บทที่ 10 ห่วงเขาจะตายไป

“ใครใช้ให้นายสะเออะไปรับปากจะทำงานนี้” วีรพัทธ์อาละวาดจนห้องชุดแทบพังหลังรู้ว่าสหัสสะไปรับงานมินิคอนเสิร์ตที่เขาตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ทำเด็ดขาด แต่ผู้จัดการส่วนตัวชั่วคราวอย่างสหัสสะกลับไปรับมา

“ผมปรึกษากับพี่เดียร์แล้วนะครับ แล้วอีกอย่างมันก็เป็นความฝันของคุณด้วย ผมก็เลยคิดว่า…”

“สู่รู้!” วีรพัทธ์ผลักร่างเล็กกว่าจนหงายหลังลงไปบนโซฟากลางห้องโถง “นายไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจแทนฉัน”

“แต่ผมหวังดีนะครับ นี่มันเป็นโอกาส”

“หวังดีงั้นเหรอ ช่วยเอาความหวังดีของนายโยนทิ้งไปเหมือนกับที่นายเคยทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ทั้งความฝัน ทั้งฉันนั่นแหละ”

“พี่วีร์…”

“ไม่ต้องมาเรียกแบบนั้น! ฉันกับนายเป็นแค่ศิลปินกับผู้จัดการชั่วคราวเท่านั้น ที่ฉันไม่ไล่นายไปเพราะเห็นแก่พี่เดียร์ แต่ถ้ายังมาจุ้นจ้านจัดการชีวิตฉันอีก นายเจอดีแน่! แล้วไปปฏิเสธงานนั้นซะ ฉันไม่ทำ”

“แต่พี่วีร์ครับ…” สหัสสะชะงักเมื่อเผลอเรียกอีกฝ่ายว่าพี่เหมือนเมื่อสามปีที่แล้วจนวีรพัทธ์ตวัดสายตาใส่ “คุณวีร์ครับ คือผม…”

“อะไร?” น้ำเสียงนั้นตะคอกอย่างไม่พอใจ อารมณ์โกรธเริ่มทวีความรุนแรงเมื่ออีกฝ่ายทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ และเลื่อนตัวลงไปคุกเข่าสารภาพ

“ผมต้องการเงินครับ”

“นายว่าไงนะ?”

วีรพัทธ์แทบไม่เชื่อหู เพราะสหัสสะที่เขาเคยรู้จักไม่ใช่คนเห็นแก่เงิน ขนาดเขาพร้อมจะให้ ยินดีจะจ่ายทุกอย่างในช่วงเวลาที่ทั้งสองคบหากัน สหัสสะก็ไม่เคยยอมรับ และหากเขาเซ้าซี้มาก ๆ ก็พานจะมาโกรธมางอนเขาอีกต่างหาก แต่สหัสสะวันนี้กลับกล้ามาแตะต้องความฝันที่ทั้งสองเคยวาดหวังไว้ว่าจะทำมันด้วยกันเพื่อแลกกับเงิน และที่สำคัญยังบังคับให้เขาทำมันเพียงลำพังอีกด้วย

“พี่เดียร์บอกว่าผมจะได้ส่วนแบ่งสิบห้าเปอร์เซ็นต์ และหากคุณวีร์ยอมเซ็นสัญญารับงานนี้ พี่เดียร์จะจ่ายเงินก้อนนั้นให้ผมก่อน ผมจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ครับ”

วินาทีนี้วีรพัทธ์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ความโกรธความแค้นในสิ่งที่สหัสสะทำกับเขาเมื่อสามปีก่อนผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ ก่อนที่เขาจะกระชากร่างเล็กกว่าขึ้นมาเผชิญหน้าแล้วตะคอกใส่

“หน้าเงิน!”

ทันใดนั้นน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ก่อนหน้าก็ไหลลงมาอาบแก้ม สหัสสะเม้มริมฝีปากเข้าหากัน แม้มันจะเจ็บปวดแต่เขาก็ยอมรับ

“ครับ ผมต้องการเงิน และด่วนมากด้วย”

วีรพัทธ์จ้องมองคนตรงหน้าที่เขาอยากขย้ำตาเขม็งพร้อมกับเค้นเสียงถาม “ทางนั้นนัดเซ็นสัญญาเมื่อไร?”

“สัปดาห์หน้าครับ” สหัสสะช้อนสายตาขึ้นสบกับวีรพัทธ์อย่างขอร้องอ้อนวอน ในขณะที่อีกฝ่ายกระตุกมุมปากยิ้มเยาะกลับมาพร้อมกับออกแรงบีบที่ต้นแขนทั้งสองข้าง

“ไหนว่าต้องรีบใช้เงินด่วน แล้วจะทันเหรอ?”

“…”

“ฉันมีข้อเสนอ”

ฝ่ามือหนาที่บีบต้นแขนเรียวอยู่ก่อนหน้าค่อย ๆ เลื่อนลงไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สายตาที่มองฉายชัดถึงอารมณ์ปรารถนาผสมกับความสะใจที่กำลังไล่ต้อนลูกไก่ในกำมือ

“พรุ่งนี้เช้าเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีตามยอดที่นายต้องการ” วีรพัทธ์เลื่อนฝ่ามือขึ้นมาบีบปลายคางเรียว เขาใช้นิ้วหัวแม่มือบดขยี้กลีบปากอิ่มที่กำลังสั่นระริกอย่างพอใจ “ถ้าคืนนี้นายทำให้ฉันพอใจ”

หลังจากคืนนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ไม่ได้เป็นแค่ผู้จัดการส่วนตัวชั่วคราวกับศิลปิน แต่สหัสสะเพิ่มสถานะอีกอย่างคือเป็นที่บำบัดความใคร่และระบายความต้องการดิบเถื่อนของวีรพัทธ์เพื่อแลกกับเงินในจำนวนที่ต้องการโอนเข้าบัญชีหลังเสร็จกิจ และวีรพัทธ์ไม่เคยอ่อนโยนกับเขาเลยสักครั้ง แม้แต่ครั้งนี้ที่เขาบอบช้ำปางตายและกำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด

เจ็บที่ร่างกายสหัสสะยังพอทนไหว แต่เจ็บที่หัวใจซ้ำ ๆ บางครั้งมันก็เกินจะทานทน ฝ่ามือเรียวกำแน่นอยู่บนแผงอกแกร่ง และใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักร่างสูงกว่าให้พ้นตัว สหัสสะกรีดร้องราวกับคนคลุ้มคลั่ง เหมือนเขากำลังระบายความอัดอั้นตันใจ แล้วร่างบางก็สั่นสะท้านเกร็งกระตุก ก่อนจะทรุดร่วงลงไปกับพื้นกระเบื้องเย็นชื้น

“นี่นาย!” วีรพัทธ์ไม่พอใจ คิดว่าอีกฝ่ายแสร้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เมื่อมองต่ำตามลงไป ก็พบร่างบอบบางและบอบช้ำนอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้าของเขา

“นาย” เขาเรียกซ้ำ ใช้เท้าเขย่าแรง ๆ บริเวณต้นขา แต่สหัสสะก็ยังไม่ขยับ “นาย” ลองเรียกซ้ำอีกครั้งก็ยังนิ่งเงียบ “สหัสสะ ลุกขึ้นมานะ”

วีรพัทธ์ย่อตัวลงไปใช้มือเขย่าต้นแขน แต่ร่างของสหัสสะก็ไม่ตอบสนอง เขาเริ่มใจคอไม่ดี “ไมล์”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป