บทที่ 10 ทวงสิทธิ์แฟน(กำมะลอ)​

“ต้องไปทำงานพาร์ตไทม์ก่อนค่ะ ร้านชาบูหลังมหา’ ลัย...” เธอยิ้มแห้ง พลางชี้มือไปทางถนนอีกฝั่ง “พี่ส่งหนูแค่หน้ามอ.ก็ได้นะคะ เดี๋ยวหนูเดินไปเอง...”

“เธอทำงานที่นั่น?”

“ค่ะ เป็นพนักงานเสิร์ฟ” เธอพยักหน้าเหมือนเป็นเรื่องปกติ “ถ้าพี่จะไปส่ง หนูก็ต้องลงตรงนั้นแหละ”

คินน์มองเธอเงียบๆอยู่สองวินาที ก่อนจะพยักหน้าไปทางเบาะผู้โดยสาร

“ขึ้นไปก่อน คุยกันบนรถ”

ปั้นแป้งทำหน้างง แต่ก็ยอมสอดตัวเข้าไปนั่งแต่โดยดี

บรรยากาศในห้องโดยสารบุหนังราคาแพงอึดอัดจนปั้นแป้งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ทำได้แค่นั่งเกร็งบีบสายกระเป๋าผ้าแน่น

ผิดกับเจ้าของรถที่บังคับพวงมาลัยมือเดียวด้วยท่าทางสบายๆ ทว่านิ้วเรียวกลับเคาะจังหวะเบาๆคล้ายกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง

“ทำไมต้องไปทำงาน?” จู่ๆเสียงทุ้มก็โพล่งทำลายความเงียบขึ้นมาดื้อๆ

คำถามนั้นทำให้ปั้นแป้งหันไปมอง ก่อนจะหัวเราะเบาๆออกมา

“ก็ดูสภาพหนูสิคะ บ้านไม่ได้รวยเหมือนพี่นี่นา...หนูแค่อยากช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวเท่าที่ทำได้ แค่นั้นเองค่ะ”

คำตอบเรียบง่าย แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกจุกในอกแปลกๆ

เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆกำลังพูดถึงความลำบากด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เหมือนมันเป็นเรื่องปกติของชีวิต...

ต่างจากโลกของเขา ที่เงินไหลมาเทมาจนไม่เคยต้องกังวลว่ามื้อหน้าจะกินอะไร

“ได้ชั่วโมงละเท่าไหร่?”

“ห้าสิบค่ะ”

ร่างสูงถึงกับใบ้กินไปชั่วขณะ

ห้าสิบบาทเนี่ยนะ? เศษเงินแค่นี้...ค่าขนมหมาโกลเด้นฯที่บ้านเขายังแพงกว่านี้เป็นสิบเท่า

“งั้นฉันจ่ายชดเชยให้สามเท่า” คินน์ยื่นคำขาดเสียงเข้ม “ลาออกซะ แล้วอยู่เฉยๆขืนคนอื่นรู้ว่าแฟนฉันต้องไปทำงานเสิร์ฟแลกเศษเงิน ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”

“ไม่เอาค่ะ!” เสียงใสสวนขวับทันควันแบบไม่ต้องคิด “หนูเป็นหนี้พี่ตั้งแสนแปด ขืนรับเงินพี่มาฟรีๆอีก ชาตินี้หนูคงได้ขายเครื่องในใช้หนี้พี่จริงๆแน่!”

เธอมองเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อ

“ถามจริงนะพี่...พี่จะบ้าเหรอ? หรือรวยจนเพี้ยนไปแล้วเนี่ย!”

คินน์ถึงกับชะงัก โดนด่าว่าบ้าเพราะจะเปย์เงินให้เนี่ยนะ?

เกิดมาทั้งชีวิตมีแต่คนวิ่งเข้าหาเงินเขา แต่ยัยเด็กหัวก้อนดันมองว่าการที่เขายัดเงินใส่มือให้ฟรีๆคือเรื่องเพี้ยนซะงั้น...

“เพี้ยนตรงไหน? แฟนบ้าที่ไหนเขาปล่อยให้แฟนตัวเองไปลำบากตรากตรำทำงานงกๆเสียชื่อฉันหมด”

“ก็เราเป็นแค่แฟนปลอมๆนี่คะ” ปั้นแป้งย้อน “ไม่ต้องมาเลี้ยงดูปูเสื่อหนูเหมือนเมียจริงๆสักหน่อย เอาเป็นว่าหนูไม่เอาเงินพี่จบนะคะ”

สุดท้ายคินน์ก็ต้องพ่นลมหายใจอย่างจำนน

“เออ...ก็ตามใจ”

ดื้อชะมัด...

โดนปฏิเสธข้อเสนอแถมโดนด่าว่าเพี้ยนใส่หน้าขนาดนี้ ปกติคุณชายจอมเผด็จการคงหัวเสียไปแล้ว แต่คินน์กลับไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด

แววตาคมกริบที่มองคนข้างๆเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม

ผู้หญิงที่รังเกียจเงินฟรีๆจากเขา...บนโลกนี้มันมีคนแบบนี้อยู่จริงๆด้วยเหรอเนี่ย...

รถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนมาจอดเทียบหน้าร้านชาบู ท่ามกลางสายตาแตกตื่นของคนทั้งซอย

“ฉันจะจอดรอจนกว่าเธอจะเลิกงาน แล้วไปส่งบ้าน”

“ไม่ต้องค่ะพี่ กว่าจะเลิกก็สี่ทุ่ม พี่กลับเถอะ” ปั้นแป้งรีบแย้งทันที ขืนให้นั่งรอสี่ห้าชั่วโมงมีหวังโดนบ่นหูชาแน่

“ฉันบอกว่าจะรอก็จะรอ” เขาตัดบทเด็ดขาด ไม่เปิดช่องให้เถียง “ลงไปทำงานได้แล้ว”

ปั้นแป้งอ้าปากค้าง มองหน้าหล่อๆที่ดูไม่ทุกข์ร้อนนั่นด้วยสายตาว่างเปล่า

ชีวิตคนรวยมันว่างจนไม่มีอะไรทำหรือไง!

ปกติคนเราควรเอาเวลาไปทำมาหากิน หรือไม่ก็กลับไปนอนตากแอร์ฉ่ำๆที่บ้านไม่ใช่เหรอ แต่นี่จะมานั่งกอดอกรอรับเด็กเสิร์ฟเนี่ยนะ?

ตรรกะคนรวยนี่มันเข้าไม่ถึงจริงๆ!

เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่งสายตาเอือมระอาใส่เขาแบบไม่ปิดบัง แต่คินน์กลับไม่สะทกสะท้าน ทำเพียงยักคิ้วข้างเดียวให้เหมือนไล่ให้ลงไปได้แล้ว

“โอเคค่ะ...ตามใจพี่เถอะ”

ปั้นแป้งบ่นงึมงำกับตัวเอง ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ พยายามปิดให้เบาที่สุดเพราะกลัวไม่มีตังค์จ่ายค่าซ่อม ทิ้งให้คนเอาแต่ใจปรับเบาะเอนหลัง หยิบมือถือขึ้นมาไถเล่นสบายใจเฉิบ

พอแผ่นหลังเล็กหายเข้าไปในร้าน คินน์ก็ลดระดับมือถือลง...

สายตาคมที่เมื่อกี้ทำเป็นไม่สนใจ กลับจ้องเขม็งผ่านกระจกร้านเข้าไป คอยสังเกตทุกอิริยาบถของยัยเด็กหัวก้อนไม่วางตา

เห็นคนตัวเล็กเดินวุ่นเสิร์ฟน้ำ เช็ดโต๊ะ หัวเราะร่าเริงกับลูกค้า...

คนอย่างเสือคินน์ต้องมานั่งเฝ้าเด็กเสิร์ฟเนี่ยนะ? บ้าบอชะมัด

เวลาล่วงเลยไปจนร้านใกล้ปิด คินน์เตรียมจะลงไปรับตามหน้าที่ แต่ภาพที่เห็นทะลุกระจกออกมาทำเอาคิ้วขวากระตุก

ไอ้เด็กหน้าจืดนั่นมันใคร?

ทำไมต้องไปยืนชิดขนาดนั้น? แล้วยัยก้อนแป้งนั่น...จะหัวเราะร่าเริงจนเห็นลิ้นไก่ขนาดนั้นเพื่อ? เห็นแล้วมันขัดหูขัดตาพิลึก!

รู้ตัวอีกที ร่างสูงก็ผลักประตูร้านชาบูเข้าไปแล้ว

ความหล่อโดดเด่นทำเอาพนักงานสาวๆหันมามองเป็นตาเดียว

แต่พอปะทะเข้ากับใบหน้าตึงเปรี๊ยะและแววตาดุดันเหมือนพร้อมจะมีเรื่องของเขา แต่ละคนก็ถึงกับต้องรีบก้มหน้าหลบตากันแทบไม่ทัน

หมับ!

มือหนาวางแหมะลงบนไหล่เล็ก ออกแรงบีบเบาๆแสดงความเป็นเจ้าของ

“คุยอะไรกันอยู่...สนุกเชียว”

“พ...พี่คินน์!” ปั้นแป้งใจกระตุกวูบ ก่อนจะหันขวับมามองตาโต พอเห็นสายตาเรียบนิ่งแต่แฝงแววเชือดเฉือน เธอก็รีบฉีกยิ้มแห้ง “อ๋อ...นี่น้ำหนึ่ง เพื่อนสนิทหนูเองค่ะ”

“สวัสดีครับ”

น้ำหนึ่งยกมือไหว้ตามมารยาท ผิดกับแววตาที่จ้องตากลับมานิ่งสนิท ไม่มีวี่แววของความเกรงกลัว

หึ...กล้าดีนี่

“สวัสดี...” คินน์เหยียดยิ้ม น้ำเสียงที่ใช้จงใจเน้นย้ำชัดเจนทุกถ้อยคำ “แต่นายคงรู้ใช่ไหม...ว่าปั้นแป้งเป็นแฟนฉัน”

“ครับ” น้ำหนึ่งตอบรับนิ่งๆ “แต่แฟนก็ส่วนแฟน...เพื่อนก็ส่วนเพื่อน ไม่เห็นเกี่ยวกันนี่ครับ”

คินน์หรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้า

ปากเก่งใช้ได้...

“เอ่อ...พี่คินน์คะ” ปั้นแป้งรีบแทรกกลางก่อนจะเกิดสงครามย่อมๆ “เดี๋ยวหนูกลับกับน้ำหนึ่งก็ได้ค่ะ บ้านเราอยู่ทางเดียวกัน พี่กลับก่อนเลยก็ได้...”

บรรยากาศเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงทันที

นี่เธอกำลังเลือกมันงั้นเหรอ?

“กลับกับมัน?” เขาเลิกคิ้วถามเสียงต่ำ

น้ำหนึ่งแอบยิ้มมุมปากนิดๆอย่างผู้ชนะ...

แต่ฝันไปเถอะว่าคนอย่างคินน์จะยอมโดนเด็กเมื่อวานซืนลูบคม

คินน์หัวเราะในลำคอเสียงต่ำ ก่อนจะโน้มหน้าลงไปกระซิบข้างหูปั้นแป้งให้ได้ยินกันแค่สองคน

“เธอลืมอะไรไปหรือเปล่า...ก้อนแป้ง”

“...”

“เธอตกลงรับบทแฟนฉันแล้ว ก็ต้องทำให้สมบทบาท...คืนนี้กลับกับฉัน”

ไม่รอคำตอบ เขาคว้าข้อมือเล็กแล้วดึงให้เดินตามออกมาทันที ทิ้งให้น้ำหนึ่งยืนมองตามด้วยสายตาเจ็บใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป