บทที่ 12 Ep.12
“ในเมื่อเธอรั้นนัก พี่ก็จำเป็นต้องจัดการกับคนของเธอแทน พี่ไม่ยอมให้เธออยู่ใกล้ผู้หญิงวิปริตผิดเพศอย่างแม่เลขาของเธอแน่ ฆฤษวี” ฆฤณเอนตัวพิงพนักเก้าอี้พรางคิดถึงสาวผมซอยสั้นกับหน้าตาจืดชืดของหล่อนพร้อมกับคิดหาวิธีกำจัดเจ้าหล่อนให้อยู่ห่างน้องสาวของเขามากที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้อยู่เพียงลำพัง
ฆฤณตัดสินใจลุกจากเก้าอี้ตัวใหญ่หลังจากพยายามปัดภาพแม่สาวทอมบอยหน้าหวานนั่นออกไปจากความคิดไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาพิศวาสในตัวเจ้าหล่อนถึงขนาดเก็บเอามาคิดถึงแต่เป็นเพราะเขากำลังหาวิธีขจัดหล่อนออกไปจากชีวิตของฆฤษวียังไม่ได้ต่างหากและนั่นทำให้เขาหงุดหงิดจนไม่มีกระจิตกระใจจะทำงานอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอุณหภูมิเย็นจัดอีกแม้แต่นาทีเดียว
ความคิดที่จะไปหาคนปรึกษาผุดขึ้นกะทันหันในนาทีนี้เอง เพื่อนที่เขานึกถึงก็มีอยู่แค่ ๒-๓ คนเท่านั้นและหนึ่งในนั้นก็หนีไม่พ้นตรีศูลเพื่อนร่วมโรงเรียนกันมาตั้งแต่ระดับประถมจนจบชั้นมัธยมต้น ต่อจากนั้นก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเรียนต่อก่อนจะกลับมาร่วมเรียนระดับมหาวิทยาลัยในต่างแดนอีกครั้ง เขาและตรีสูรจึงกลายเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากที่สุดในกลุ่มเพื่อนร่วมเรียน
เขาตัดสินใจเลือกที่จะปรึกษากับตรีศูลหลังไต่ตรองจนถ้วนถี่แล้วว่าเรื่องที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่นั้นสืบเนื่องมาจากเรื่องของฆฤษวีและต้นเหตุที่แท้จริงของเรื่องราวทั้งหมดก็เกิดมาจากตรีภพน้องชายเพื่อนของเขาด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นคนที่รู้เรื่องราวในอดีตดีอยู่แล้วอย่างตรีศูลน่าจะเป็นที่ปรึกษาที่ดีของเขา เพื่อนน่าจะช่วยเขาได้ดีกว่าใครในเรื่องนี้
“ว่าไงไอ้ฆฤณ แกมีธุระอะไรกับฉันวะถึงโทรมาตอนนี้” ตรีศูลเหลือบมองนาฬิกาข้อมือก่อนส่งเสียงถามเพื่อนไปตามสาย
“แกว่างหรือเปล่าวะไอ้ตรี ฉันมีเรื่องอยากจะปรึกษาวะ” เขาถามพร้อมกับเดินเร็วไปที่รถของตน ไม่สนใจบรรดาพนักงานที่ยกมือไหว้เขากันเป็นทิวแถวทันทีที่เขาก้าวผ่าน
“สงสัยจะเป็นเรื่องสำคัญมากละสิ แกถึงโทรหาฉันก่อนเลิกงานแบบนี้”
“เรื่องของยัยวี” เขาตอบพรางก้าวขึ้นรถคันใหญ่พร้อมกับดึงประตูปิดและสตาร์เครื่องยนต์เตรียมเดินทางไปหาเพื่อนที่บริษัท
“วี...ทำไมวะ” ตรีศูลข้องใจ
“ฉันกำลังไปหาแกที่บริษัท เอาไว้เดี๋ยวค่อยคุยกัน”
ฆฤณบอกเพื่อนก่อนจะตัดสายและนำรถแล่นออกจากบริษัทของตนไปตามถนนที่คราคล่ำไปด้วยรถมากมายและมันก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดซึ่งเป็นเรื่องปกติของชีวิตคนเมืองกรุง เมื่อรถไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ เขาจึงกวาดสายตามองรอบกายไปเรื่อย ๆ อย่างไม่เจาะจงอยู่กับสิ่งใดกระทั่งหางตาเหลือบเห็นหญิงสาวคุ้นตาภายในรถยุโรปคันใหญ่ซึ่งจอดอยู่เคียงกันกับรถของเขา
“ยัยทอมสองพันสิบเอ็ดนี่หว่า” ฆฤณมุ่นคิ้วเหลือบตามองรถข้าง ๆ อย่างไม่พอใจ อคติในใจทำให้เขาจับผิดเจ้าหล่อนได้ทุกเรื่อง
“ฮึ...ถือว่าเป็นคนโปรดของยัยวีหละสิ ถึงกล้าหนีงานออกมาก่อนเวลาแบบนี้ได้”
การจราจรเริ่มขยับทำให้รถของทิพย์ลดาเคลื่อนตัวนำหน้ารถของเขาอยู่เล็กน้อย ดูจากช่องทางการจราจรแล้วหล่อนจะต้องเลี้ยวขวาแยกหน้าส่วนเขาอยู่ในช่องทางที่ต้องตรงไปซึ่งเป็นเส้นทางไปบริษัทของตรีสูร ฆฤณตัดสินใจตบไฟเลี้ยวเข้าช่องทางขวามืออย่างรวดเร็ว
ทิพย์ลดาหักพวงมาลัยเลี้ยวขวาเคลื่อนรถไปตามเส้นทางมุ่งหน้าไปพบพี่ชายตามที่นัดหมายกันไว้ โชคดีที่สัปดาห์นี้ทัยวัตพี่ชายคนที่สามเป็นตัวแทนพ่อและพี่ ๆ คนอื่นมาดูแลความเป็นอยู่ของเธอแทนทุกคนเพราะในบรรดาพี่ชายทั้งสี่ ทัยวัตถือว่าเป็นพี่ชายที่เข้าใจเธอมากที่สุดแล้ว
ครอบครัวของเธอประกอบไปด้วยพ่อทศหรือกำนันทศของชาวโคราช ที่แค่เอ่ยชื่อ รับรองทุกคนต้องรู้จักบิดาของเธออย่างแน่นอน ไม่ใช่เพราะตำแหน่งกำนันของท่านแต่เพราะตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำจังหวัดนครราชสีมาของทัศน์พล พี่ชายคนโตและตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดของทานุทัตพี่ชายคนรองของเธอต่างหากที่ทำให้ทุกคนรู้จักพ่อทศของเธอเป็นอย่างดี ส่วนพี่ชายคนที่สามอย่างทัยวัตรับช่วงดูแลกิจการฟาร์มโคนมและไร่องุ่นซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัวต่อจากบิดา และทิษฏิพี่ชายคนสุดท้ายของเธอเลือกที่จะรับราชการรับใช้ประชาชนในอาชีพตำรวจ ปัจจุบันทิษฏิติดยศร้อยตำรวจโท เป็นผู้กองหนุ่มเนื้อหอมประจำสภอ.เมืองนครราชสีมาอยู่ในขณะนี้
ทิพย์ลดาเหลือบมองนาฬิกาด้วยความร้อนใจ รู้สึกผิดที่ต้องให้พี่ชายเป็นฝ่ายรอ เธอรีบต่อโทรศัพท์ถึงทัยวัตทันทีเมื่อใกล้ถึงสถานที่นัดหมาย
“พี่วัต รถมันติดมากเลยอ่ะ รอทิพย์อีกแป๊บหนึ่งนะ” เธอรีบรายงานพี่ชายทันทีที่เขารับสาย
“ไม่ต้องมาทำเสียงสำนึกผิดแบบนั้นหรอกน่า พี่รอแกได้อยู่แล้วถ้าแกจะมาก่อนเที่ยงคืนของวันนี้เจ้าทิพย์” ทัยวัตตอบประชดน้องสาวผ่านไปตามสาย
