บทที่ 7 บทที่ ๖ ❝วันวาน ไม่หวานชื่น❞
“มึงคิดว่ากูเป็นเจ๊กเฒ่าลามกหรือไงวะไอ้รอง หึ กูไม่ได้โง่และตัณหากลับแบบมึงนะ” เสี่ยเพชรกระชากผมอีกฝ่ายให้เงยหน้าสบตา คำด่าทอสารพัดหลุดออกมาจากปากคนเป็นเจ้าพ่อ ใช่ เขาไม่ได้โง่ เพราะตั้งแต่ที่เข้ามาถึงบริเวณบ้านของไอ้กัลปพฤกษ์ เสี่ยเพชรก็จับสังเกตได้ว่ามันผิดปกติ บ้านงานแต่งที่ไหนจะเงียบเป็นป่าช้าขนาดนี้ แล้วไหนจะจดหมายที่นัดเขามาตามลำพังอีก มันไม่ใช่ลายมือแม่กุหลาบ ทันทีที่ได้อ่านอักษรแรก เสี่ยเพชรก็จำได้หมดแล้ว
อึก!
“ไอ้เหี้ยเอ๊ย!” คราวนี้เป็นฝ่ายกัลปพฤกษ์ที่ออกแรงถีบจนเสี่ยเพชร กัมปนาทตกเตียง
เสี่ยเพชรลุกขึ้นคร่อมกัลปพฤกษ์ ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้เปรียบเหมือนทุกครั้ง ทั้งคู่ฟัดกันเหมือนหมา แลกกันประเคนหมัดใส่กันระรัว
“บอกกูมาว่าแม่กุหลาบอยู่ที่ไหน!”
“กูไม่บอก! ถุย” มือหนาคว้าท้ายทอยกัลปพฤกษ์ให้แหงนหน้าสบตา กดดันถามถึงคนรัก ตอนนี้ไม่รู้เลยว่ากุหลาบจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ก็คิดแล้วว่าคงจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เพราะถ้าหากมันกล้าฆ่าน้องสาวตัวเอง มันก็เลวเต็มทน
ตุ้บ
ตุ้บ
ผลัวะ! ทั้งเตะทั้งต่อย เสี่ยเพชรไม่ได้ออมมือเหมือนทุกครั้ง ฝ่าเท้าอัดกระแทกจนกัลปพฤกษ์นอนตัวงอ นึกเจ็บใจ ขนาดมันไม่ใช้อาวุธเขาก็ยังสู้มันไม่ได้
“บอกกูมา!” มือหนาจิกผมกัลปพฤกษ์เอาไว้แน่น คนงามในเวลานี้หันหน้าหนีด้วยความเจ็บปวด พยายามจะคลานไปหยิบปืนที่ซ่อนเอาไว้ใต้หมอน แต่กลับโดนกระชากหัวอีกครั้ง
“กูไม่บอก อยากรู้มึงก็ไปตามเอาเอง ถุย! ไอ้กระจอก!”
แม้ตัวเองจะเละไม่เป็นท่า แต่ก็ไม่วายปากดี ถุยน้ำลายใส่เสี่ยเพชรจนเลอะหน้า พานทำให้เสี่ยเพชรโกรธยิ่งกว่าเดิม มือหนาล้วงหยิบมีดพกคู่กายชี้หน้าคาดโทษอีกฝ่าย อากาศในห้องคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นของกำยานทำให้สติของกัลปพฤกษ์เริ่มเลือนราง หวังจะวางยาเขา แต่สุดท้ายตัวเองกลับโดนเสียเอง
สายตาคมมองไปยังมีดพกอย่างไม่เกรงกลัว เอาสิ อยากฆ่าเขานักก็เอาเลย เพราะตอนนี้เขาไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว น้องสาวก็แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา ได้สามีดี แถมยังพากันไปอยู่ในที่ปลอดภัย ในเวลานี้ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว
“งั้นมึงก็อย่าอยู่เลยไอ้พฤกษ์” กัลปพฤกษ์หลับตาลง รอให้อีกฝ่ายเอามีดแทงเขาหรือปาดคอเขาให้ตาย ทว่ามันกลับไม่ใช่อย่างที่คิด
ฉึก!
“อ๊ากกก” เสี่ยเพชรปักมีดลงบนต้นแขนของกัลปพฤกษ์ ความเจ็บปวดรวดร้าวทำให้นายตำรวจหนุ่มต้องอ้าปากร้องด้วยความเจ็บ
หากกัลปพฤกษ์ไม่ใช้แผนนี้จัดการเสี่ยเพชรตั้งแต่แรก จุดจบของเขาก็คงไม่เป็นแบบนี้ นึกโกรธแค้นตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แม้จะลุกสวนไปก็ไม่มีแรง ไหนจะกลิ่นกำยานนั่นทำให้เขาตาลายไปหมด
“หึ กูเปลี่ยนใจแล้ว”
“กูจะให้มึงอยู่ต่อ อยู่ด้วยความเจ็บปวด อยู่โดยรอวันที่กูจะมาฆ่ามึง เพราะฉะนั้นมึงอย่าพึ่งตายล่ะ”
ฉึก! มีดพกปักลงบนอกแกร่ง เสี่ยเพชรยกยิ้มด้วยความชอบใจ ยิ่งเห็นอีกฝ่ายร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ยิ่งเห็นเลือดนองก็ยิ่งชอบใจ
มือหนาค่อย ๆ บรรจงกรีดอกอีกฝ่ายให้เป็นรูปเพชรอย่างช้า ๆ ปานแกะสลัก ต่างจากกัลปพฤกษ์…เขารู้สึกเจ็บจนมันเริ่มด้านชา เลือดไหลนองเต็มอก รอยยิ้มร้ายยิ้มขึ้น ฮ่า ๆ ยิ่งเห็นเลือดก็ยิ่งทำให้เสี่ยเพชรรู้สึกชอบใจยิ่งกว่าเดิม
จะไม่ปล่อยให้มันตายง่าย ๆ แน่ มันจะต้องเจ็บและทุกข์ทรมานยิ่งกว่าเขา
“อ๊ากกก”
…ยี่สิบเอ็ดปีก่อนหน้า...
เด็กน้อยวัยสิบสองขวบวิ่งตามพี่ชายคนสนิทที่อยู่ข้างบ้าน สองมือเล็กจับเข่าตัวเองเอาไว้สองข้างด้วยอาการปวดขา
“ศะ…ศึก ช้าหน่อย” เด็กชายพยายามบอกพี่ชายคนสนิทให้วิ่งช้า ๆ ลงหน่อย เขาวิ่งตามไม่ทัน วิ่งจากบ้านมาถึงหน้าศาลเจ้า สำหรับเด็กน้อยก็ถือว่าไกลพอสมควร ระยะทางเกือบครึ่งกิโลทำให้กัลปพฤกษ์ในเวลานี้หอบยิ่งกว่าคนเป็นโรค
“เร็ว ๆ ตามมาสิวะ”
“แฮก ๆ กูวิ่งไม่ทัน”
หมับ! สุดท้ายคนเป็นพี่ชายทนไม่ไหว ยอมแบกคนน้องขึ้นหลัง กัมปนาท ในใจร้อนรน อยากจะไปให้ถึงศาลเจ้าเร็ว ๆ
เขาอยากดูงิ้วใจจะขาด
“ขืนลื้อไปช้า ไม่ได้ดูงิ้วแน่”
“มึงแต่งหน้าดูตัวเองหน้ากระจกก็ได้นี่หว่า” สุดท้ายกัลปพฤกษ์ก็ทนไม่ไหว แขวะอีกฝ่ายไปหนึ่งที ไอ้กัมปนาทมันเป็นเจ๊ก ตาก็ตี่ ไปแต่งหน้าทาปากหน่อย ก็เหมือนงิ้วที่มันอยากดูแล้ว
“เฮ้อ” คำพูดของกัลปพฤกษ์ช่างขัดใจเขาเหลือเกิน แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้ เพราะเขาลากอีกฝ่ายมาเอง สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจ แม้จะหนักที่ต้องแบกอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้บ่นออกมาสักคำ จนเดินมาถึงหน้าศาลเจ้า ทันดูงิ้วพอดี เห็นคนเป็นพ่อและแม่ยืนคอยท่าอยู่
“มาได้แล้วเหรอเจ้าพวกแสบ” พ่อและแม่ของกัมปนาทออกมายืนรอลูกชายและเพื่อนของลูกชายอยู่ที่หน้าโรงงิ้ว พวกเขามาถึงก่อน เพราะเจ้าเด็กแสบมัวแต่พากันเล่นจนมืดค่ำ พวกผู้ใหญ่คร้านจะอยู่รอ จึงขับรถออกมาเสียก่อน เพราะไอ้เจ้าเด็กแสบพวกนี้ยืนกรานเองว่าจะเดินมา
“พฤกษ์อีเดินช้าน่ะม้า” ได้ทีหน่อยกัมปนาทรีบฟ้องคนเป็นพ่อและแม่ และเป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้ช้าเพราะตัวเขา แต่ช้าเพราะกัลปพฤกษ์เดินช้า กัมปนาทนั้นอายุมากกว่ากัลปพฤกษ์สามปี แม้จะโดนคนน้องเรียกแบบไม่เคารพก็ไม่คิดโกรธเคือง เพราะพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน
“ฮ่า ๆ ปะ ๆ ไปดูกัน ลุงพนิจเขาจองที่ไว้ให้พวกเราแล้ว”
พ่อและแม่ของกัมปนาทเป็นคนไทยเชื้อสายจีนทั้งคู่ พวกเขาเป็นเพื่อนพี่น้องที่สนิทกับครอบครัวกัลปพฤกษ์ นับได้ว่าสนิทกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ ๆ พ่อของกัลปพฤกษ์มาซื้อตั๋วงิ้วรออยู่ก่อนหน้า ส่วนแม่ไม่ได้มาด้วยเพราะต้องคอยเลี้ยงน้องสาว
“ครับ/ครับม้า” เด็กแสบทั้งคู่ตกปากรับคำอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามผู้ใหญ่เข้าไปในโรงงิ้ว
ภายในโรงงิ้วถูกจัดตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้แบบจีน โรงงิ้วแห่งนี้แท้จริงแล้วเป็นรถลากที่ตั้งอยู่หน้าศาลเจ้า นำฉากไม้มากั้นเป็นทางเข้าออก การแสดงเริ่มขึ้น เป็นที่แปลกตาสำหรับเด็กน้อยอย่างกัลปพฤกษ์ เขารู้มาว่างิ้วนั้นมักจะแต่งชุดจีน ทาหน้าขาว ทาปากแดง เล่นการละครแบบจีน สนุกพอ ๆ กับลิเกไทย กัลปพฤกษ์ที่ได้รับชมเป็นครั้งแรกก็รู้สึกตาวาว
สมแล้วกับที่ไอ้ศึก กัมปนาทงอแงอยากมาดู ยิ่งอาวุธที่ใช้ในการแสดง การแสดงกายกรรมต่าง ๆ ที่กัลปพฤกษ์ไม่เคยเห็น ก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ แม้งิ้วจะแสดงละครพูดต่อบทกันเป็นภาษาจีน ทำให้เด็กน้อยอย่างกัลปพฤกษ์ฟังไม่ออก แปลไม่รู้เรื่อง แต่ท่าทางการแสดงกลับสื่อสารออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้คนดูเข้าใจ กัลปพฤกษ์เองก็เช่นเดียวกัน ตั้งใจดูการแสดงงิ้วอย่างไม่กะพริบตา
จนรู้สึกถึงแรงสะกิดที่ต้นขา พอหันไปดูก็พบว่าเป็นกัมปนาทที่เขย่าขาเขาอยู่ กัลปพฤกษ์ลอบมองอย่างไม่พอใจ คนกำลังสนุก เรียกอะไรกันนักหนา
“พฤกษ์ ไปส่งอั๊วฉี่หน่อย” กัมปนาทรบเร้าให้อีกฝ่ายไปส่ง ก่อนเข้าโรงงิ้วเขาดื่มน้ำหวานอัดไปเสียเต็มเปา พอถึงตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกปวดเบา
“ไม่ไป ขี้เกียจ”
“นะ เดี๋ยวเลี้ยงน้ำตาลปั้น”
“เออ ๆ ก็ได้” แม้จะขี้เกียจ แต่เด็กน้อยอย่างกัลปพฤกษ์มีหรือที่จะกล้าปฏิเสธข้อเสนอดี ๆ อีกฝ่ายบอกว่าจะเลี้ยงน้ำตาลปั้นเขาทั้งที แบบนี้จะไม่ไปส่งได้อย่างไร ไม่ไปก็ถือว่าพลาดแล้วละ จริงไหม
“เร็ว ๆ นะ”
“อืม” เด็กน้อยสองคนพากันเดินจับมือออกมาเข้าห้องน้ำที่ศาลเจ้า กัลปพฤกษ์ไม่ได้รู้สึกปวดเบา เขาจึงส่งอีกฝ่ายแค่หน้าห้องน้ำแล้วลากสังขารของตัวเองมานั่งรอที่ต้นไม้ใหญ่ ในใจร้อนรน น้ำตาลปั้นก็อยากกิน งิ้วก็อยากดู
นั่งได้ไม่นานก็เห็นพี่สาวคนหนึ่งเดินมาแต่ไกลมานั่งลงอยู่ข้างกาย กัลปพฤกษ์ทำสีหน้าบอกไม่ถูก ไม่รู้จะบอกพี่สาวคนนั้นอย่างไรว่าเขาจองที่นั่งตรงนี้ให้กัมปนาท รออีกฝ่ายออกมาจากห้องน้ำ จะได้มานั่งกินขนมด้วยกันตรงนี้ สุดท้ายทนไม่ไหวก็ต้องพูดออกมา
“พี่สาวครับ ตรงนี้มีคนนั่งแล้ว...อึก” กัลปพฤกษ์หันหน้าไปคุยกับพี่สาว พี่สาวตรงหน้าสวมใส่ชุดกี่เพ้าสีแดง ลวดลายแปลกตาอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ทว่าทันทีที่สบตาของพี่สาว ก็ทำเอากัลปพฤกษ์แทบจะสะอึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ อ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก
หญิงสาวใบหน้าเละ ซีดเซียวเหมือนไม่มีเลือด แต่สิ่งที่ทำให้กัลปพฤกษ์ตกใจ คือใบหน้าของพี่สาวคนนั้นหายไปครึ่งซีก
“ให้พี่สาวนั่งด้วยได้ไหมจ๊ะ คิก ๆ” วิญญาณผีสาวหัวเราะออกมาอย่างรู้สึกสนุก เจ้าหล่อนเป็นผีสาวเฝ้าหน้าศาลเจ้า นาน ๆ ทีจะมีเด็กเห็นตน นั่นทำเอาเธออยากแกล้งกัลปพฤกษ์เอาให้หนักกว่าเดิม โดยการชูคอขึ้นสูงช้า ๆ ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ยืดยาว กัลปพฤกษ์ในเวลานี้ทำอะไรไม่ถูก ชีวิตของเด็กน้อยที่เห็นผี หน้าดำคร่ำเครียด นัยน์ตาและปากเบิกกว้างอ้าค้างด้วยความตกใจและหวาดกลัว
“…อึก...”
“มานี่เร็ว” ขณะที่กัลปพฤกษ์กำลังตกใจกับวิญญาณผีสาว โชคดีที่กัมปนาทมาเห็นเขาจึงได้ดึงแขนอีกฝ่ายให้ตามมา แม้ว่าตนจะมองไม่เห็นอะไร แต่กิริยาท่าทาง อาการของกัลปพฤกษ์ที่แสดงออก ทำให้กัมปนาทรู้ได้ทันทีว่ากัลปพฤกษ์กำลังเจอดีเข้าแล้ว เพราะอีกฝ่ายเคยเป็นอย่างนี้มาก่อน และเป็นบ่อยด้วย
“ลื้อไปทำอะไรอยู่ตรงนั้นวะ” หลังที่พากัลปพฤกษ์ออกมาได้แล้ว เขาก็ถามด้วยความเป็นห่วง
“...”
“อย่าบอกนะว่าเห็นอีกแล้ว”
“อืม” กัลปพฤกษ์ตอบรับในลำคอพร้อมพยักหน้ารับ
ใช่ เขามองเห็นอีกแล้ว กัลปพฤกษ์มองเห็นสิ่งที่เรียกว่าผีหรือวิญญาณมาตั้งแต่เด็ก เคยบอกพ่อและแม่อยู่หลายครั้ง แต่พวกท่านก็ไม่ได้เชื่อ แถมยังปักใจเชื่อว่ากัลปพฤกษ์นั้นป่วย มีเพียงแต่กัมปนาทเท่านั้นที่เชื่อเขาอย่างสุดใจ
“เฮ้อ ช่างมันเถอะ ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
เด็กน้อยที่โตกว่าส่ายหน้า ตอนที่เห็นอีกฝ่ายตาโตอ้าปากค้างก็เป็นห่วง กลัวว่ามันจะเป็นอะไรไป พอเห็นว่ามีสติดีก็ทำให้หายห่วง
“อืม”
“อะ น้ำตาลปั้น” กัมปนาทยื่นน้ำตาลปั้นรูปมังกรให้คนที่เด็กกว่า กัลปพฤกษ์ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เขาอุตส่าห์มารอมันเข้าห้องน้ำ รอจนผีหลอก นึกว่ามันตกส้วมหายไปไหน ที่แท้ก็แอบไปซื้อน้ำตาลปั้นมานี่เอง
“ที่แท้ก็หายไปซื้อน้ำตาลปั้นเนี่ยนะ!”
“อือ ชอบหรือเปล่า” กัมปนาทยิ้มจนตาเป็นสระอิ ตั้งใจเลือกน้ำตาลปั้นรูปมังกรให้อีกฝ่าย กลัวว่าจะไม่คุ้ม จึงเลือกเอารูปมังกร เพราะตัวใหญ่ที่สุด
เพียะ!
“โอ๊ยย อั๊วเจ็บนะ” กัมปนาทครวญครางด้วยความเจ็บ ต้นแขนที่เป็นสีขาวโดนฝ่ามือฟาดจนเป็นรอยนิ้วมือสีแดง
“ชอบตายล่ะ”
แม้จะโดนตีแต่กลับหัวเราะออกมา กัมปนาทโตเป็นผู้ใหญ่กว่ากัลปพฤกษ์มาก จึงไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ที่ทำให้ขำออกมาคือ กัลปพฤกษ์ในเวลานี้ทำแก้มพองลม เหมือนลิงไม่มีผิด
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังสนั่นติดต่อกันถึงหลายนัด ดังมาจากทางโรงงิ้ว ทำให้เด็กน้อยสองคนที่กำลังนั่งกินน้ำตาลปั้นอย่างเอร็ดอร่อยตาค้างด้วยความตกใจ จนน้ำตาลปั้นในมือตกพื้น
ทั้งสองรีบกุลีกุจอหันมาพยักหน้าให้กัน ไม่ผิดแน่ เสียงที่พวกเขาได้ยินมันคือเสียงปืน แม้ว่าทั้งคู่จะยังเด็ก แต่ก็แยกได้ว่าอันไหนคือเสียงปืน เสียงประทัด
“สะ…เสียงปืน อยู่ทางโรงงิ้ว”
“ป๊าม้า/พ่อแม่!”
สองขาเล็กค่อย ๆ พากันวิ่งไปที่โรงงิ้ว แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาล้มลงกับพื้น คือในโรงงิ้วเวลานี้เลือดกระเซ็นเต็มพื้นที่ไปหมด ร่างไร้วิญญาณหลายคนนอนเกลื่อนอยู่ทั่วพื้น บ้างก็โดนยิง บ้างก็โดนแทง ตายอย่างอนาถ
ภาพที่เห็นทำให้เด็กน้อยเสียใจและช็อกเป็นอย่างมาก ก่อนที่ทั้งคู่จะรู้สึกถึงแรงหนักอึ้งที่ท้ายทอยแล้วสลบไป
พวกเขาทั้งคู่จะไม่มีวันที่ลืมเหตุการณ์นี้ได้อีกตลอดไป และเหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าพ่ออย่างใครบางคน เกลียดงิ้วจนเข้าไส้
