหญ่รู้เรื่องนี้มาตลอด เพราะคุณไตรภพเป็นคนฝากฝังเรื่องนี้กับตาใหญ่โดยตรง นั่นเลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมทุกวันนี้ ตาใหญ่ถึงควงสาวเล่นๆ ไปเรื่อยและไม่คิดจริงจังกับใคร เพราะรู้ไงจ๊ะว่าเจ้าสาวของเขาคือขวัญเท่านั้น” เอมอรพูดด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าไอวารินจะเป็นลูกสาวคนรักเก่าของสามี แต่นางก็มีเหตุผลมากพอที่จะรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรไปถือโทษโกรธเด็ก อีกอย่าง ไอวารินก็เป็นเด็กดี เลยไม่นึกรังเกียจที่จะได้มาเป็นลูกสะใภ้คนโต

“ตะ แต่ว่า….” ไอวารินถึงกับพูดไม่ออก ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ เธอไม่ได้รักเตชินท์ ผู้ชายที่ตนเองรักคือเตวิชต่างหาก แล้วจะให้แต่งงานกับอีกคนได้อย่างไรกัน

“หรือว่าหนูขวัญมีคนรักอยู่แล้วจ๊ะ” คุณหญิงโสภิตาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลใจ

“เปล่าค่ะ ขวัญยังไม่มีใคร เพียงแต่ขวัญแค่คิดว่าคุณใหญ่ไม่รักขวัญ ส่วนขวัญเองก็ไม่ได้รักคุณใหญ่ มันจะเป็นไปได้เหรอคะ” หญิงสาวเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพที่สุด เพราะเกรงใจผู้มีพระคุณ

“ที่หนูขวัญคิดแบบนี้เพราะเรากับตาใหญ่ไม่ค่อยได้คุยกัน ย่าเลยอยากให้หนูไปเป็นเลขาฯ ให้ตาใหญ่ไง สองคนจะได้สนิทกันมากขึ้น ส่วนเรื่องไม่ได้รักกันตอนนี้ ย่าเชื่อว่าไม่นาน หนูขวัญจะต้องรักตาใหญ่อย่างแน่นอน” หญิงสูงวัยพูดด้วยความมั่นใจ

“ขะ ขอโทษค่ะ ขวัญแค่ช็อกทำอะไรไม่ถูก” พูดจากใจจริง เพราะไม่รู้จะปฏิเสธต่ออย่างไร แต่จะให้แต่งงานกับเตชินท์ก็เป็นเรื่องที่เธอไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ได้แต่ภาวนาว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

“เอาเถอะ ฉันเข้าใจจ้ะ เอาเป็นว่า เดี๋ยวเรารอคุยเรื่องนี้กันอีกทีตอนเย็น ตอนที่ตาใหญ่กลับมาดีไหม” เอมอรพูดขึ้นเพราะไม่อยากบีบบังคับไอวารินมากนัก

“ขอบคุณนะคะที่เข้าใจขวัญ” หญิงสาวยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“ถ้าอย่างนั้น หนูขวัญไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องทำกับข้าวนะ ให้ช้อยทำไป ย่าอยากให้ขวัญได้มีเวลาทบทวนเรื่องนี้” คุณหญิงโสภิตาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนไม่สามารถปฏิเสธได้

“ค่ะ คุณหญิงย่า”

ไอวารินรับคำ ก่อนจะเดินออกจากห้องรับแขกไปด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ใช่ว่าอยากขัดคำสั่งของคุณหญิงโสภิตา แต่เธอไม่ได้รักคุณใหญ่ และตอนนี้ก็หมดยุคของการจับคลุมถุงชนแล้ว

หญิงสาวรู้ดีว่าไตรภพคงหวังดีอยากให้ได้เจอกับผู้ชายที่ดี แต่การที่จะให้แต่งงานกับเตชินท์ ผู้ชายที่แม้แต่หน้าเธอเขาก็แทบไม่อยากมองเช่นนี้ เป็นเหมือนการทรมานทั้งสองฝ่ายให้ต้องฝืนอยู่ด้วยกันเสียเปล่าๆ

แต่คำสั่งก็คือคำสั่ง ที่ผ่านมา ไอวารินคิดมาตลอดว่าถ้ามีโอกาสให้ได้ตอบแทนบุญคุณของทั้งสองท่าน ต่อให้เป็นเรื่องยากแค่ไหน เธอก็ยินดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเธอถึงคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

“ของขวัญ!” ทันใดนั้น เสียงชายหนุ่มขี้เล่นอย่างเตวิชก็ดังขึ้น พร้อมกับเข้ามาแตะตัวไอวารินจากด้านหลัง ทำเอาเธอตกใจไม่น้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป