บทที่ 9 ขอเรียกแค่บนเตียงก็พอ
ตอนที่ 9
ขอเรียกแค่บนเตียงก็พอ
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันกลับมามองเธอเต็มตา
“ไม่ได้หลงตัวเองหรอก แต่คนแถวนี้ต่างหาก…ที่หลงกู”
“ฉันไปหลงคุณตอนไหนไม่ทราบ”
สายตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย ริมฝีปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่ใช่เหรอ…หื้ม? วันนั้นยังครางชื่อกูอยู่เลย”
ร่างอรชรหน้าแดงวาบทันที รีบเม้มปากแน่น ตวัดตาค้อนเขาแรง ๆ แต่ยิ่งปฏิเสธ รอยยิ้มยียวนของไดม่อนก็ยิ่งมากขึ้น
“ไอ้ม่อน!”
เวย์กับปอร์เช่ เดินเข้ามาพร้อมกัน ก่อนที่เวย์จะเอาแขนพาดกอดคอเพื่อนทันที
“ทีมรอมึงอยู่…มายืนล่อสาวอะไรตรงนี้”
ปอร์เช่หัวเราะเสริม
“ไปเถอะ เดี๋ยวสาว ๆ ฝั่งนู้นรอเซ็งหมด”
ไดม่อนปรายตาคมมองน้ำชาแวบหนึ่ง ริมฝีปากหยักกระตุกขึ้นน้อย ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายอมให้เพื่อนลากกอดคอไปทางสนามเหมือนเคย
เหลือเพียงน้ำชาที่ยืนกอดอก ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ประสาท…”
เสียงลูกบาสกระทบพื่นดังขึ้นถี่ ๆ เมื่อพวกผู้ชายเริ่มวิ่งวอร์มอัปกลางสนาม
เวย์เอียงตัวมากระซิบถามทันทีที่ได้จังหวะ
“เมื่อกี้คุยอะไรกัน นานเชียว”
ไดม่อนปรายตามองเพื่อน ริมฝีปากขยับตอบเรียบ ๆ
“เปล่า”
“เปล่าอะไรล่ะ มึงนี่มันแปลก ๆ นะเว้ย หรือว่า…ชอบน้องเขาเข้าให้แล้ว?”
คำถามนั้นทำเอาเวย์หันมาสบตาพร้อมกัน สีหน้าทั้งคู่เต็มไปด้วยแววอยากรู้
ไดม่อนหยุดก้าวไปชั่วครู่ ก่อนหัวเราะในลำคอแล้วตอบเสียงต่ำ
“ยัยนั่นมีอะไรให้น่าชอบกัน”
แต่ถึงปากจะว่าอย่างนั้น ดวงตาคมกลับหันไปยังร่างบางที่ยืนกอดอกพิงรั้วอยู่ฝั่งตรงข้ามสนามโดยอัตโนมัติ ภาพเธอในชุดนักศึกษาธรรมดา ๆ กลับดึงสายตาเขาไม่ยอมปล่อย
เสียงนกหวีดดังขึ้นพร้อมกับเสียงเชียร์รอบสนามที่เริ่มคึกคัก กลุ่มนักศึกษาทยอยเข้ามานั่งริมสนาม
เวย์หันไปพูดขึ้นพลางยืดตัวบิดขี้เกียจ
“ได้ข่าวว่าไอ้สายลมมันจะลงแข่งด้วย”
ไดม่อนยกมือเสยผม ล้วงกระเป๋ากางเกงเหมือนไม่ใส่ใจ
“เรื่องของมันสิ”
ปอร์เช่หัวเราะเบา ๆ
“เออว่ะ…แต่ไอ้ไดมึงไม่สังเกตเหรอ ช่วงนี้มันโคตรจะวอแวน้องคนนั้นของมึงเลย”
เวย์ยักคิ้วเป็นเชิงแซว
“ดูก็รู้…คุยกันกระหนุงกระหนิงขนาดนั้น มันมีแผนอะไรรึเปล่าวะ”
เสียงรอบสนามยังดังต่อเนื่อง แต่สำหรับไดม่อน โลกกลับเงียบลงเมื่อสายตาคมเหลือบไปเห็นภาพตรงหน้า สายลมกำลังยืนอยู่ข้างรั้วสนามบาส เอียงตัวคุยกับน้ำชาที่ยืนหัวเราะเบา ๆ อย่างผ่อนคลาย บรรยากาศระหว่างทั้งสองดูสนิทสนมจนคนมองจากไกล ๆ ยังสัมผัสได้
เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น การแข่งขันจบลงท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงปรบมือ นักศึกษาทยอยแยกย้ายออกจากขอบสนาม บรรยากาศคึกคักค่อย ๆ คลายลง
ไดม่อน ยืนพิงเสาเหล็กข้างสนาม ชุดช็อปสีเข้มชุ่มไปด้วยเหงื่อ มือใหญ่กอดอก สายตาคมจับจ้องไปอีกฝั่งโดยไม่พูดอะไร
ไม่กี่อึดใจสายลมก็เดินตรงมาทางนั้นเช่นกัน เขาใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อพลางหันมามองตรง สายตาคมวาวเจือรอยยิ้ม
“มีอะไรจะคุยกับกูงั้นเหรอ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทัก คล้ายจะรู้ทันในสิ่งที่ไดม่อนคิด
“กูบอกแล้วงไง ว่าอย่าให้กูเตือนมึงอีกรอบ”
“เหอะ...เรื่องอะไร เห็นเตือนกูหลายเรื่องเลย”
สายลมยักคิ้วถามอย่างท้าทาย
“.........”
ไดม่อนไม่พูดอะไรเพียงแค่มองหน้าชายตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา จนสายลมเผลอหลุดหัวเราะออกมาน้อย ๆ
“กูก็ไม่ได้ยุ่งอะไรหรอก แต่น้องคนนั้นของมึงมีอะไรน่าสนใจขนาดนั้นว่ะ มึงถึงได้เป็นหมาบ้าได้ขนาดนี้”
“มีอะไรน่าสนใจหรือไม่น่าสนใจมึงไม่ต้องรู้หรอก ผู้หญิงมีเป็นร้อย กูขอคนนี้”
“แล้วถ้ากูไม่ให้ล่ะ ทีกูขอมึงยังไม่ให้กูเลย”
“ถ้ามึงจะรื้อฟื้นเรื่องปลายฟ้า กูคงไม่มีอะไรจะพูดต่อ”
ไดม่อนยืนนิ่ง แต่สายลมกลับก้าวเข้ามาอีกนิด เสียงทุ้มสั่นพร่าราวกับจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่
“งั้นสิ....น่าตลกจังเลยนะ กูยอมมึงจริง ๆ เลย ชีวิตคนทั้งคนไม่รู้สึกสลดเลยเหรอ”
“แล้วมึงจะให้กูทำยังไง”
สายลมเม้มปากแน่น ก่อนพูดออกมาราวกับระเบิดอารมณ์
“ทั้ง ๆ ที่เธอคือหัวใจของกู…แต่มึงไม่รักเธอ มึงจะให้ความหวังเธอทำไม!”
เสียงเขาสั่นสะท้าน ดวงตาแดงก่ำ
“……”
“กูไม่ได้โกรธที่เธอเลือกมึง…แต่กูโกรธเพราะมึงทำร้ายจิตใจเธอ!”
กรามแกร่งของไดม่อนขบแน่น ร่างสูงเงยหน้าขึ้นตอบชัดถ้อยชัดคำ
“กูไม่เคยให้ความหวังผู้หญิงของมึง…อย่ามาโบ้ยความผิดนั่นใส่กู”
สายลม กัดฟันแน่น ก่อนจะยกมือผลักไหล่ไดม่อนแรง ๆ
“คนเห็นแก่ตัวแบบมึง…น่าจะตายแทนเธอไปซะ ไม่น่าอยู่ให้รกโลกเลย!”
คำพูดกรีดลึกยิ่งกว่าแรงผลัก ร่างสูงของไดม่อนนิ่งค้าง กรามขบแน่น สายตาคมกริบวาวขึ้นด้วยโทสะที่ถูกกดข่ม
แต่สายลมไม่รอคำตอบ เขาหันหลังเดินจากไปทันที ร่างสูงไหวเล็กน้อยราวกับกำลังสั่นด้วยความโกรธปนเจ็บปวด
เหลือเพียงไดม่อนที่ยืนกอดอกพิงเสาเงียบ ๆ สายตาทอดตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปจนลับมุม คำพูดเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหัว
ไดม่อนเดินไหล่ผึ่งในชุดช็อป ก้าวมุ่งตรงไปยังรถที่จอดอยู่ ร่างสูงเต็มไปด้วยรัศมีดุดันจนใคร ๆ ต่างเหลียวมอง แต่ยังไม่ทันจะกดรีโมทเปิดประตู เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังไล่ตามมาติด ๆ
“เมื่อกี้…คุณเล่นบาสสุดยอดเลย”
น้ำชายืนยิ้มหอบเล็กน้อยเหมือนเพิ่งวิ่งตามเขามาจริง ๆ
